วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon <p>วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวารสารที่รับบทความวิชาการหรือรายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานป้องกันควบคุมโรคและภัยคุกคามสุขภาพ ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการและรายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับงานป้องกันควบคุมโรคแก่หน่วยงานและบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข (2) เพื่อรายงานความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานป้องกันควบคุมโรคแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ (3) เพื่อเป็นสื่อกระชับความสัมพันธ์ทางแนวคิดและปฏิบัติงานระหว่างสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 สำนักงานสาธารณสุข ศูนย์วิชาการเขต และกรมกองต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานีและบุคลากรท่านอื่นๆในสำนักงานฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> tutuubonorathai@gmail.com (ดร. อรทัย ศรีทองธรรม) mukdavp20@gmail.com (นางมุกดา งามวงศ์) Tue, 30 Jun 2026 09:56:37 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่นด้านการป้องกันและควบคุมโรค จังหวัดนครปฐม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278178 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี แบบคู่ขนาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน และความสำเร็จในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่น ด้านการป้องกันและควบคุมโรค จังหวัดนครปฐม และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่นด้านการป้องกันและควบคุมโรค จังหวัดนครปฐม การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่น จังหวัดนครปฐม จำนวน 54 คน ด้วยแบบสอบถาม และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 13 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Chi-Square และวิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระ ผลการศึกษาพบว่า อสม.ดีเด่นส่วนใหญ่เป็นหญิง ร้อยละ 79.6 มีอายุ 50-59 ปี ร้อยละ 44.4 ระยะเวลาการปฏิบัติงาน 11-20 ปี ร้อยละ 68.5 โดยการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรของ อสม. ดีเด่น อยู่ในระดับมาก (<em>µ</em>=3.23, σ=0.451) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของ อสม. ดีเด่น อยู่ในระดับมากที่สุด (<em>µ</em>=3.51, σ=0.333) และความสำเร็จในการปฏิบัติงานของ อสม. ดีเด่น อยู่ในระดับมากที่สุด (<em>µ</em>=3.64, σ=0.328) ซึ่งปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จ (p&gt;0.05) ขณะที่การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กร (p&lt;0.05) และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (p&lt;0.01) มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาเชิงวิจัยคุณภาพ ได้ข้อค้นพบใหม่ ที่พบว่า "จิตอาสา" เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ โดย อสม. ดีเด่นทำงานด้วยใจไม่หวังผลตอบแทน มีความมุ่งมั่นพัฒนาตนเองต่อเนื่อง และได้รับการสนับสนุนจากองค์กร ข้อเสนอแนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสริมสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และจิตอาสา ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ควรมีการวิจัยต่อเนื่องเกี่ยวกับจิตอาสาในบริบทต่างๆ และเปรียบเทียบความสำเร็จในพื้นที่อื่น</p> ธนพร สวนทอง, ฉันทนา โสวัตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278178 Wed, 18 Feb 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดตรัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277798 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ผ่านการวัดระดับทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมด้านสุขภาพ และค่าน้ำตาลปลายนิ้ว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ คำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power 3.1.9.2 เปรียบเทียบตัวแปรต่อเนื่องระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกันกำหนดค่า effect size = .80 ระดับความเชื่อมั่น 95% ได้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 26 คน แล้วเพิ่มเป็นกลุ่มละ 30 คน ในการศึกษามีกลุ่มตัวอย่าง 59 คน เป็นกลุ่มทดลอง 29 คน กลุ่มควบคุม 30 คน โดยวิธีสุ่มอย่างง่าย กลุ่มทดลองเข้ารับการพัฒนาให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วยโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับความรู้ คำแนะนำและการดูแลตามปกติ เครื่องมือวิจัยได้แก่ โปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและแบบทบทวน แบบวัดทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพแบบกำหนดสถานการณ์ แบบประเมินพฤติกรรม แบบบันทึกน้ำตาลปลายนิ้ว เก็บรวบรวมข้อมูล เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Independent t-test, Mann-Whitney U test, Paired t-test และ ANOVA แบบวัดซ้ำ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพหลังรับโปรแกรมสูงกว่าก่อนรับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (16.55±1.68 และ 8.21±3.62 ตามลำดับ, p&lt;.001) พฤติกรรมด้านสุขภาพสูงกว่าก่อนรับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (2.18±.56 และ 