วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu <p>วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นวารสารด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม)โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการของบุคลากรด้านสาธารณสุข วิทยาศาสตร์การแพทย์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งนี้ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) และอยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (รอบประเมินที่ 4 พ.ศ. 2563-2567 ครั้งที่ 3) บทความในวารสารฯ ทุกเรื่องจะผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ก่อนการเผยแพร่บทความ (Double blinded peer review) ผู้สนใจสามารถส่งบทความเพื่อขอรับการพิจารณาตีพิมพ์ได้ทางระบบออนไลน์</p> <p> </p> <p>ISSN 2821-9856 (Online)</p> th-TH rotruedee@go.buu.ac.th (Asst.Prof.Dr. Rotruedee Chotigawin) yanin@go.buu.ac.th (Yanin Siranonthana) Mon, 29 Dec 2025 11:16:38 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุ ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลานสาง อำเภอเมือง จังหวัดตาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/274599 <p>การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง<br />ของผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลานสาง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ศึกษากลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 264 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุตามหลัก 3อ. 2ส. วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาในการแจกแจงค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน Stepwise Multiple Regression Analysis และค่า <em>p</em>-value ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง (70.08%) พฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ อยู่ระดับสูง (44.09%) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ทำนายที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ได้แก่ ทักษะการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (<em>p</em>-value =0.002) ทักษะการจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพ (<em>p</em>-value =0.001) และทักษะการสื่อสาร <em>p</em>-value =0.002) ตามลำดับ ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัว ดังกล่าวนี้ สามารถทำนายพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโป่งแค ตำบลวังประจบ อำเภอเมือง จังหวัดตาก ได้ร้อยละ 14.618 (R<sup>2</sup> =14.618)</p> สิริวิมล เกิดศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/274599 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง จังหวัดสมุทรปราการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/274415 <p>“บุหรี่ไฟฟ้า” เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา แต่ส่งผลกระทบทางลบมากมาย การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ต่อภัยบุหรี่ไฟฟ้า ทัศนคติต่อภัยบุหรี่ไฟฟ้า สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ณ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 381 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือวิจัยที่ใช้เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเองจากการศึกษาค้นคว้าเอกสาร งานวิจัย และแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ฉบับ ข้อคำถามประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล การรับรู้ต่อภัยบุหรี่ไฟฟ้า ทัศนคติต่อภัยบุหรี่ไฟฟ้า และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เครื่องมือวิจัยที่พัฒนาขึ้นส่งตรวจสอบโดยอาจารย์พยาบาลผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน คำนวณค่าความตรงตามเนื้อหา (Content validity index: CVI) ของเครื่องมือทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของข้อคำถามส่วนที่ 2-4 เท่ากับ 0.78, 0.76, 0.74 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ (Chi-square Test) และ Fisher’s Exact Test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 81.90 รับรู้ต่อภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าระดับสูง ร้อยละ 86.09 มีทัศนคติต่อภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าระดับสูง ร้อยละ 85.04 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา ศาสนา รายได้ต่อเดือน การรับรู้ต่อภัยบุหรี่ไฟฟ้า และทัศนคติต่อภัยบุหรี่ไฟฟ้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการศึกษานี้สามารถนำไปวางแผนพัฒนาโครงการลด ละ เลิกการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และนโยบายต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในมหาวิทยาลัย</p> พิรุฬห์ลักษณ์ จิตดอน, พรไพลิน ชาติเวช, พิชญธิดา พรมสิทธิ์, ศุทธิณี แซ่ลี่, อนุสรา สมฤทธิ์, วรรณภา หว่านพืช, ณัฐนรี วาระโว, กฤติมา ภูผิวฟ้า, อนุชา กล้ายุทธ, สุธีรา เรืองนิ่ม, กัลยรัตน์ รอดรักษา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/274415 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การรับรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงต่อสุขภาพ ของนักเรียนนักศึกษาในจังหวัดระยอง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/274696 <p>จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของกิจกรรมอุตสาหกรรมสูง โดยเฉพาะบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เผชิญกับมลพิษจากฝุ่น PM2.5 สารอินทรีย์ระเหยง่าย และโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับการรับรู้เกี่ยวกับมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงการรับรู้ความเสี่ยงทางสุขภาพ และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับการรับรู้ความเสี่ยงในกลุ่มนักเรียนระดับอาชีวศึกษาและนักศึกษาระดับปริญญาตรีในจังหวัดระยอง การวิจัยใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 403 คน ด้วยวิธีสุ่มแบบสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis) ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนและนักศึกษาส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้เกี่ยวกับมลพิษในระดับ “ดี” (ร้อยละ 78.42) และมีการรับรู้ความเสี่ยงในระดับ “สูง” (ร้อยละ 62.53) โดยปัจจัยที่ทำนายการรับรู้ความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน และระดับการรับรู้เกี่ยวกับมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพ (p&lt;0.05) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความตระหนักรู้ของเยาวชนในพื้นที่เสี่ยง และสนับสนุนให้มีการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเยาวชน เพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพในระยะยาวและพัฒนาแนวทางการสื่อสารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพในบริบทพื้นที่อุตสาหกรรม</p> พนิตา โยธินสิริทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/274696 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การรู้เท่าทันสื่อในยุคดิจิทัลกับสุขภาพจิตของวัยรุ่นไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/275650 <p>บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่นไทย วิเคราะห์บทบาทของการรู้เท่าทันสื่อในฐานะกลไกป้องกันและเสริมสร้างสุขภาวะทางจิต และเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มวัยรุ่นในการเข้าถึงทรัพยากรด้านสุขภาพจิต การศึกษานี้ใช้วิธีการปริทัศน์เชิงวิเคราะห์ (Analytical Review) จากเอกสารวิชาการ งานวิจัย และรายงานนโยบายที่เกี่ยวข้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผลการศึกษาพบว่า วัยรุ่นไทยมีพฤติกรรมการใช้งานสื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละ 7–9 ชั่วโมง ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น TikTok, Instagram, YouTube และ Facebook ซึ่งมีผลทั้งในเชิงบวกและลบต่อสุขภาพจิต ด้านบวก เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยพัฒนาอัตลักษณ์ เสริมสร้างความมั่นใจ และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และการสนับสนุนทางอารมณ์ ด้านลบ วัยรุ่นจำนวนมากเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ความเครียด ความวิตกกังวล FOMO การนอนไม่เพียงพอ และการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ขาดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การรู้เท่าทันสื่อจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและส่งเสริมสุขภาวะทางจิต โดยช่วยให้วัยรุ่นสามารถวิเคราะห์และแยกแยะข้อมูลได้อย่างมีวิจารณญาณ ลดความเปราะบางจากการบริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองและความสามารถในการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น บทความยังเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียน การพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย การใช้โรงเรียนเป็นฐานส่งเสริมสุขภาพจิต และการมีส่วนร่วมของครอบครัวและวัยรุ่น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ในกลุ่มวัยรุ่นไทย</p> สุณัฐชา เผ่าพงษ์ศิลป์, ศิริภัททรา จุฑามณี, ญาดา เรียมริมมะดัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/275650 