https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/issue/feed วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า 2025-03-14T11:19:54+07:00 Asst.Prof. Phurich Praneetvatakul editorthaientjournal@gmail.com Open Journal Systems <p> วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า ISSN: 0857-2321 ISSN : 2730-3039 (Online) ยินดีต้อนรับพิจารณาบทความทั้งจากสาขาวิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา และสาขาวิชาอื่นที่มีความสัมพันธ์กันทางวิชาการ โดยวารสารหู คอ จมูกและใบหน้า เผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี ในเดือนมิถุนายนและธันวาคมของทุกปี</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/274258 แนวทางการพัฒนาการวินิจฉัยและรักษานอนกรนและ โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในประเทศไทย สำหรับผู้ใหญ่ พ.ศ. 2568 2025-03-14T11:19:54+07:00 Pakpoom Supiyaphan, M.D. entchula2011@gmail.com รศ.พญ.นันทิการ์ สันสุวรรณ nuntiga.s@cmu.ac.th ศ.นพ.ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ rratchaporn@gmail.com พลตรี นายแพทย์ ดร.ประสิทธิ์ มหากิจ rratchaporn@gmail.com รศ.นพ.ภาวิน เกษกุล rratchaporn@gmail.com รศ.นพ.วิชญ์ บรรณหิรัญ rratchaporn@gmail.com ผศ.(พิเศษ) พญ.นทมณฑ์ ชรากร rratchaporn@gmail.com อ.พญ.นวรัตน์ เกษมสุข rratchaporn@gmail.com รศ.พญ.กรองทอง ถาวรานุรักษ์ rratchaporn@gmail.com พญ.ธนนาถ เกรียงไกรเกษม rratchaporn@gmail.com พญ.ธันย์ชนก สุภาจารุพันธุ์ rratchaporn@gmail.com นพ.นฤวัต เกสรสุคนธ์ rratchaporn@gmail.com พญ.นัทริน นิลรัตน์ rratchaporn@gmail.com ผศ.พญ.นิธิตา สัตตรัตน์ไพจิตร rratchaporn@gmail.com พันตรี นพ.พลช ห้องทองแดง rratchaporn@gmail.com ผศ.นพ.พลพร อภิวัฒนเสวี rratchaporn@gmail.com พญ.พรรณทิพา สมุทรสาคร rratchaporn@gmail.com นพ.พิชญ์ อมตะมหัตถนะ rratchaporn@gmail.com พ.ต.ท.หญิง พญ.เพชรรัตน์ แสงทอง rratchaporn@gmail.com พญ.บุษราคัม ชัยทัศนีย์ rratchaporn@gmail.com พญ.ภาพันธ์ คงจันทร์ rratchaporn@gmail.com ผศ.พญ.มัณฑนา ประกาศสัจธรรม rratchaporn@gmail.com นพ.ลิขิต ขัตติยวิทยากุล rratchaporn@gmail.com รศ.ดร.ทพ.สมศักดิ์ ไมตรีรัตนะกุล rratchaporn@gmail.com พญ.ศศิกานต์ ภูมิคอนสาร rratchaporn@gmail.com พญ.ษรินทร์ รุ่งมณี rratchaporn@gmail.com พญ.สุชัญญา สิทธิรังสรรค์ rratchaporn@gmail.com ผศ.พญ.สุภวรรณ เลาหศิริวงศ์ rratchaporn@gmail.com พัณณิตา รัตน์จรัญ rratchaporn@gmail.com <p><strong>นอนกรน (</strong><strong>snoring)</strong> เป็นอาการแสดงที่สำคัญอย่างหนึ่งของ โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea: OSA) โดยการกรนเป็นเสียงที่เกิดจาก ลมผ่านทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบลงและเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นขึ้น</p> <p><strong>โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น</strong> <strong>(</strong><strong>obstructive sleep apnea: OSA)</strong> จัดอยู่ในกลุ่มโรคการหายใจผิดปกติที่สัมพันธ์กับการหลับ (sleep-related breathing disorder: SRBD) ซึ่งเป็นภาวะที่มีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับและมีการยุบตัวของทางเดินหายใจส่วนบน ส่งผลให้ลมหายใจผ่านได้น้อยกว่าปกติ (hypopnea) หรือไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ (apnea) แม้จะใช้แรงในการหายใจเพิ่มมากขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดภาวะเลือดมีออกซิเจนน้อย (hypoxemia) และเกิดภาวะเลือดมีคาร์บอนไดออกไซด์เกิน (hypercapnia) เมื่อถึงระดับหนึ่งร่างกายจะมีกลไกการป้องกันตนเองด้วยการทำให้สมองเกิดการตื่นตัว (arousal) เพื่อให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนกลับมาตึงตัว และเปิดทางเดินหายใจให้กว้างเพียงพอที่จะหายใจใหม่ได้อีกครั้ง<sup>1,2</sup> เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ขณะหลับส่งผลให้เกิดการตื่นตัวของสมองบ่อย จนอาจทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ</p> <p>OSA สามารถพบได้บ่อยทั้งในประชากรไทยและประชากรโลก จากผลการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ความชุกของโรค OSA แตกต่างกันขึ้นอยู่กับนิยามของโรค และประชากรที่ทำการศึกษา รวมถึงช่วงเวลาที่สำรวจ โดยอาจพบได้ตั้งแต่ร้อยละ 4 ถึง 27 ในผู้ชาย และพบได้ตั้งแต่ 1.9 