https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/issue/feed
วารสารแพทย์เขต 4-5
2026-10-06T00:00:00+07:00
วารสารแพทย์ เขต 4-5
journal.region45@gmail.com
Open Journal Systems
<p>The Medical Journal of Regions 4-5 is a journal of the Medical Association of Regions 4-5. It aims to be a medium for exchanging knowledge, opinions, academic experiences in medicine and public health. and disseminating academic work to doctors, dentists, pharmacists and nurses of hospitals in the 5th health service network, namely hospitals in Nakhon Pathom, Ratchaburi, Suphan Buri, Kanchanaburi, Phetchaburi, Samut Songkhram, Samut Sakhon, Prachuap Khiri Khan. and other health fields</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280454
แบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ทำนายปริมาณเลือดออกหลังผ่าตัดหัวใจโรงพยาบาลสมุทรสาคร
2026-05-19T10:32:15+07:00
ณัฐพงศ์ รั้วมั่น
nuttapong.coach@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ในการทำนายปริมาณเลือดหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิดภายใน 4 ชั่วโมงแรก และทำนายความเสี่ยงของการเกิดภาวะเลือดออกมากกว่า 400 มิลลิลิตร และประเมินศักยภาพในการประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือตัดสินใจทางคลินิก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาเชิงพรรณนาย้อนหลังในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด จำนวน 530 ราย ที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2568 ใช้ข้อมูลทางคลินิกก่อน, ระหว่าง, และหลังผ่าตัด พัฒนาแบบจำลองการเรียนรู้แบบมีผู้สอน ได้แก่ RandomForest, HistGradientBoosting, และ XGBoost เพื่อทำนายทั้งการเกิดภาวะเลือดออกมากกว่า 400 มิลลิลิตร ใน 4 ชั่วโมง (เชิงประเภท) และปริมาณเลือดออกแบบต่อเนื่อง (เชิงปริมาณ) โดยการเขียนโคดโปรแกรมภาษา ไพธอน ในการพัฒนาแบบจำลองได้ใช้วิธี 3-fold cross-validation เพื่อปรับแต่งพารามิเตอร์แบบจำลองและประเมินประสิทธิภาพของแบบจำลองด้วยวิธี 5-fold cross-validation ด้วย precision, recall, F1-score, accuracy, area under the receiver operator characteristic curve (ROC AUC), mean absolute error (MAE), root mean square error (RMSE), และ coefficient of determination (R²)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยที่เลือดออกหลังผ่าตัดมากกว่า 400 มิลลิลิตร ใน 4 ชั่วโมง มีเกล็ดเลือดก่อนผ่าตัดต่ำกว่า ระยะเวลาการหนีบหลอดเลือดแดงใหญ่ ระยะเวลาการใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมนานกว่า และชนิดการผ่าตัดแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (χ² = 9.43; p = .02) โดยการผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจ (CABG) ร่วมกับลิ้นหัวใจพบได้บ่อยกว่า ส่วนแบบจำลอง XGBoost ให้ประสิทธิภาพดีที่สุดในการพยากรณ์เชิงประเภท โดยมีค่า precision 0.783, recall 0.684, F1-score 0.728, accuracy 0.909, และ ROC AUC 0.923 แสดงถึงความสามารถในการจำแนกผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้ดี สำหรับการพยากรณ์เชิงปริมาณ XGBoost ให้ค่า MAE 85.17 มิลลิลิตร, RMSE 119.80 มิลลิลิตร, และ R² 0.620 โดยผลการทำนายมีความสอดคล้องกับค่าจริง แม้พบแนวโน้มประเมินต่ำกว่าค่าจริงในช่วงที่มีการเสียเลือดสูงมาก</p> <p><strong>สรุป: </strong>แบบจำลอง XGBoost มีศักยภาพในการใช้เป็นเครื่องมือช่วยประเมินความเสี่ยงและปริมาณเลือดออกหลังผ่าตัดหัวใจ ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการวางแผนจัดการเลือดและการตัดสินใจทางคลินิกเกี่ยวกับการเตรียมเลือดได้อย่างเหมาะสม</p> <p> </p> <p> </p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/281755
เปรียบเทียบผลลัพธ์การผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้องกับการผ่าตัดไส้ติ่งแบบเปิด ในโรงพยาบาลอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
2026-07-01T13:39:36+07:00
ณัฐวุฒิ กาละพงษ์