2.72±.34 ตามลำดับ, p=.018) กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลปลายนิ้วในสัปดาห์ที่ 1, 4 และ 12 ไม่แตกต่างกัน (F=.42, df=1.23, p=.56) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลปลายนิ้วลดลงตามลำดับในสัปดาห์ที่ 1, 4 และ 12 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=21.38, df=1.23, p&lt;.001) ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลปลายนิ้ว ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองในสัปดาห์ที่ 1, 4 ไม่แตกต่างกัน สัปดาห์ที่ 12 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (145.40±13.02 และ 128.86±10.49 ตามลำดับ, p&lt;.001) สรุปได้ว่าโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ เกิดการปรับพฤติกรรมนำไปสู่การปรับพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องเนื่องจากการให้กลุ่มตัวอย่างฝึกปฏิบัติโดยใช้เทคนิคการสอน การแสดงเพื่อให้ตรวจสอบ การใช้แบบตรวจสอบรายการ เทคนิคสอนกลับ การใช้คำถาม สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง</p> ภานุพงศ์ สยังกูล, บุบผา รักษานาม, สงวน ลือเกียรติบัณฑิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277798 Wed, 18 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278374 <p>ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขเป็นภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบวงกว้าง การยกระดับสมรรถนะของหน่วยงานตามข้อกำหนดของกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR 2005) จึงมีความจำเป็นยิ่ง การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาระบบการเตรียมความพร้อมและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของหน่วยงานสาธารณสุขระดับจังหวัด ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 5 จังหวัด ดำเนินการระหว่างเดือน ตุลาคม 2565 - กันยายน 2568 การศึกษาแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาในพื้นที่ต้นแบบ และระยะที่ 2 การขยายผลในพื้นที่ 4 จังหวัด กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา จำนวน 78 คน และกลุ่มที่นำระบบไปใช้ในการพัฒนา จำนวน 479 คน เครื่องมือเป็นแบบประเมินเก็บข้อมูลพื้นฐาน เพื่อการวางแผนการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินสำหรับหน่วยงานสาธารณสุขระดับจังหวัด (EOC Assessment Tool) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการจัดกลุ่มและตีความตามวัตถุประสงค์</p> <p>ผลการศึกษา รูปแบบการพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉินมี 11 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) วางแผนพัฒนาเตรียมความพร้อมเชิงระบบ 3 สมรรถนะหลัก ด้านกำลังคน ด้านทรัพยากร และด้านระบบงาน (Staff, Stuff, System) 2) มอบหมายภารกิจ 10 หมวด 74 ตัวชี้วัด 3) การประเมินตนเองค้นหาช่องว่างวางแผนพัฒนา 4) ดำเนินการตามแผน 5) การติดตามประเมินผล 6) หนุนเสริมวิชาการ 7) ประเมินตนเอง หลังการพัฒนา 8) รับการประเมิน 9) ปรับปรุงพัฒนาตามข้อค้นพบ 10) อุทธรณ์ผลการประเมิน และ 11) สรุปผลการพัฒนา ผลลัพธ์จากการนำไปใช้ในพื้นที่ต้นแบบ สสจ.ยโสธร ปีงบประมาณ 2565 ผ่านสมรรถนะของศูนย์ EOC ตามเกณฑ์มาตรฐาน EOC Assessment Tool ร้อยละ 81.08 (เป้าหมายร้อยละ 80) เมื่อขยายผลในพื้นที่ 4 จังหวัด ในปีงบประมาณ 2568 โดยจังหวัดที่มีสมรรถนะของศูนย์ EOC สูงที่สุด คือ อุบลราชธานี ร้อยละ 94.59 รองลงมาได้แก่ อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ร้อยละ 86.49 และมุกดาหาร ร้อยละ 82.43 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารูปแบบระบบที่พัฒนาขึ้น สามารถพัฒนาให้หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดมีความพร้อมในการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ตามเกณฑ์มาตรฐานกรมควบคุมโรคที่กำหนด ปัจจัยสู่ความสำเร็จคือการมีส่วนร่วม การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และระบบพี่เลี้ยงสนับสนุนที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน ให้ครอบคลุมสมรรถนะ 3S ได้แก่ Staff การขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง Stuff ความไม่เพียงพอของทรัพยากรสนับสนุน อาทิ ระบบไฟฟ้าสำรอง และ System การบูรณาการแผนปฏิบัติการ และข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ ข้อเสนอแนะหน่วยงานควรเร่งบูรณาการระบบข้อมูล ฝึกซ้อมสถานการณ์จำลอง และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืนของการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินในภาพรวมของเขตสุขภาพที่ 10</p> เพ็ชรบูรณ์ พูลผล, ดวงเดือน จันทะโชติ, พัชรี ทิพวรี, กรชนก บรรดาศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278374 Wed, 18 Feb 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเฝ้าระวังและป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ ตำบลโคกไทย อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278610 <p>โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามของโลก โดยมีความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ งานวิจัยนี้เป็นการกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อน–หลัง เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมเฝ้าระวังและป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคำนวณด้วยโปรแกรม