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ภาคตะวันออกของประเทศไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/276169 <p>การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในสังคมไทยปัจจุบัน นักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพก็มีปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเช่นเดียวกับวัยรุ่นทั่วไป ทั้งที่นักศึกษาเหล่านี้จะต้องเป็นบุคลากรสาธารณสุขต่อไป การวิจัยเชิงหาความสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพในมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ภาคตะวันออกของประเทศไทย ใช้ทฤษฎีอิทธิพลสามทางเป็นกรอบแนวคิด กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาภาคปกติ จำนวน 280 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและทัศนคติต่อบทบาทเชิงวิชาชีพต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในช่วง 0.820 – 0.822 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติกส์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 35.0 โดยพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ เพศ (OR = 2.40, 95%CI = 1.453–3.984) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (OR = 1.93, 95%CI = 1.144–3.240) การสูบบุหรี่มวน (OR = 16.84, 95%CI = 8.659–32.762) ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ไฟฟ้า (OR = 8.79, 95%CI = 4.758–16.264) ทัศนคติต่อบทบาทเชิงวิชาชีพเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า (OR = 2.58, 95%CI = 1.559–4.272) การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเพื่อน (OR = 11.56, 95%CI = 4.055–32.936) การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของสมาชิกในครอบครัว (OR = 1.79, 95%CI = 1.066–3.019) และการถูกเพื่อนชักชวนให้สูบบุหรี่ไฟฟ้า (OR = 2.62, 95%CI = 1.583–4.350) ผลการวิจัยทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโปรแกรมเพื่อป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพต่อไป</p> กมลวรรณ ปุงบางกะดี่, พรนภา หอมสินธุ์, รุ่งรัตน์ ศรีสุริยเวศน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/276169 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของการประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงรุกในรายวิชาเพศศึกษาและอนามัยเจริญพันธุ์ที่มีต่อความรู้และทัศนคติทางเพศของนักศึกษามหาวิทยาลัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/276088 <p>งานวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการประยุกต์ใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงรุกในรายวิชาเพศศึกษาและอนามัยเจริญพันธุ์ที่มีต่อความรู้และทัศนคติทางเพศของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำนวน 53 คน โดยใช้เครื่องมือคือแบบทดสอบความรู้และแบบสอบถามทัศนคติ ซึ่งข้อคำถามทุกข้อมีค่าความตรงเชิงเนื้อหามากกว่า 0.05 ขึ้นไป และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.77 และ 0.87 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square test Paired t-test และ Pearson’s correlation coefficient ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลวิจัยพบว่าเพศและระดับชั้นเรียนที่นักศึกษาได้รับความรู้เรื่องเพศศึกษาเป็นครั้งแรกเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับทัศนคติทางเพศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=0.030 และ 0.021 ตามลำดับ) เมื่อวัดผลก่อนและหลังเรียน พบว่าเทคนิคการเรียนรู้เชิงรุกสามารถเพิ่มระดับความรู้ทางเพศได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em>&lt;0.001 แต่ไม่สามารถเพิ่มระดับทัศนคติทางเพศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้ (<em>p</em>=0.067) นอกจากนี้ยังพบว่าความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติทั้งในระยะก่อนและหลังเรียน โดยมีค่า <em>r=</em>0.168 และ 0.095 ตามลำดับ สรุปได้ว่า เทคนิคการเรียนรู้เชิงรุกที่ใช้ในงานวิจัยนี้สามารถเพิ่มระดับความรู้ทางเพศ แต่ไม่สามารถเพิ่มทัศนคติทางเพศได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงมีข้อเสนอแนะให้มีการเสริมเรื่องการสะท้อนคิดของนักศึกษารายบุคคลให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดทัศนคติทางเพศที่ดีในลำดับต่อไป</p> ปวีณา รัตนเสนา, สุภารัตน์ ชัยกิตติภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/276088 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของเบาะรองนั่งเพื่อลดความสั่นสะเทือนทั่วร่างกายและอาการปวดหลังส่วนล่างในพนักงาน