วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ <p> วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า ISSN: 0857-2321 ISSN : 2730-3039 (Online) ยินดีต้อนรับพิจารณาบทความทั้งจากสาขาวิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา และสาขาวิชาอื่นที่มีความสัมพันธ์กันทางวิชาการ โดยวารสารหู คอ จมูกและใบหน้า เผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี ในเดือนมิถุนายนและธันวาคมของทุกปี</p> ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย en-US วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า 0857-2321 <p>ต้นฉบับที่ส่งมาพิจารณายังวารสารหู คอ จมูก และใบหน้า จะต้องไม่อยู่ในการพิจารณาของวารสารอื่น ในขณะเดียวกันต้นฉบับที่จะส่งมาจะผ่านการอ่านโดยผู้ทรงคุณวุฒิ หากมีการวิจารณ์หรือแก้ไขจะส่งกลับไปให้ผู้เขียนตรวจสอบแก้ไขอีกครั้ง ต้นฉบับที่ผ่านการพิจารณาให้ลงตีพิมพ์ถือเป็นสมบัติของวารสารหู คอ จมูกและใบหน้า ไม่อาจนำไปลงตีพิมพ์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต<br>ตารางแผนภูมิ รูปภาพ หรือข้อความเกิน 100 คำที่คัดลอกมาจากบทความของผู้อื่น จะต้องมีใบยินยอมจากผู้เขียนหรือผู้ทรงลิขสิทธิ์นั้นๆ และใหร้ะบุกำกับไว้ในเนื้อเรื่องด้วย</p> แนวทางการพัฒนาการวินิจฉัยและรักษานอนกรนและ โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในประเทศไทย สำหรับผู้ใหญ่ พ.ศ. 2568 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/274258 <p><strong>นอนกรน (</strong><strong>snoring)</strong> เป็นอาการแสดงที่สำคัญอย่างหนึ่งของ โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea: OSA) โดยการกรนเป็นเสียงที่เกิดจาก ลมผ่านทางเดินหายใจส่วนบนที่แคบลงและเกิดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นขึ้น</p> <p><strong>โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น</strong> <strong>(</strong><strong>obstructive sleep apnea: OSA)</strong> จัดอยู่ในกลุ่มโรคการหายใจผิดปกติที่สัมพันธ์กับการหลับ (sleep-related breathing disorder: SRBD) ซึ่งเป็นภาวะที่มีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับและมีการยุบตัวของทางเดินหายใจส่วนบน ส่งผลให้ลมหายใจผ่านได้น้อยกว่าปกติ (hypopnea) หรือไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ (apnea) แม้จะใช้แรงในการหายใจเพิ่มมากขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดภาวะเลือดมีออกซิเจนน้อย (hypoxemia) และเกิดภาวะเลือดมีคาร์บอนไดออกไซด์เกิน (hypercapnia) เมื่อถึงระดับหนึ่งร่างกายจะมีกลไกการป้องกันตนเองด้วยการทำให้สมองเกิดการตื่นตัว (arousal) เพื่อให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนบนกลับมาตึงตัว และเปิดทางเดินหายใจให้กว้างเพียงพอที่จะหายใจใหม่ได้อีกครั้ง<sup>1,2</sup> เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ขณะหลับส่งผลให้เกิดการตื่นตัวของสมองบ่อย จนอาจทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติ</p> <p>OSA สามารถพบได้บ่อยทั้งในประชากรไทยและประชากรโลก จากผลการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ความชุกของโรค OSA แตกต่างกันขึ้นอยู่กับนิยามของโรค และประชากรที่ทำการศึกษา รวมถึงช่วงเวลาที่สำรวจ โดยอาจพบได้ตั้งแต่ร้อยละ 4 ถึง 27 ในผู้ชาย และพบได้ตั้งแต่ 1.9 ถึง 16 ในผู้หญิง<sup>3-5</sup> หรืออาจมากกว่านี้&nbsp; สำหรับประเทศไทยมีเคยผลการศึกษาพบว่า มีความชุกของ OSA ในประชากรทั่วไป ร้อยละ 15.4 ในผู้ชาย และร้อยละ 6.3 ในผู้หญิง<sup>6</sup>&nbsp; ทั้งนี้หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา OSA อาจทำให้เกิดผลสืบเนื่องและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจากความง่วงนอน คุณภาพชีวิตที่แย่ลง โรคความดันเลือดสูง (hypertension), ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง (pulmonary hypertension), การระริกของกล้ามเนื้อหัวใจห้องบน (atrial fibrillation), โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี (coronary artery disease) และโรคหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disease) หรืออื่น ๆ อีกหลายอย่าง ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกเริ่มและการวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง</p> <p>จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า OSA นั้นเป็นโรคที่พบบ่อย และเป็นปัญหาที่มีความสำคัญทางสาธารณสุข การได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมและมีมาตรฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างถูกต้องเหมาะสม มีประสิทธิภาพ อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและสังคมต่อไป</p> Pakpoom Supiyaphan, M.D. รศ.