G Power ได้กลุ่มละ 28 คน ปรับเพิ่มขนาดตัวอย่าง ร้อยละ 20 เพื่อป้องกันการสูญหายได้ กลุ่มละ 34 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่ประยุกต์มาตรการ 4E ร่วมกับทฤษฎีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม จำนวน 10 ครั้ง ใน 5 สัปดาห์ และติดตามต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการทดลองและแบบสัมภาษณ์ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกัน เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 1 ค่า KR-20 เท่ากับ 0.68 และค่าความเชื่อมั่นแบบอัลฟาครอนบาคของทัศนคติและพฤติกรรมเท่ากับ 0.88 และ 0.83 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย T-test, Repeated Measures ANOVA และ ANCOVA ผลการศึกษาภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเฝ้าระวังและป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการเฝ้าระวังป้องกันโรคเพิ่มขึ้น รวมทั้งตัวชี้วัดภาวะสุขภาพ ได้แก่ ค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง ค่าดัชนีมวลกาย น้ำหนัก และเส้นรอบเอวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบไม่แตกต่าง ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมนี้ไปใช้เป็นแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง พร้อมติดตามตัวชี้วัดสุขภาพผ่านการรายงานของ อสม. ในแอปพลิเคชันไลน์อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาเป็นคู่มือสำหรับหน่วยงานสาธารณสุขต่อไป</p> ปริชญา มิ่งเมือง, สมร นุ่มผ่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278610 Wed, 18 Feb 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการด้านการยศาสตร์ต่อการป้องกันการบาดเจ็บกล้ามเนื้อมือ ในบุคลากร โรงพยาบาลพัทลุง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278826 <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการด้านการยศาสตร์ต่อการป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อมือในบุคลากรโรงพยาบาลพัทลุง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงจากการใช้กล้ามเนื้อมือในการทำงานซ้ำ ๆ และต่อเนื่อง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรโรงพยาบาลที่ใช้กล้ามเนื้อมือในการทำงานเป็นหลัก จำนวน 45 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ โปรแกรมการจัดการด้านการยศาสตร์ได้รับการออกแบบบนแนวคิดการป้องกันโรคจากการทำงานเชิงรุก ครอบคลุมกิจกรรมใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล (การให้ความรู้ การฝึกท่าทางและการบริหารกล้ามเนื้อมือที่เหมาะสม) ระดับสภาพแวดล้อมในการทำงาน (การปรับอุปกรณ์และพื้นที่ทำงานให้สอดคล้องกับหลักการยศาสตร์) และระดับการออกแบบงาน (การปรับลักษณะงานและการจัดช่วงเวลาพัก) โปรแกรมดำเนินการเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน Strain Index แบบประเมินพฤติกรรมการใช้มือในการทำงาน และการทดสอบแรงบีบมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองค่า Strain Index ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 53.46±14.29 เป็น 13.53±11.82 ขณะที่คะแนนแรงบีบมือเพิ่มขึ้นจาก 28.14±5.26 เป็น 30.50±5.80 และคะแนนพฤติกรรมการใช้มือในการทำงานเพิ่มขึ้นจาก 76.38±8.73 เป็น 96.67±7.18 โดยผลลัพธ์ทั้งหมดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการจัดการด้านการยศาสตร์มีประสิทธิผลในการลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อมือ เสริมสร้างสมรรถภาพการทำงาน และส่งเสริมพฤติกรรมการใช้มือที่เหมาะสม ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือควรนำโปรแกรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางเชิงระบบในสถานพยาบาล และควรมีการศึกษาต่อยอดโดยใช้การออกแบบการวิจัยที่มีกลุ่มควบคุมหรือการติดตามผลระยะยาว เพื่อยืนยันความยั่งยืนของผลลัพธ์</p> ปานรดา รักษ์ศรี, บุบผา รักษานาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278826 Wed, 18 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพียเภ้า ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278676 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพียเภ้า ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินการระหว่างมิถุนายน–ตุลาคม 2568 ผู้เข้าร่วมวิจัยประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเครือข่ายชุมชน จำนวน 50 คน และผู้สูงอายุเสี่ยงภาวะซึมเศร้า จำนวน 40 คน การดำเนินงานแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และสะท้อนผลการปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบจำแนกและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย และข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบปัญหาหลัก ได้แก่ การคัดกรองไม่ครอบคลุม ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ลำพังและมีโรคประจำตัวหลายโรค ขาดผู้ดูแลหลัก และผู้ดูแล/ชุมชนขาดความรู้และแนวทางป้องกันภาวะซึมเศร้า ทีมวิจัยพัฒนารูปแบบ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผนกิจกรรมร่วมกับชุมชน การปฏิบัติการ “การเสริมสร้างสุขภาพจิตผู้สูงอายุแบบบูรณาการโดยชุมชน” ผ่าน 8 กิจกรรม การสังเกตการณ์เพื่อประเมินการเข้าถึงผู้สูงอายุและการประสานงาน และการสะท้อนผลเพื่อปรับปรุงกิจกรรมและกลไกการดูแล รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ “Phiaphao Model” ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ Participation, Health Literacy, Integration, Assistance, Prevention, Home Visit, Assessment และ Outcome การประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีการรับรู้ความเสี่ยง การเห็นคุณค่าในตนเอง การสนับสนุนทางสังคม การมีส่วนร่วม และพฤติกรรมป้องกันภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.001) ขณะเดียวกันภาวะซึมเศร้าลดลงและคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.05)</p> สุคนธ์ทิพย์ อรุณกมลพัฒน์, ณัฏฐ์ชานันท์ กมลฤกษ์, ธวัชชัย เติมใจ, เกียรติศักดิ์ วิจักษณกุล, กันยารัตน์ ชิราวุฒิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278676 Wed, 18 Feb 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ของผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278179 <p>โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีเกิดการระบาดได้บ่อยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ของผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปาก และทัศนคติเกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปากกับพฤติกรรมการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ของผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 126 ราย คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามสัดส่วนผู้ปฏิบัติงานในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กภายใต้ความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วสุ่มแบบไม่ใส่คืน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของทัศนคติเกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปาก พฤติกรรมการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก และค่าความเชื่อมั่นรวม เท่ากับ 0.73, 0.89 และ 0.81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ การทดสอบของฟิสเชอร์ และสถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลเด็กส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันโรคมือ เท้า ปากในระดับสูง (ร้อยละ 90.5) มีความรู้เกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปากในระดับสูง (ร้อยละ 73.0) และทัศนคติเกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปากในระดับปานกลาง (ร้อยละ 50.8) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ได้แก่ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง รายได้ต่อเดือน ประวัติการอบรมเกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปาก ความรู้เกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปาก และทัศนคติเกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) เพศ อายุ และระยะเวลาการปฏิบัติงานของผู้ดูแลเด็กไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก</p> <p>ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย วางแผนให้มีการจัดอบรมความรู้ และปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปากสำหรับผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้มีการส่งต่อความรู้ ความเข้าใจถึงผู้ปกครอง และประชาชนอย่างกว้างขวาง เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดในการป้องกันโรค และพัฒนารูปแบบการดำเนินงานป้องกันโรคมือ เท้า ปากอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์การป้องกันโรคให้เพียงพอในการดำเนินงาน</p> ทัศวรรณ ทองทา, ฉันทนา โสวัตร, ทวีวรรณ ศรีสุขคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/278179 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของบุคลากรสาธารณสุข สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/279859 <p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกของบุคลากรสาธารณสุข สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้กรอบแนวคิด COSO - Enterprise Risk Management 2017 ดำเนินการเก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 378 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.946 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ไคสแควร์ และการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในระดับสูง ร้อยละ 81.48 และ 93.12 ตามลำดับ ปัจจัยทางการบริหารความเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ด้านเป้าหมายผลการดำเนินงาน (AOR = 8.28, 95%CI: 1.66–41.31) และด้านการทบทวนและปรับปรุง (AOR = 9.37, 95%CI: 1.95–45.01)</p> <p>ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเร่งพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงโดยเน้นการกำหนดเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับอุบัติการณ์โรคในพื้นที่ และจัดตั้งกลไกการทบทวนหลังการปฏิบัติงานเพื่อนำปัญหาจากการลงพื้นที่จริงมาปรับปรุงแผนการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยทั้งสองด้านนี้มีอิทธิพลสูงต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างก้าวกระโดด</p> หทัยรัตน์ ตติยานนท์, กัมปนาท ฉายชูวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/279859 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดนครปฐม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280449 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาพตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดนครปฐม โดยอาศัยแนวคิดทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อการป้องกันโรค และทฤษฎีสองปัจจัยของเฮอร์ซเบิร์ก กลุ่มตัวอย่างคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 1 ปี จำนวน 350 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือน กรกฎาคม – สิงหาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและถดถอยพหุคูณเชิงเส้น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อสม. ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 83.1) อายุเฉลี่ย 58 ปี และมีประสบการณ์เฉลี่ย 13 ปี มีระดับการปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ในด้านการเฝ้าระวังโรค ด้านการควบคุมโรค และด้านการป้องกันโรค อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 69.14, 66.29 และ 64 ตามลำดับ ความรู้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก แรงจูงใจ และปัจจัยค้ำจุนในการปฏิบัติงาน (ร้อยละ 92) อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 89.14, 85.71 และ 92 ตามลำดับ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปัจจัยค้ำจุนในการปฏิบัติงาน ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง และความคาดหวังในประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันโรค โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน (β) เท่ากับ 0.294, 0.255 และ -0.159 ตามลำดับ ปัจจัยทั้งหมดอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 28.3 (Adjusted R² = 0.283)</p> <p>ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การส่งเสริมการปฏิบัติงานของ อสม. ให้มีประสิทธิภาพนั้น การสนับสนุนเชิงระบบ (ปัจจัยค้ำจุน) และการสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง มีความสำคัญมากกว่าการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนานโยบายที่มุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากร จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจ รวมทั้งการสร้างระบบการให้แรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อรักษาขวัญและกำลังใจของ อสม. ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องยั่งยืน</p> อนันต์ เจนคจบ, อาภาพร กฤษณพันธุ์ ภาคีแก้ว, วันเพ็ญ ยอดคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280449 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุจราจรทางถนนในผู้สูงอายุ พื้นที่เขตสุขภาพที่ 5 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280098 <p>อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บและเสียชีวิตในผู้สูงอายุและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุจราจรทางถนนในผู้สูงอายุในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 5 โดยรวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บของผู้สูงอายุที่ประสบอุบัติเหตุและเข้ารับการรักษาในแผนกห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลจากระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สมการถดถอยลอจิสติกพหุคูณ นำเสนอผลเป็นค่า Adjusted Odds Ratio (OR<sub>adj</sub>) และช่วงเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95%CI)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ข้อมูลเหตุการณ์การบาดเจ็บของผู้สูงอายุจากอุบัติเหตุจราจรทางถนนที่มีข้อมูลครบถ้วน จำนวน 5,239 ครั้ง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบาดเจ็บรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (OR<sub>adj</sub> = 1.46, 95% CI: 1.05–2.12) การไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน (OR<sub>adj</sub> = 1.91, 95% CI: 1.54–2.38) และลักษณะการบาดเจ็บที่เกิดจากการกระทบกระแทก (OR<sub>adj</sub> = 1.35, 95% CI: 1.10–1.65) ส่วนปัจจัยด้านยานพาหนะ ปัจจัยด้านถนนและสิ่งแวดล้อม พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติกับการบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุจราจรทางถนนในผู้สูงอายุที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>สรุป การบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุจราจรทางถนนในผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน และลักษณะการบาดเจ็บที่เกิดจากการกระทบกระแทก ดังนั้น มาตรการป้องกันควรมุ่งเน้นการลดพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าว โดยเฉพาะการควบคุมการดื่มแล้วขับ การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์นิรภัยอย่างเข้มงวด และการพัฒนามาตรการเพื่อลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ รวมทั้งการส่งเสริมความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนแก่ผู้สูงอายุ ตลอดจนการพัฒนาระบบคัดกรองผู้สูงอายุ ที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทก เพื่อให้ได้รับการประเมินและการดูแลอย่างเหมาะสม</p> สิรวิชญ์ จันเทวา, ประภัสรา ศิริกาญจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280098 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ จากมลพิษทางอากาศในวัยทำงาน อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280422 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจจากมลพิษทางอากาศในประชากรวัยทำงาน อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 342 คน สุ่มตัวอย่างอย่างง่ายโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายน 2568 ด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการศึกษาพบส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 84.21 อายุเฉลี่ย 41.55 ปี (SD=11.75) ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 39.47 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 84.21 ไม่มีประวัติเจ็บป่วยระบบทางเดินหายใจในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 93.27 ทำงานในสถานที่ปิดไม่เกิน 8 ชั่วโมง ร้อยละ 90.06 มีอายุการทำงานน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ปี ร้อยละ 54.09 ทำงานอยู่ในเขตพื้นที่เมือง ร้อยละ 54.39 มีการสวมอุปกรณ์ป้องกันทางเดินหายใจขณะทำงานบางครั้ง ร้อยละ 60.82 มีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ ร้อยละ 26.61 โดยอาการที่พบบ่อยที่สุดคือ หายใจลำบาก รองลงมาคือ หายใจมีเสียงหวีด และไอ ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์ต่ออาการผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สภาพแวดล้อมการทำงานในเขตพื้นที่คมนาคม (AOR=22.37, p&lt;0.001) การทำงานในสถานที่ปิดหรือพื้นที่ไม่สัมผัสอากาศภายนอกต่อเนื่องเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน (AOR=16.17, p&lt;0.001) ประวัติการเจ็บป่วยทางระบบทางเดินหายใจในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (AOR=13.35, p&lt;0.001) และสภาพแวดล้อมการทำงานในเขตพื้นที่เกษตรกรรม (AOR=3.20, p=0.008) และปัจจัยป้องกัน ได้แก่ การประกอบอาชีพค้าขาย (AOR=0.19, p=0.004) ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดทำแผนที่ความเสี่ยงเชิงสุขภาพรายพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังกลุ่มวัยทำงานในเขตคมนาคมและเกษตรกรรม พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง สถานประกอบการควรปรับปรุงระบบระบายอากาศภายในอาคารและพิจารณานโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตมลพิษ</p> ปาริณ จอมคำสิงห์, กัมปนาท ฉายชูวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280422 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการป้องกัน ปัญหาสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280939 <p>งานวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันปัญหาสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันปัญหาสุขภาพช่องปากระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพ โปรแกรมดำเนินการเป็นระยะเวลา 7 สัปดาห์ โดยการแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์การคัดเข้าและคัดออกอย่างเป็นระบบ จำแนกเป็นกลุ่มทดลอง 32 ราย และกลุ่มควบคุม 32 ราย วัดก่อน-หลังการศึกษา และติดตามหลังจากการนำโปรแกรมดำเนินการในสัปดาห์ที่ 7 โดยโปรแกรมฯพัฒนาจากแนวคิดทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพของเบคเกอร์ เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันปัญหาสุขภาพช่องปากในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ผลการตรวจสอบค่าดัชนีความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 0.94 และค่าความเชื่อมั่น ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.887 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติ Paired t-test และ Independent samples t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันปัญหาสุขภาพช่องปาก หลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (54.09±13.73 และ 85.28±7.55 ตามลำดับ, p&lt;.001) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันปัญหาสุขภาพช่องปากของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (85.28±7.55 และ 56.88±10.34 ตามลำดับ, p&lt;.001) สรุปได้ว่าโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการส่งเสริมความเชื่อและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ผ่านการเพิ่มการรับรู้ความเสี่ยงการพัฒนาทักษะการดูแลตนเอง และการสนับสนุนจากทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางช่องปาก ทั้งนี้โปรแกรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ เพื่อพัฒนากระบวนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้แบบบูรณาการและลดภาวะแทรกซ้อนทางช่องปาก</p> พัชราภรณ์ ปัญญาดี, ศิวพร อึ้งวัฒนา, วิลาวัณย์ เตือนราษฎร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280939 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277843 <p>การศึกษาวิจัย เรื่อง มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายและมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย และเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายของไทยกับต่างประเทศ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง ผ่านสื่อสังคม หรือโซเชียลมีเดียของกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า 15 คน ร่วมกับการวิจัยเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า มาตรการตามกฎหมายที่ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย ประกอบด้วย มาตรการในการควบคุมการนำเข้า มาตรการในการควบคุมการจำหน่ายหรือให้บริการ มาตรการในการควบคุมการมีไว้ในครอบครองหรือการรับฝากบุหรี่ไฟฟ้า