ขับรถบรรทุกของบริษัทรับเหมาขนดินแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/276036 <p>ความสั่นสะเทือนทั่วร่างกาย (Whole-Body Vibration: WBV) จากการขับรถบรรทุกบนถนนขรุขระ มักเกินมาตรฐาน ISO 2631 และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของเบาะรองนั่งทั้งสองชนิดได้แก่ เบาะชนิดที่ 1 ผลิตจากโฟมชนิดเอ็นทีลินโพรพิลินไดอีนโมโนเมอร์ (EPDM) และเบาะชนิดที่ 2 ผลิตจากโฟมชนิด EPDM และโฟมยางธรรมชาติ ในการลดแรงสั่นสะเทือนทั่วร่างกาย (Whole-Body Vibration: WBV) และอาการปวดหลังส่วนล่างโดยการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ซึ่งทำการเก็บตัวอย่างในพนักงานขับรถบรรทุกขนดินจำนวน 15 คน เก็บข้อมูลโดยใช้เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนแบบ 3 แกน (แกน X, Y และ Z) แบบสอบถามอาการปวดหลังส่วนล่างของนอร์ดิก (Nordic musculoskeletal questionnaire) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed-rank test ผลการศึกษาพบว่าก่อนการใช้เบาะรองนั่งค่าเฉลี่ยรวมของความสั่นสะเทือน คือ 1.120 m/s<sup>2</sup> โดยหลังการใช้เบาะชนิดที่ 1 มีค่าเฉลี่ยรวมของความสั่นสะเทือน คือ 0.876 m/s<sup>2</sup> ซึ่งลดความสั่นสะเทือนทั่วร่างกายเฉลี่ยร้อยละ 15.74 ในช่วงความถี่ 3.15 4, 5, 8, 10, 12.5, 16, 25, 50, 63 และ 80 Hz และหลังการใช้เบาะชนิดที่ 2 มีค่าเฉลี่ยรวม คือ 0.797 m/s<sup>2</sup> ซึ่งลดความสั่นสะเทือนทั่วร่างกายเฉลี่ยร้อยละ 22.81 ในช่วงความถี่ 1.25, 1.6, 2, 2.5, 3.15, 4, 5, 6.3, 8, 10, 12.5, 16, 20, 25, 31.5, 40, 50, 63 และ 80 Hz และทั้งสองชนิดสามารถลดคะแนนอาการปวดหลังได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความพึงพอใจหลังการใช้เบาะรองนั่ง กลุ่มตัวอย่างคิดว่าจะมีการใช้เบาะรองนั่งชนิดที่ 2 อย่างต่อเนื่องมากกว่าเบาะรองนั่งชนิดที่ 1 ข้อเสนอแนะหากพนักงานขับรถที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะรับความสั่นสะเทือนทั่วร่างกายสามารถนำวัสดุโฟมยางธรรมชาติที่มีความนุ่ม และโฟมยาง EPDM ไปประยุกต์ใช้งานเพราะครอบคลุมแรงสั่นสะเทือนได้กว้างกว่า และลดผลกระทบต่อสุขภาพได้มากกว่าที่จะใช้โฟมยาง EPDM เพียงอย่างเดียว</p> ศิรภัสสร พึ่งผล, ศรีรัตน์ ล้อมพงศ์, นันทพร ภัทรพุทธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/276036 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดความเครียดของพนักงานออฟฟิศในโรงงานผลิตรองเท้าแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/275978 <p>ความเครียดเป็นปัญหาสุขภาพจิตในพนักงานออฟฟิศภาคอุตสาหกรรม ส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพ<br />การทำงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด และเปรียบเทียบความเครียดก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อในพนักงานออฟฟิศในโรงงานผลิตรองเท้าแห่งหนึ่งเขตกรุงเทพฯ จำนวน 24 คน งานวิจัยนี้เป็น<br />กึ่งทดลองแบบหนึ่งกลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินระดับความเครียด DASS-21 (จำนวน 7 ข้อ) ก่อนทดลอง และแบบประเมินระดับความเครียดด้วย DASS-21 (จำนวน 7 ข้อ) ในสัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 4 โดยฝึกโปรแกรมวันละ 20 นาที ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ พร้อมบันทึกการฝึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และWilcoxon signed-rank test ผลการวิจัยพบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในระดับความเครียดรุนแรง ร้อยละ 50.0 และมีคะแนนเฉลี่ยความเครียด 12.33 ± 2.59 หลังเข้าร่วมโปรแกรม <br />2 สัปดาห์ มีระดับความเครียดปกติ ร้อยละ 58.3 โดยมีระดับความเครียดเฉลี่ย 6.58 ±3.28 และหลังเข้าร่วมโปรแกรม <br />4 สัปดาห์ มีระดับความเครียดปกติ ร้อยละ 75.0 โดยมีระดับความเครียดเฉลี่ย 5.92 ±2.51 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย<br />ของความเครียด ระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม 2 และ 4 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเครียดลดลง โดยมีค่าเฉลี่ยความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.001 ทั้ง 2 กลุ่ม ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของความเครียด ระหว่างหลังการเข้าร่วมโปรแกรม 2 สัปดาห์และ 4 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />ที่ระดับ p &lt; 0.05 (Z = 2.09) ผลศึกษานี้สามารถเป็นแนวทางลดความเครียดด้วยตนเอง ป้องกันภาวะความเครียดเรื้อรัง<br />ซึ่งอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการทำงานได้</p> นริศา ฉิมเฉิด, ศรีรัตน์ ล้อมพงศ์, นันทพร ภัทรพุทธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/275978 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ภาคเหนือของประเทศไทย ในยุคหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/277719 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายระดับความเครียดและตรวจสอบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในช่วงยุคหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การวิจัยเป็นแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนา โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 413 คน จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ได้จากการสุ่มหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม พ.