ถึง 16 ในผู้หญิง<sup>3-5</sup> หรืออาจมากกว่านี้&nbsp; สำหรับประเทศไทยมีเคยผลการศึกษาพบว่า มีความชุกของ OSA ในประชากรทั่วไป ร้อยละ 15.4 ในผู้ชาย และร้อยละ 6.3 ในผู้หญิง<sup>6</sup>&nbsp; ทั้งนี้หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา OSA อาจทำให้เกิดผลสืบเนื่องและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจากความง่วงนอน คุณภาพชีวิตที่แย่ลง โรคความดันเลือดสูง (hypertension), ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary hypertension), การระริกของกล้ามเนื้อหัวใจห้องบน (atrial fibrillation), โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี (coronary artery disease) และโรคหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disease) หรืออื่น ๆ อีกหลายอย่าง ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกเริ่มและการวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง</p> <p>จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า OSA นั้นเป็นโรคที่พบบ่อย และเป็นปัญหาที่มีความสำคัญทางสาธารณสุข การได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมและมีมาตรฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสม มีประสิทธิภาพ อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและสังคมต่อไป</p> 2025-03-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/270380 การติดตามเด็กที่มีการสูญเสียการได้ยิน: จากการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด ถึงการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม 2024-10-08T08:52:11+07:00 สุวิชา อิศราดิสัยกุล suwicha.kaewsiri@cmu.ac.th ยุวติยา ปลอดภัย yuva078@hotmail.com นภัสถ์ ธนะมัย ntanamai@gmail.com พิทยาพล ปีตธวัชชัย pittayapon.p@gmail.com ศิวะพร เกียรติธนะบำรุง lookyeelookyee@yahoo.com <p>ความพิการทางการได้ยินสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่แรกเกิด และหากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย รับการรักษา และได้รับการฟื้นฟูการได้ยิน จะมีพัฒนาการทางภาษาและการพูดที่ดีขึ้น สามารถใช้การสื่อสารด้วยคำพูด ได้รับการศึกษาในโรงเรียนปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒนาการให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาการสูญเสียการได้ยินมากขึ้น ผู้ป่วยเด็กสามารถเข้าถึงสิทธิ์การรักษาฟื้นฟูการได้ยิน ด้วยอุปกรณ์ฟื้นฟูการได้ยิน คือ เครื่องช่วยฟังและประสาทหูเทียม&nbsp; อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนบุคลากรด้านเวชศาสตร์สื่อความหมาย อาจเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงการเข้ารับบริการ บทความนี้ได้รวบรวมแนวทางการคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด การตรวจวินิจฉัยและฟื้นฟูการได้ยินในเด็ก&nbsp; อุปกรณ์ฟื้นฟูการได้ยินและการออกเอกสารรับรองความพิการทางการได้ยินให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นแนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กหูตึงหรือหูหนวกได้อย่างเหมาะสม</p> 2025-03-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/271258 The evidence of comparative effectiveness for tonsillectomy between Metzenbaum with bipolar electrocautery technique and monopolar with bipolar electrocautery technique 2024-09-26T15:26:22+07:00 Pornthip Sukpanichyingyong tuizson@hotmail.com Nonthaya Phukphan tuizson@hotmail.com ศักดิ์สิน สิมสินธุ์ tuizson@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong>การผ่าตัดต่อมทอนซิลเป็นหัตถการที่ทำบ่อยทั้งผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ของแผนกหู คอ จมูก ในปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัดที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละวิธีให้ผลลัพธ์และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต่างกัน การมีเลือดออกหลังการผ่าตัดเป็นภาวะที่อันตรายรุนแรงสุด ส่งผลให้ระยะเวลาพักในโรงพยาบาลยาวนานขึ้น เพิ่มค่ารักษาพยาบาล และหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ในการวิจัย </strong>เปรียบเทียบประสิทธิผลและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิลระหว่างวิธีการผ่าตัดโดยใช้กรรไกร metzenbaum ร่วมกับ bipolar electrocautery (กลุ่ม A) กับวิธีการผ่าตัดโดยใช้เครื่องจี้ตัด monopolar electrocautery ร่วมกับ bipolar electrocautery (กลุ่ม B) ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ และศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิล</p> <p><strong>วิธีการวิจัย </strong>ผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดต่อมทอนซิล ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2560 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ.2567 ที่เข้าตามเกณฑ์ถูกคัดเข้าในการศึกษา ประวัติผู้ป่วยและข้อมูลการผ่าตัดถูกบันทึกใน case record form และโปรแกรม Excel เพื่อนำสู่การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม STATA version 15.1</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong>เทคนิคการผ่าตัดมีผลต่อระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดและจำนวนวันนอนพักในโรงพยาบาล โดยผู้ป่วยกลุ่ม A ใช้เวลาในการผ่าตัดเฉลี่ย 18.97 นาที ในขณะผู้ป่วยกลุ่ม B ใช้เวลาเฉลี่ย 26.30 นาที และจำนวนวันที่นอนพักในโรงพยาบาลหลังการผ่าตัดผู้ป่วยกลุ่ม A เฉลี่ย 2.90 วัน และผู้ป่วยกลุ่ม B เฉลี่ย 3.07 วัน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001, 0.0459) สำหรับภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิล (PTH) จากผู้ป่วยทั้งหมด 547 คน มี 115 คน (ร้อยละ 21.02) ที่มีภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัดและมี 113 คน ที่เป็น secondary hemorrhage (ร้อยละ 98.26) ผลการวิเคราะห์อย่างหยาบพบผู้ป่วยที่มีอายุมาก &gt;= 15 ปี หรือมีดัชนีมวลกาย &gt;= 25 ส่งผลต่ออุบัติการณ์การเกิด PTH และ secondary hemorrhage (P-value = 0.007, 0.009 และ 0.015, 0.025) ผลการวิเคราะห์หลายตัวแปรภายใต้ตัวแบบ log binomial regression พบว่าเทคนิคการผ่าตัดส่งผลต่ออุบัติการณ์การเกิด PTH, primary hemorrhage และ secondary hemorrhage อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ( P-value = 0.159, 0.982 และ 0.151) โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่ออุบัติการณ์การเกิด PTH, primary hemorrhage และ secondary hemorrhage คืออายุ &gt;=15 (P-value = 0.026, &lt;0.0001 และ 0.027) โดยที่ค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk, RR) เปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยกลุ่ม B กับกลุ่ม A เท่ากับ 2.31, 805644.9 และ 2.30 ตามลำดับ ดัชนีมวลกาย(BMI) &gt;= &nbsp;25 ( P-value = 0.027, &lt;0.0001 และ 0.042) ค่า RR เปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยกลุ่ม B กับกลุ่ม A เท่ากับ 1.44, 8732261 และ 1.40 ตามลำดับ</p> <p><strong>บทสรุป </strong>กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดด้วยกรรไกร Metzenbaum ร่วมกับ bipolar electrocautery ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดและมีจำนวนวันนอนโรงพยาบาลน้อยกว่าอีกวิธี อุบัติการณ์ภาวะเลือดออกและวันที่มีเลือดออกหลังการผ่าตัดหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิลของทั้ง 2 เทคนิคการผ่าตัดไม่แตกต่างกัน ร้อยละ 98.26 ของภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิลเป็น secondary hemorrhage โดยปัจจัยเสี่ยงของการเกิด PTH, primary hemorrhage และ secondary hemorrhage ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอายุ &gt;= 15 ปี หรือดัชนีมวลกาย &gt;= 25</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : Tonsillectomy, Metzenbaum, Electrocautery, Hemorrhage</p> 2025-03-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/271561 บทบาทของการตรวจเซลล์วิทยาในระหว่างการผ่าตัดของมะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอ 2024-10-26T14:40:32+07:00 Sitthi Chaowchuen sitthientudch@gmail.com Kittiya Taengon kittiyatangeon@gmail.com Komsan Loonprom arcyto@gmail.com Kulachet Wiwatwarayos kulachet4@gmail.com Pakpoom Ruangsomboon dr_pakpoom@hotmail.com Onlak Ruangsomboon (Makdee) doctor.mo@yahoo.com <p>การตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลในระหว่างการผ่าตัดเป็นวิธีการตรวจเพื่อช่วยวินิจฉัยภาวะแพร่กระจายของมะเร็ง การวินิจฉัยทางเซลล์วิทยาและการตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีความสำคัญในการวินิจฉัยชิ้นเนื้อในช่วงระหว่างการผ่าตัด แต่เนื่องจากพยาธิแพทย์มีจำนวนไม่เพียงพอในการอ่านผล Frozen section ทำให้การตรวจด้วยวิธีดังกล่าวมีข้อจำกัด การส่งตรวจด้วยวิธี Imprint cytology จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตรวจ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อความไวและความจำเพาะของการตรวจด้วยวิธี Imprint cytology ในระหว่างการผ่าตัดเปรียบเทียบกับการตรวจ Pathology <strong>ผลการศึกษา </strong>มีจำนวนผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาวิจัยจำนวน 46 ราย มีจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 322 ต่อม เป็นเพศหญิงจำนวน 26 ราย (56.52%) อายุเฉลี่ย 53.93 ปี (SD 14.43) โดยมีผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ จำนวน 22 ราย (47.83%) มะเร็งช่องปาก 18 ราย (39.13%) ผลชิ้นเนื้อที่พบได้บ่อย 2 อันดับแรก ได้แก่ Papillary thyroid carcinoma และ Squamous cell carcinoma อย่างละ 21 ราย (45.65%) ระยะของโรคมะเร็งส่วนใหญ่อยู่ระยะที่ 4 จำนวน 22 ราย (47.83%) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการผ่าตัด Selective neck dissection จำนวน 31 ราย (67.31%) และ Comprehensive neck dissection จำนวน 15 ราย (32.61%)&nbsp; ความชุกของมะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คออยู่ที่ร้อยละ 20.5 (95%CI 16.2-25.3) ความไวของการตรวจ Imprint cytology อยู่ที่ 87.9% (95%CI 77.5-94.6%)&nbsp; ความจำเพาะอยู่ที่ 94.9% (95%CI 91.5-97.3%) ค่าการทำนายผลบวกอยู่ที่ 81.7% (95%CI 70.7-89.9%) และค่าการทำนายผลลบอยู่ที่ 96.8% (95%CI 93.8-98.6%) จากผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่า การตรวจการแพร่กระจายตัวของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอด้วยวิธี Imprint cytology มีความน่าเชื่อถือสูงมาก สามารถนำผลการศึกษานี้ไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดที่กว้างขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนของการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอลงได้</p> 2025-03-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/271625 The Efficacy and Safety of Prasaprohyai Remedy, a Thai traditional remedy compared to Loratadine in Allergic Rhinitis Patients 2024-10-26T14:15:00+07:00 waipoj chanvimalueng drwaipoj@gmail.com Nichamon Mukkasombut rratchaporn@gmail.com Arunporn Itharat rratchaporn@gmail.com <p><strong><u>บทคัดย่อ</u></strong></p> <p><strong><u>ภูมิหลัง</u></strong>: ยาประสะเปราะใหญ่ ถูกใช้เพื่อรักษาอาการหวัดและไข้ แต่ยังไม่มีรายงานประสิทธิผลและความปลอดภัย ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาผงประสะเปราะใหญ่ และ ยาลอราทาดีน ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้</p> <p><strong><u>วิธีการ</u></strong>: การออกแบบการศึกษาเป็นการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและปิดบังสองชั้น อาสาสมัครโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้จำนวน 63 คนถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มแบบสุ่ม กลุ่มหนึ่งรับประทานยาผงประสะเปราะใหญ่ ในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร และอีกกลุ่มรับประทาน ยาลอราทาดีน ในปริมาณ 10 มิลลิกรัม วันละครั้งก่อนอาหาร และได้รับยาหลอกเพื่อรักษาภาวะปิดบังสองชั้นเป็นเวลา 6 สัปดาห์ อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการติดตามในสัปดาห์ที่สามและสัปดาห์ที่หกเพื่อประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของยา</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong>: ยาผงประสะเปราะใหญ่ เพิ่มพื้นที่หน้าตัดในโพรงจมูก ในสัปดาห์ที่หก &nbsp;ยาผงประสะเปราะใหญ่ และ ยาลอราทาดีน สามารถบรรเทาอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก คันจมูก อาการทางจมูกทั่วไป และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้ (p &lt; 0.05) ผลข้างเคียงของ ยาผงประสะเปราะใหญ่ คือ เรอเปรี้ยว (23.3%) และผลข้างเคียงของ ยาลอราทาดีน คือ ง่วงนอน (13.3%) หลังจากรับประทานยาผงประสะเปราะใหญ่ ไม่มีผลข้างเคียงต่อการทำงานของไตหรือตับ ดังนั้นยาผงประสะเปราะใหญ่ จึงมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับการรักษาด้วย ยาลอราทาดีน และอาจเป็นทางเลือกในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้</p> 2025-03-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า