และมาตรการในการควบคุมผู้สูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ ซึ่งมาตรการในการควบคุมดังกล่าวนั้น ยังคงมีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายกรณีการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า ปัญหาจากการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ และปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายในการห้ามสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเขตปลอดบุหรี่ การเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายพบว่า แนวทางการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในระดับสากลมีความแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละประเทศ ตั้งแต่มาตรการควบคุมในฐานะผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ตามหลักการลดอันตราย ดังเช่นในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ไปจนถึงการอนุญาตโดยไม่ถือว่าการครอบครองเป็นความผิด ขณะที่ประเทศไทยใช้มาตรการห้ามนำเข้า จำหน่าย และครอบครองโดยเด็ดขาด เพื่อมุ่งเน้นการปกป้องเด็กและเยาวชน อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือความคลุมเครือของตัวบทกฎหมายซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะการลักลอบจำหน่ายออนไลน์ ข้อเสนอแนะ ควรแก้ไขนิยามมาตรา 4 พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ ให้ครอบคลุมบุหรี่ไฟฟ้าชัดเจน และยกระดับการบังคับใช้กฎหมายเชิงบูรณาการ</p> ธงศักดิ์ ดอกจันทร์, เตชิต ศิรวงศ์เดชา, ณรงค์ ระฆังทอง, พลภัทร ศรีกุล, อภิศักย์ โสมมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/277843 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อ นำโดยยุงลายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280231 <p>อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลาย การศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยทำการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 325 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคติดต่อนำโดยยุงลาย และพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ในระหว่างเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา และสถิติอ้างอิงโดยใช้การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับดีเยี่ยม (ร้อยละ 79.08) พฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลายส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี (ร้อยละ 97.54) ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย (r=0.45, <em>p</em>&lt;0.01) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การเข้าถึงข้อมูล (r=0.37, <em>p</em>&lt;0.01) การเข้าใจทางสุขภาพ (r=0.38, <em>p</em>&lt;0.01) การรู้เท่าทันสื่อ (r=0.37, <em>p</em>&lt;0.01) มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ส่วนทักษะการตัดสินใจ (r=0.29, <em>p</em>&lt;0.01) และการนำไปใช้จัดการตนเอง (r=0.30, <em>p</em>&lt;0.01) มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับน้อยกับพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคติดต่อนำโดยยุงลายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านผ่านการพัฒนาองค์ประกอบของความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้ง 5 ด้าน เพื่อให้มีพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลายที่พึงประสงค์และสามารถปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้กับประชาชนในชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลาย</p> ชลธิชา หล่าอุดม, อนุพงศ์ สุขใจ, วรรณภา ทองโม้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280231 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กรุงเทพมหานคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280103 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จำนวน 35 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 35 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการเรียนการสอนตามปกติของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลด้านชีวสังคม และแบบสอบถามวัดทักษะการรู้เท่าทันสื่อโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผลการทดสอบคุณภาพของโปรแกรมภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก และประเมินค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.60-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-Square test, Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของทักษะการรู้เท่าทันสื่อโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ด้านการเข้าถึงสื่อโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ด้านการวิเคราะห์สื่อโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ด้านการประเมินค่าสื่อโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และด้านการเลือกใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ สูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ชัยวัฒน์ นาแหลม, นันท์นภัส เกตน์โกศัลย์, ธริสรา จิรเสถียรพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/odpc10ubon/article/view/280103 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700