พญ.นันทิการ์ สันสุวรรณ ศ.นพ.ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ พลตรี นายแพทย์ ดร.ประสิทธิ์ มหากิจ รศ.นพ.ภาวิน เกษกุล รศ.นพ.วิชญ์ บรรณหิรัญ ผศ.(พิเศษ) พญ.นทมณฑ์ ชรากร อ.พญ.นวรัตน์ เกษมสุข รศ.พญ.กรองทอง ถาวรานุรักษ์ พญ.ธนนาถ เกรียงไกรเกษม พญ.ธันย์ชนก สุภาจารุพันธุ์ นพ.นฤวัต เกสรสุคนธ์ พญ.นัทริน นิลรัตน์ ผศ.พญ.นิธิตา สัตตรัตน์ไพจิตร พันตรี นพ.พลช ห้องทองแดง ผศ.นพ.พลพร อภิวัฒนเสวี พญ.พรรณทิพา สมุทรสาคร นพ.พิชญ์ อมตะมหัตถนะ พ.ต.ท.หญิง พญ.เพชรรัตน์ แสงทอง พญ.บุษราคัม ชัยทัศนีย์ พญ.ภาพันธ์ คงจันทร์ ผศ.พญ.มัณฑนา ประกาศสัจธรรม นพ.ลิขิต ขัตติยวิทยากุล รศ.ดร.ทพ.สมศักดิ์ ไมตรีรัตนะกุล พญ.ศศิกานต์ ภูมิคอนสาร พญ.ษรินทร์ รุ่งมณี พญ.สุชัญญา สิทธิรังสรรค์ ผศ.พญ.สุภวรรณ เลาหศิริวงศ์ พัณณิตา รัตน์จรัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-03-14 2025-03-14 25 2 การติดตามเด็กที่มีการสูญเสียการได้ยิน: จากการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด ถึงการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/270380 <p>ความพิการทางการได้ยินสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่แรกเกิด และหากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย รับการรักษา และได้รับการฟื้นฟูการได้ยิน จะมีพัฒนาการทางภาษาและการพูดที่ดีขึ้น สามารถใช้การสื่อสารด้วยคำพูด ได้รับการศึกษาในโรงเรียนปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัจจุบันประเทศไทยมีการพัฒนาการให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาการสูญเสียการได้ยินมากขึ้น ผู้ป่วยเด็กสามารถเข้าถึงสิทธิ์การรักษาฟื้นฟูการได้ยิน ด้วยอุปกรณ์ฟื้นฟูการได้ยิน คือ เครื่องช่วยฟังและประสาทหูเทียม&nbsp; อย่างไรก็ตาม การขาดแคลนบุคลากรด้านเวชศาสตร์สื่อความหมาย อาจเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงการเข้ารับบริการ บทความนี้ได้รวบรวมแนวทางการคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด การตรวจวินิจฉัยและฟื้นฟูการได้ยินในเด็ก&nbsp; อุปกรณ์ฟื้นฟูการได้ยินและการออกเอกสารรับรองความพิการทางการได้ยินให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นแนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กหูตึงหรือหูหนวกได้อย่างเหมาะสม</p> สุวิชา อิศราดิสัยกุล ยุวติยา ปลอดภัย นภัสถ์ ธนะมัย พิทยาพล ปีตธวัชชัย ศิวะพร เกียรติธนะบำรุง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-03-13 2025-03-13 25 2 The evidence of comparative effectiveness for tonsillectomy between Metzenbaum with bipolar electrocautery technique and monopolar with bipolar electrocautery technique https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/271258 <p><strong>บทคัดย่อ </strong>การผ่าตัดต่อมทอนซิลเป็นหัตถการที่ทำบ่อยทั้งผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ของแผนกหู คอ จมูก ในปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัดที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละวิธีให้ผลลัพธ์และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต่างกัน การมีเลือดออกหลังการผ่าตัดเป็นภาวะที่อันตรายรุนแรงสุด ส่งผลให้ระยะเวลาพักในโรงพยาบาลยาวนานขึ้น เพิ่มค่ารักษาพยาบาล และหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ในการวิจัย </strong>เปรียบเทียบประสิทธิผลและภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิลระหว่างวิธีการผ่าตัดโดยใช้กรรไกร metzenbaum ร่วมกับ bipolar electrocautery (กลุ่ม A) กับวิธีการผ่าตัดโดยใช้เครื่องจี้ตัด monopolar electrocautery ร่วมกับ bipolar electrocautery (กลุ่ม B) ทั้งในผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ และศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิล</p> <p><strong>วิธีการวิจัย </strong>ผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดต่อมทอนซิล ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2560 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ.2567 ที่เข้าตามเกณฑ์ถูกคัดเข้าในการศึกษา ประวัติผู้ป่วยและข้อมูลการผ่าตัดถูกบันทึกใน case record form และโปรแกรม Excel เพื่อนำสู่การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม STATA version 15.1</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong>เทคนิคการผ่าตัดมีผลต่อระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดและจำนวนวันนอนพักในโรงพยาบาล โดยผู้ป่วยกลุ่ม A ใช้เวลาในการผ่าตัดเฉลี่ย 18.97 นาที ในขณะผู้ป่วยกลุ่ม B ใช้เวลาเฉลี่ย 26.30 นาที และจำนวนวันที่นอนพักในโรงพยาบาลหลังการผ่าตัดผู้ป่วยกลุ่ม A เฉลี่ย 2.90 วัน และผู้ป่วยกลุ่ม B เฉลี่ย 3.07 วัน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001, 0.0459) สำหรับภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิล (PTH) จากผู้ป่วยทั้งหมด 547 คน มี 115 คน (ร้อยละ 21.02) ที่มีภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัดและมี 113 คน ที่เป็น secondary hemorrhage (ร้อยละ 98.26) ผลการวิเคราะห์อย่างหยาบพบผู้ป่วยที่มีอายุมาก &gt;= 15 ปี หรือมีดัชนีมวลกาย &gt;= 25 ส่งผลต่ออุบัติการณ์การเกิด PTH และ secondary hemorrhage (P-value = 0.007, 0.009 และ 0.015, 0.025) ผลการวิเคราะห์หลายตัวแปรภายใต้ตัวแบบ log binomial regression พบว่าเทคนิคการผ่าตัดส่งผลต่ออุบัติการณ์การเกิด PTH, primary hemorrhage และ secondary hemorrhage อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ( P-value = 0.159, 0.982 และ 0.151) โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่ออุบัติการณ์การเกิด PTH, primary hemorrhage และ secondary hemorrhage คืออายุ &gt;=15 (P-value = 0.026, &lt;0.0001 และ 0.027) โดยที่ค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk, RR) เปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยกลุ่ม B กับกลุ่ม A เท่ากับ 2.31, 805644.9 และ 2.30 ตามลำดับ ดัชนีมวลกาย(BMI) &gt;= &nbsp;25 ( P-value = 0.027, &lt;0.0001 และ 0.042) ค่า RR เปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยกลุ่ม B กับกลุ่ม A เท่ากับ 1.44, 8732261 และ 1.40 ตามลำดับ</p> <p><strong>บทสรุป </strong>กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดด้วยกรรไกร Metzenbaum ร่วมกับ bipolar electrocautery ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดและมีจำนวนวันนอนโรงพยาบาลน้อยกว่าอีกวิธี อุบัติการณ์ภาวะเลือดออกและวันที่มีเลือดออกหลังการผ่าตัดหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิลของทั้ง 2 เทคนิคการผ่าตัดไม่แตกต่างกัน ร้อยละ 98.26 ของภาวะเลือดออกหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิลเป็น secondary hemorrhage โดยปัจจัยเสี่ยงของการเกิด PTH, primary hemorrhage และ secondary hemorrhage ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอายุ &gt;= 15 ปี หรือดัชนีมวลกาย &gt;= 25</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : Tonsillectomy, Metzenbaum, Electrocautery, Hemorrhage</p> Pornthip Sukpanichyingyong Nonthaya Phukphan ศักดิ์สิน สิมสินธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-03-13 2025-03-13 25 2 บทบาทของการตรวจเซลล์วิทยาในระหว่างการผ่าตัดของมะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/271561 <p>การตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลในระหว่างการผ่าตัดเป็นวิธีการตรวจเพื่อช่วยวินิจฉัยภาวะแพร่กระจายของมะเร็ง การวินิจฉัยทางเซลล์วิทยาและการตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีความสำคัญในการวินิจฉัยชิ้นเนื้อในช่วงระหว่างการผ่าตัด แต่เนื่องจากพยาธิแพทย์มีจำนวนไม่เพียงพอในการอ่านผล Frozen section ทำให้การตรวจด้วยวิธีดังกล่าวมีข้อจำกัด การส่งตรวจด้วยวิธี Imprint cytology จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตรวจ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อความไวและความจำเพาะของการตรวจด้วยวิธี Imprint cytology ในระหว่างการผ่าตัดเปรียบเทียบกับการตรวจ Pathology <strong>ผลการศึกษา </strong>มีจำนวนผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาวิจัยจำนวน 46 ราย มีจำนวนต่อมน้ำเหลืองที่ใช้ในการศึกษาจำนวน 322 ต่อม เป็นเพศหญิงจำนวน 26 ราย (56.52%) อายุเฉลี่ย 53.93 ปี (SD 14.43) โดยมีผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ จำนวน 22 ราย (47.83%) มะเร็งช่องปาก 18 ราย (39.13%) ผลชิ้นเนื้อที่พบได้บ่อย 2 อันดับแรก ได้แก่ Papillary thyroid carcinoma และ Squamous cell carcinoma อย่างละ 21 ราย (45.65%) ระยะของโรคมะเร็งส่วนใหญ่อยู่ระยะที่ 4 จำนวน 22 ราย (47.83%) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการผ่าตัด Selective neck dissection จำนวน 31 ราย (67.31%) และ Comprehensive neck dissection จำนวน 15 ราย (32.61%)&nbsp; ความชุกของมะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คออยู่ที่ร้อยละ 20.5 (95%CI 16.2-25.3) ความไวของการตรวจ Imprint cytology อยู่ที่ 87.9% (95%CI 77.5-94.6%)&nbsp; ความจำเพาะอยู่ที่ 94.9% (95%CI 91.5-97.3%) ค่าการทำนายผลบวกอยู่ที่ 81.7% (95%CI 70.7-89.9%) และค่าการทำนายผลลบอยู่ที่ 96.8% (95%CI 93.8-98.6%) จากผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่า การตรวจการแพร่กระจายตัวของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอด้วยวิธี Imprint cytology มีความน่าเชื่อถือสูงมาก สามารถนำผลการศึกษานี้ไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดที่กว้างขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนของการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอลงได้</p> Sitthi Chaowchuen Kittiya Taengon Komsan Loonprom Kulachet Wiwatwarayos Pakpoom Ruangsomboon Onlak Ruangsomboon (Makdee) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-03-13 2025-03-13 25 2 The Efficacy and Safety of Prasaprohyai Remedy, a Thai traditional remedy compared to Loratadine in Allergic Rhinitis Patients https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rcotJ/article/view/271625 <p><strong><u>บทคัดย่อ</u></strong></p> <p><strong><u>ภูมิหลัง</u></strong>: ยาประสะเปราะใหญ่ ถูกใช้เพื่อรักษาอาการหวัดและไข้ แต่ยังไม่มีรายงานประสิทธิผลและความปลอดภัย ดังนั้น วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาผงประสะเปราะใหญ่ และ ยาลอราทาดีน ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้</p> <p><strong><u>วิธีการ</u></strong>: การออกแบบการศึกษาเป็นการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและปิดบังสองชั้น อาสาสมัครโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้จำนวน 63 คนถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มแบบสุ่ม กลุ่มหนึ่งรับประทานยาผงประสะเปราะใหญ่ ในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร และอีกกลุ่มรับประทาน ยาลอราทาดีน ในปริมาณ 10 มิลลิกรัม วันละครั้งก่อนอาหาร และได้รับยาหลอกเพื่อรักษาภาวะปิดบังสองชั้นเป็นเวลา 6 สัปดาห์ อาสาสมัครทั้งหมดได้รับการติดตามในสัปดาห์ที่สามและสัปดาห์ที่หกเพื่อประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของยา</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong>: ยาผงประสะเปราะใหญ่ เพิ่มพื้นที่หน้าตัดในโพรงจมูก ในสัปดาห์ที่หก &nbsp;ยาผงประสะเปราะใหญ่ และ ยาลอราทาดีน สามารถบรรเทาอาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก คันจมูก อาการทางจมูกทั่วไป และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้ (p &lt; 0.05) ผลข้างเคียงของ ยาผงประสะเปราะใหญ่ คือ เรอเปรี้ยว (23.3%) และผลข้างเคียงของ ยาลอราทาดีน คือ ง่วงนอน (13.3%) หลังจากรับประทานยาผงประสะเปราะใหญ่ ไม่มีผลข้างเคียงต่อการทำงานของไตหรือตับ ดังนั้นยาผงประสะเปราะใหญ่ จึงมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับการรักษาด้วย ยาลอราทาดีน และอาจเป็นทางเลือกในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ได้</p> waipoj chanvimalueng Nichamon Mukkasombut Arunporn Itharat ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหู คอ จมูก และใบหน้า https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-03-13 2025-03-13 25 2