https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/issue/feed วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา 2026-04-16T16:22:22+07:00 Asst.Prof.Dr. Rotruedee Chotigawin rotruedee@go.buu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นวารสารด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /></strong>วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นวารสารวิชาการที่มุ่งส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสาธารณสุขโดยเป็นเวทีสำหรับนักวิจัยทุกระดับในการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณภาพ</p> <p><strong>เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ</strong><br />ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><br />1. เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิ<wbr />ชาการด้านสาธารณสุขทุกระดับ<br />2. เพื่อยกระดับคุณภาพวารสารให้ได้<wbr />มาตรฐานของ ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) และมุ่งสู่การบรรจุในฐานข้อมูล Scopus<br />3. เพื่อพัฒนาเครือข่ายวารสารด้<wbr />านสาธารณสุขให้มีคุณภาพตามเกณฑ์<wbr />มาตรฐาน TCI</p> <p>ISSN 2821-9856 (Online)</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/278280 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความสามารถแห่งตน Self-Efficacy ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต Lifestyle Medicine ลดภาวะกลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม ( Metabolic syndrome) ในกลุ่มข้าราชการบำนาญ จังหวัดชลบุรี 2026-01-05T16:22:02+07:00 นายสมศักดิ์ กีรติหัตถยากร nopsamart001@gmail.com พรทิพย์ ธรรมพรสิริ porntipthummapornsiri@gmail.com นพดล ชูพิริยะพฤกษ์ joke.aaa@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้&nbsp;&nbsp; เป็นการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทอลอง ( Quasi-experimental research ) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความสามารถแห่งตน Self-Efficacy ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต Lifestyle Medicine ลดภาวะกลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) ในกลุ่มข้าราชการบำนาญ จังหวัดชลบุรี&nbsp; โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการบำนาญ กระทรวงสาธารณสุขในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จำนวน 35 คน สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมทดลอง เป็นเวลา 3 เดือน&nbsp; โปรแกรมทดลองออกแบบตามแนวคิดทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องความสามารถแห่งตน ( Self-Efficacy ) ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต( Lifestyle Medicine) และตามบริบทของพื้นที่ ประกอบด้วยกิจกรรม การประเมินพฤติกรรมความสามารถตนเอง( Self-Efficacy) ด้าน เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) การตรวจห้องปฏิบัติการ และตรวจร่างกายพื้นฐาน&nbsp; บรรยายสถานการณ์ระบาดวิทยากลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม และสร้างฐานการเรียนรู้การสร้างเสริมความสามารถตนเอง (Self-Efficacy), เวชศาสตร์วิถีวิถีชีวิต (Lifestyle Medicine ) ตั้งเป้าหมายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine ) จำแนกตามกลุ่มตัวอย่าง&nbsp;&nbsp; มีการตั้งกลุ่ม Line เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต และติดตามกลุ่มเพื่อนจากวางแผนเป้าหมายในชีวิตจำนวน 3 ครั้ง&nbsp; สร้างคู่บัดดี้ (Buddy) . มอบรางวัลคนเก่ง ตัวอย่าง และขยายผลสร้างแกนนำผู้สูงอายุในรพ.สต. เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบวางแผนเป้าหมายในชีวิตในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต&nbsp; วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย สถิติ t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้</p> <p>ความคาดหวังผลดีในการปรับพฤติกรรมตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีวิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) และพฤติกรรมการปฏิบัติตนด้านการเสริมสร้างความสามารถแห่งตนด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) พบว่า สูงกว่าระยะก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (&nbsp; P&lt;0.001 ) ส่วนผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจสุขภาพเบื้องต้นพบเพียงค่าเฉลี่ยรอบเอว และ ความดันโลหิตตัวบน(Systolic) มีค่าเฉลี่ย ลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ส่วนค่าเฉลี่ย ดัชนีมวลกาย (BMI)&nbsp; ระดับน้ำตาลปลายนิ้ว (FBS)และความดันโลหิตตัวล่าง(Diastolic)&nbsp; ไม่แตกต่างกัน&nbsp; มีคนเก่งตัวอย่างในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต ( Lifestyle Medicine )&nbsp; เกิดกลุ่มlineเพื่อนช่วยเพื่อน (Buddy) และเป็นโค้ชขยายผลสร้างแกนนำผู้สูงอายุที่สมัครใจในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตพบล (รพ.สต.) 7 แห่ง จำนวน 22 คน&nbsp; จากความสำเร็จในครั้งนี้ กลุ่มข้าราชการบำนาญ กระทรวงสาธารณสุข อำเภอพนัสนิคม ที่เป็นแบบอย่าง ไปเป็นโค้ช และขยายผลไปยังแกนนำผู้สูงอายุในระดับตำบล หมู่บ้าน เป็นแบบอย่างให้กับกลุ่มเสี่ยง กลุ่มป่วยกลุ่มโรคเมตาโบลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) และโรคเรื้อรัง(NCDs) ที่เป็นวัยสูงอายุ และวัยทำงาน&nbsp;&nbsp; อันจะส่งต่อการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายบริการทางการแพทย์ ลดอัตราอุบัติการณ์โรคเรื้อรัง(NCDs)และภาวะแทรกซ้อนของโรคและลดอัตราความชุกโรคเรื้อรัง(NCDsที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปีต่อไปจะขยายผลการสร้างแกนนำผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ( รพ.สต )ทุกแห่ง และขยายไปทุกอำเภอในจังหวัดตามลำดับ</p> 2026-04-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/276650 การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเมี่ยง อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย 2025-12-12T15:55:22+07:00 น้ำค้าง สาระแสน namkang07012523@hotmail.com <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบท สถานการณ์ 2) สร้างบุคคลต้นแบบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3) ศึกษาประสิทธิผลการใช้โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 4) พัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานด้วยการมีส่วนร่วม 5) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ทางสุขภาพจากการพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบท ระยะที่ 2 แนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยผลการศึกษาในระยะที่ 1 เป็นชุมชนกึ่งเมือง ส่งผลให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกาย ทำให้พบกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานร้อยละ 9.86 ระยะที่ 2 หลังการสร้างบุคคลต้นแบบ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางสุขภาพ โดยคะแนนความรู้ และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานพบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติการ ขั้นประเมินผล และขั้นปรับปรุง ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในระดับมากที่สุด ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และการสนับสนุนทางวิชาการจากหน่วยงานภายนอก</p> 2026-05-19T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา