วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu
<p><strong>วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นวารสารด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /></strong>วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นวารสารวิชาการที่มุ่งส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสาธารณสุขโดยเป็นเวทีสำหรับนักวิจัยทุกระดับในการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยที่มีคุณภาพ</p> <p><strong>เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ</strong><br />ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><br />1. เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิ<wbr />ชาการด้านสาธารณสุขทุกระดับ<br />2. เพื่อยกระดับคุณภาพวารสารให้ได้<wbr />มาตรฐานของ ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) และมุ่งสู่การบรรจุในฐานข้อมูล Scopus<br />3. เพื่อพัฒนาเครือข่ายวารสารด้<wbr />านสาธารณสุขให้มีคุณภาพตามเกณฑ์<wbr />มาตรฐาน TCI</p> <p>ISSN 2821-9856 (Online)</p>
Faculty of Public Health, Burapha University
th-TH
วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา
2821-9856
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความสามารถแห่งตน Self-Efficacy ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต Lifestyle Medicine ลดภาวะกลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม ( Metabolic syndrome) ในกลุ่มข้าราชการบำนาญ จังหวัดชลบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/278280
<p>งานวิจัยนี้ เป็นการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทอลอง ( Quasi-experimental research ) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความสามารถแห่งตน Self-Efficacy ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต Lifestyle Medicine ลดภาวะกลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) ในกลุ่มข้าราชการบำนาญ จังหวัดชลบุรี โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการบำนาญ กระทรวงสาธารณสุขในอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จำนวน 35 คน สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมทดลอง เป็นเวลา 3 เดือน โปรแกรมทดลองออกแบบตามแนวคิดทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องความสามารถแห่งตน ( Self-Efficacy ) ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต( Lifestyle Medicine) และตามบริบทของพื้นที่ ประกอบด้วยกิจกรรม การประเมินพฤติกรรมความสามารถตนเอง( Self-Efficacy) ด้าน เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) การตรวจห้องปฏิบัติการ และตรวจร่างกายพื้นฐาน บรรยายสถานการณ์ระบาดวิทยากลุ่มโรคเมตาบอลิกซินโดรม และสร้างฐานการเรียนรู้การสร้างเสริมความสามารถตนเอง (Self-Efficacy), เวชศาสตร์วิถีวิถีชีวิต (Lifestyle Medicine ) ตั้งเป้าหมายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine ) จำแนกตามกลุ่มตัวอย่าง มีการตั้งกลุ่ม Line เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต และติดตามกลุ่มเพื่อนจากวางแผนเป้าหมายในชีวิตจำนวน 3 ครั้ง สร้างคู่บัดดี้ (Buddy) . มอบรางวัลคนเก่ง ตัวอย่าง และขยายผลสร้างแกนนำผู้สูงอายุในรพ.สต. เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบวางแผนเป้าหมายในชีวิตในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย สถิติ t-test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้</p> <p>ความคาดหวังผลดีในการปรับพฤติกรรมตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีวิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) และพฤติกรรมการปฏิบัติตนด้านการเสริมสร้างความสามารถแห่งตนด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) พบว่า สูงกว่าระยะก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( P<0.001 ) ส่วนผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจสุขภาพเบื้องต้นพบเพียงค่าเฉลี่ยรอบเอว และ ความดันโลหิตตัวบน(Systolic) มีค่าเฉลี่ย ลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ส่วนค่าเฉลี่ย ดัชนีมวลกาย (BMI) ระดับน้ำตาลปลายนิ้ว (FBS)และความดันโลหิตตัวล่าง(Diastolic) ไม่แตกต่างกัน มีคนเก่งตัวอย่างในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต ( Lifestyle Medicine ) เกิดกลุ่มlineเพื่อนช่วยเพื่อน (Buddy) และเป็นโค้ชขยายผลสร้างแกนนำผู้สูงอายุที่สมัครใจในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตพบล (รพ.สต.) 7 แห่ง จำนวน 22 คน จากความสำเร็จในครั้งนี้ กลุ่มข้าราชการบำนาญ กระทรวงสาธารณสุข อำเภอพนัสนิคม ที่เป็นแบบอย่าง ไปเป็นโค้ช และขยายผลไปยังแกนนำผู้สูงอายุในระดับตำบล หมู่บ้าน เป็นแบบอย่างให้กับกลุ่มเสี่ยง กลุ่มป่วยกลุ่มโรคเมตาโบลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) และโรคเรื้อรัง(NCDs) ที่เป็นวัยสูงอายุ และวัยทำงาน อันจะส่งต่อการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายบริการทางการแพทย์ ลดอัตราอุบัติการณ์โรคเรื้อรัง(NCDs)และภาวะแทรกซ้อนของโรคและลดอัตราความชุกโรคเรื้อรัง(NCDsที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปีต่อไปจะขยายผลการสร้างแกนนำผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ( รพ.สต )ทุกแห่ง และขยายไปทุกอำเภอในจังหวัดตามลำดับ</p>
นายสมศักดิ์ กีรติหัตถยากร
พรทิพย์ ธรรมพรสิริ
นพดล ชูพิริยะพฤกษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-16
2026-04-16
21 1
1
10
-
การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเมี่ยง อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/276650
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบท สถานการณ์ 2) สร้างบุคคลต้นแบบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3) ศึกษาประสิทธิผลการใช้โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 4) พัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานด้วยการมีส่วนร่วม 5) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ทางสุขภาพจากการพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบท ระยะที่ 2 แนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยผลการศึกษาในระยะที่ 1 เป็นชุมชนกึ่งเมือง ส่งผลให้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกาย ทำให้พบกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานร้อยละ 9.86 ระยะที่ 2 หลังการสร้างบุคคลต้นแบบ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทั้งด้านความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางสุขภาพ โดยคะแนนความรู้ และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานพบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติการ ขั้นประเมินผล และขั้นปรับปรุง ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในระดับมากที่สุด ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน และการสนับสนุนทางวิชาการจากหน่วยงานภายนอก</p>
น้ำค้าง สาระแสน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-19
2026-05-19
21 1
11
21
-
ผลของโปรแกรมสร้างเสริมความสามารถแห่งตนต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กของผู้สูงอายุ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/278688
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมความสามารถแห่งตนต่อพฤติกรรมการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ของผู้สูงอายุในอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi - experimental Research) ชนิดสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังทดลอง (Two group pre - post test) ดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้สูงอายุ 44 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมสร้างเสริมความสามารถแห่งตน ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ 1) กิจกรรมเสริมสร้างความรู้เรื่องการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2) กิจกรรมการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก 3) กิจกรรมผลกระทบต่อสุขภาพ 4) กิจกรรมเฝ้าระวังและตรวจสอบติดตามปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก 5) กิจกรรมเพื่อนเตือนเพื่อน 6) กิจกรรมข่าวจริงหรือข่าวปลอม ใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมดำเนินกิจกรรมในชมรมผู้สูงอายุตามปกติ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Different : Delta 𝞓) สถิติ Mann-Whitney U test และสถิติ Wilcoxon signed rank test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ (p<0.001,Δ = +1.46) ทัศนคติ (p<0.001,Δ = +5.91) และพฤติกรรม (p<0.001,Δ = +5.05) สูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุม ส่งผลให้กลุ่มทดลองสามารถปฏิบัติตนเพื่อป้องกันตนเองได้อย่างถูกต้องเมื่อปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กมีค่าเกินมาตรฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าโปรแกรมสร้างเสริมความสามารถแห่งตนมีผลต่อการเพิ่มพฤติกรรมการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กในผู้สูงอายุอย่างชัดเจน</p> <p>ข้อเสนอแนะ คือ ควรนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ เช่น กลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงมลพิษ ตลอดจนการบูรณาการเข้ากับกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพของหน่วยงานในพื้นที่เสี่ยงเพื่อเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันฝุ่นละอองในระดับชุมชนต่อไป</p>
พิมพ์วิไล สีหาบุตร
นิตยา จวบลอย
พัชนา เฮ้งบริบูรณ์พงศ์ ใจดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-23
2026-06-23
21 1
22
33
-
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมและฟื้นฟูสมรรถภาพข้อเข่าร่วมกับการใช้นวัตกรรม ดินเหนียวประคบเย็นแบบใช้ซ้ำในผู้สูงอายุ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/280155
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมและฟื้นฟูสมรรถภาพข้อเข่าร่วมกับการใช้นวัตกรรมดินเหนียวประคบเย็นแบบใช้ซ้ำต่อความรู้ การรับรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเอง และระดับความปวดข้อเข่าในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มีอาการปวดข้อเข่าในพื้นที่บ้านตาดโตน ตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพข้อเข่าร่วมกับการใช้นวัตกรรมดินเหนียวประคบเย็น ดำเนินการจัดกิจกรรมกลุ่มและติดตามผลรายสัปดาห์รวมระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.84 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิตินอนพาราเมตริก Wilcoxon Signed-Rank Test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 70.0 ประกอบอาชีพเกษตรกรร้อยละ 60.0 มีดัชนีมวลกายเฉลี่ยเท่ากับ 24.32 กก./ม.² ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนมัธยฐานด้านความรู้เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความสามารถตนเอง และพฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และระดับความรุนแรงของความปวดข้อเข่ามีค่ามัธยฐานลดลงจากระดับปานกลาง (Median = 6.00, IQR = 2.00) สู่ระดับน้อย (Median = 2.00, IQR = 1.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า โปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการใช้นวัตกรรมดินเหนียววัสดุจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมีประสิทธิผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและบรรเทาอาการเจ็บปวด จึงเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อมในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
ปาริชาติ ปากชำนิ
สุณัฐชา เผ่าพงษ์ศิลป์
ภาณุวัฒน์ ปากชำนิ
ธมวรรณ สวัสดิ์สิงห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
21 1
34
43
-
ปัจจัยส่วนบุคคล สุขภาพจิต และครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/279285
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตระดับปริญญาตรีจำนวน 413 คน จาก 18 คณะ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยใช้แบบสอบถาม ประเมินคุณภาพชีวิตด้วย WHOQOL-BREF ฉบับภาษาไทย และประเมินภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียดด้วย DASS-21 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการทดสอบไคสแควร์ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p<0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี ร้อยละ 61.3 รองลงมาอยู่ในระดับไม่ดี/ปานกลาง ร้อยละ 38.7 โดยมีคะแนนเฉลี่ย 89.66 ± 17.61 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสม คณะที่ศึกษา รายได้ต่อเดือน ภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล ความเครียด และปัจจัยด้านครอบครัว (p<0.05) ขณะที่เพศ อายุ และชั้นปีที่ศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการดูแลสุขภาพจิตของนิสิต โดยคำนึงถึงบริบทของคณะ เศรษฐกิจ สุขภาพจิต และครอบครัว</p>
รุ่งรัศมี แพนลา
รุ่งทิวา แพนลา
อรุณ โชติอนุพงศ์กุล
ปรียามล ทรัพย์ส่ง
วรรณิดา หรั่งเอม
รุ่งนภา เทพเนาว์
อรทัย เกตุขาว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
21 1
44
56