ศ. 2566 ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งครอบคลุมข้อมูลทั่วไป การจัดการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมการเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และแบบวัดความเครียด SPST-20 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติไคสแควร์ (Chi-square test) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาร้อยละ 53.3 มีระดับความเครียดสูง และพบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความเครียด ได้แก่ เพศ <br />(p &lt; 0.05) คณะ/วิทยาลัย (p &lt; 0.001) ชั้นปี (p &lt; 0.001) เกรดเฉลี่ยสะสม (p &lt; 0.05) การจัดการเรียนการสอน (p &lt; 0.001) สภาพแวดล้อมการเรียน (p &lt; 0.001) ความสัมพันธ์กับเพื่อน (p &lt; 0.001) และความสัมพันธ์ในครอบครัว (p &lt; 0.001) สรุปผลพบว่า นักศึกษากว่าครึ่งหนึ่งประสบภาวะความเครียดสูง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากทั้งปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยควรพัฒนาการจัดการเรียนการสอน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนผู้เรียน และจัดระบบช่วยเหลือทางสังคมเพื่อบรรเทาความเครียดของนักศึกษาอย่างยั่งยืนในยุคหลังโควิด-19</p> ไกรยุทธ สันตา, จุฑาทิพย์ ศิลาล้อม, ณัฏฐติดา ศีรมูล, อรทัย เกตุขาว, สุนันทา วงศ์รัตนกมล, เทียนทอง ต๊ะแก้ว, ทวีวรรณ ศรีสุขคำ, คามิน สุทธิกุลบุตร, วงศ์วัฒน์ เตมียบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/277719 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินระดับเสียงและสมรรถภาพการได้ยินของพนักงานโรงโม่หินแห่งหนึ่ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/275912 <p>โรคประสาทหูเสื่อมจากการประกอบอาชีพ เป็นสภาวการณ์เสื่อมของประสาทหูเนื่องจากการสัมผัสเสียงดังของผู้ปฏิบัติงานและมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดการสูญเสียการได้ยิน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินระดับเสียง สมรรถภาพการได้ยินของพนักงาน และความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะงานของแต่ละแผนกกับการสูญเสียการได้ยินของพนักงานโรงโม่หิน การศึกษานี้มีรูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานที่ปฏิบัติงานประจำ จำนวน 34 คน ประกอบด้วย แผนกเหมืองหิน แผนกบดหินย่อยหิน แผนกตะแกรงร่อนหินทราย แผนกซ่อมบำรุง และแผนกสำนักงาน ระยะเวลาศึกษาระหว่างเดือนธันวาคม 2567-เดือนมีนาคม 2568 ทำการเก็บตัวอย่างระดับเสียงด้วยเครื่องวัดปริมาณเสียงสะสม และตรวจสมรรถภาพการได้ยินด้วยเครื่องมือ Audiometer ผลการศึกษา พบว่า ระดับเสียงเฉลี่ย<br />ที่ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสตลอดระยะเวลาการทำงาน (TWA) 8 ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐาน 85 dB(A) คือ แผนกบดหินย่อยหิน <br />(90.7 dB(A)) รองลงมา คือ แผนกตะแกรงร่อนหินทราย (85.6 dB(A)) และแผนกเหมืองหิน (85.4 dB(A)) ผลตรวจสมรรถภาพทางการได้ยินของพนักงาน พบว่า พนักงานแผนกซ่อมบำรุงมีค่าเฉลี่ยระดับการได้ยินสูง รองลงมา คือ พนักงานแผนกบดหินย่อยหิน ส่วนลักษณะงานของแต่ละแผนกมีความสัมพันธ์กับการได้ยินปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt;0.001) อย่างไรก็ตามพนักงานทุกคนมีสมรรถภาพทางการได้ยินปกติ ซึ่งสถานประกอบการได้ดำเนินการมาตรการควบคุมเสียงที่แหล่งกำเนิด การตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับพนักงานในพื้นที่เสี่ยงเพื่อเฝ้าระวังการสูญเสียการได้ยิน ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์ป้องกันเสียงดังอย่างพอเพียงและเหมาะสมต่อการปฏิบัติงานในแต่ละแผนก</p> ณัฐวุฒิ ครุชฉิม, ชุดามาศ ภานุรัตน์, พรลภัส สองปักษี, นภัสสร เทพทัศน์, รัชกร ฮ่งกุล, พัทธิ์ธิดา จินตนปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุข มหาวิทยาลัยบูรพา http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/phjbuu/article/view/275912 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700