auan999@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> โรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันเป็นสาเหตุของภาวะปวดท้องเฉียบพลันที่พบบ่อยที่สุด แม้การผ่าตัดไส้ติ่งผ่านกล้อง (laparoscopic appendectomy: LA) จะเริ่มเป็นที่นิยมและได้รับการแนะนำว่ามีประสิทธิภาพสูงในด้านการพักฟื้น แต่ข้อมูลเปรียบเทียบในบริบทของโรงพยาบาลชุมชนยังคงมีจำกัด ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างการผ่าตัดไส้ติ่งผ่านกล้อง (LA) และการผ่าตัดไส้ติ่งแบบเปิด (open appendectomy: OA) ในโรงพยาบาลอู่ทอง โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ ระยะเวลาผ่าตัด, การสูญเสียเลือด, ระยะเวลาเริ่มรับประทานอาหาร, ภาวะแทรกซ้อน, และระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล รวมถึงเปรียบเทียบความคุ้มค่าผ่านค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ (RW) และรายรับจากการรักษาพยาบาล</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (retrospective cohort study) ในผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันที่เข้ารับการผ่าตัด ณ โรงพยาบาลอู่ทอง ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน (chi-square test, independent t test, และ Mann-Whitney U test) โดยกำหนดนัยสำคัญที่ p < .05</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>กลุ่มตัวอย่างรวม 140 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผ่าตัดแบบเปิด 64 ราย และกลุ่มผ่าตัดผ่านกล้อง 76 ราย ทั้งสองกลุ่มมีลักษณะพื้นฐานไม่แตกต่างกันในด้านเพศ อายุ และความรุนแรงของโรค แต่กลุ่ม ผ่าตัดผ่านกล้อง (LA) มีค่าน้ำหนักและดัชนีมวลกาย (BMI) สูงกว่ากลุ่มผ่าตัดแบบเปิด (OA) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ในด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่า ปริมาณการเสียเลือด ระยะเวลาการเริ่มรับประทานอาหารหลังผ่าตัด อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน และจำนวนวันนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ระยะเวลาผ่าตัดในกลุ่มผ่าตัดผ่านกล้อง (LA) มากกว่ากลุ่ม ผ่าตัดแบบเปิด (OA) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สุดท้ายในด้านเศรษฐศาสตร์พบว่า การผ่าตัดผ่านกล้อง (LA) มีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ (RW) และรายรับที่สูงกว่าการผ่าตัดแบบเปิด (OA)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การผ่าตัดไส้ติ่งผ่านกล้องในโรงพยาบาลชุมชนเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน นอกจากนี้ในแง่รายรับการผ่าตัดผ่านกล้อง (LA) ยังมากกว่าการผ่าตัดแบบเปิด (OA) แต่ยังมีปัจจัยเรื่องต้นทุนและระยะเวลาผ่าตัดที่ต้องพิจารณาประกอบกันในบริบทของโรงพยาบาลแต่ละแห่งด้วย โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/283177
ผลของภาวะอ้วนที่มีต่อค่าคะแนน Alvarado ในผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบ และ พารามิเตอร์ที่สำคัญในผู้ป่วยภาวะอ้วนที่มีผลต่อการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบ
2026-09-02T14:39:19+07:00
อรวีร์ เหล่าตระกูล
aureenorrawee@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาค่าเฉลี่ยของ Alvarado score ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีภาวะอ้วน รวมถึงศึกษาหาพารามิเตอร์ของ Alvarado score ที่สามารถทำนายโรคไส้ติ่งอักเสบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงวิเคราะห์ (retrospective cohort study) โดยใช้ข้อมูลจากเอกสารเวชระเบียนและฐานข้อมูลโรงพยาบาลนครปฐมของผู้ป่วยอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี ที่ได้รับการผ่าตัดและยืนยันว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2564 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยประกอบด้วยกลุ่มผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบที่มีภาวะอ้วนทั้งหมด 24 คน และกลุ่มผู้ป่วยไม่มีภาวะอ้วน 152 คน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน Alvarado, ชนิดของไส้ติ่งอักเสบ, ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด, ความจำเป็นของการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์, ระยะเวลาอาการก่อนมาพบแพทย์, ระยะเวลาผ่าตัด, และระยะเวลาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่แรกเริ่ม</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ค่าเฉลี่ย Alvarado score ของผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบที่มีภาวะอ้วน เท่ากับ 6.71 ± 1.7 ไม่แตกต่างจากกลุ่มผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบที่ไม่มีภาวะอ้วน ที่เท่ากับ 7.13 ± 1.68 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value .255) ภาวะอ้วนไม่สัมพันธ์กับการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และไม่สัมพันธ์กับการเป็นไส้ติ่งอักเสบชนิดรุนแรง (complicated appendicitis) รวมถึงไม่ส่งผลต่อระยะเวลาผ่าตัดและระยะเวลาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ในกลุ่มผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบที่มีภาวะอ้วน พบว่า ภาวะ neutrophilia (neutrophil > ร้อยละ 75) สัมพันธ์ต่อการเกิดไส้ติ่งอักเสบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value .004) นอกจากนี้ ยังพบว่าค่า Alvarado score ของผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนที่เป็นไส้ติ่งอักเสบชนิดรุนแรง เท่ากับ 8.5 ± 1.0 จะมากกว่าและแตกต่างจากกลุ่มไส้ติ่งอักเสบชนิดไม่รุนแรงที่เท่ากับ 6.35 ± 1.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value .018)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ภาวะอ้วนไม่ส่งผลต่อค่า Alvarado score และไม่สัมพันธ์กับการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการวินิจฉัย และไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของไส้ติ่งอักเสบ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน พบว่า ภาวะ neutrophilia สัมพันธ์ต่อโรคไส้ติ่งอักเสบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนมีค่า Alvarado score ที่มาก มีโอกาสเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบชนิดรุนแรง และการที่มี Alvarado score น้อย โดยที่มีอาการปวดท้องตำแหน่งขวาล่าง (RLQ abdominal pain) ร่วมกับมีภาวะ neutrophilia ผู้ป่วยจะยังคงมีความเสี่ยงที่จะเป็นไส้ติ่งอักเสบชนิดไม่รุนแรง (uncomplicated appendicitis) ได้ ควรได้รับการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อยันยันการวินิจฉัย</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/284329
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 30 วันของผู้ป่วยภาวะวิกฤตเลือดออกในสมอง ชนิดปฐมภูมิเฉียบพลันในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ
2026-08-26T13:12:30+07:00
มณีชนก สำมณี
maneechanok.sam@gmail.com
กฤษณา เชื้อบุญมี
613601002@bcnnon.ac.th
<p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>ภาวะเลือดออกในสมองชนิดปฐมภูมิมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะในผู้ป่วยวิกฤต การทราบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตช่วยในการประเมินความเสี่ยง การวางแผนการรักษา และการสื่อสารกับครอบครัว การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตในโรงพยาบาลภายใน 30 วัน ของผู้ป่วยภาวะเลือดออกในสมองชนิดปฐมภูมิเฉียบพลันในหอผู้ป่วยวิกฤต-ศัลยกรรมประสาท โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาระหว่างปีงบประมาณ 2566–2568 วิเคราะห์ปัจจัยอิสระที่กำหนดไว้ล่วงหน้า 9 ตัวแปร ด้วยวิธี Firth’s penalized logistic regression ตามแบบจำลองที่กำหนดล่วงหน้า จัดการข้อมูลสูญหายด้วย multiple imputation by chained equations (MICE) และตรวจสอบความคงทนของผลด้วยการวิเคราะห์ความไว</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>จากกลุ่มตัวอย่าง 180 ราย อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลภายใน 30 วัน เท่ากับร้อยละ 81.1 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญและเป็นอิสระต่อกัน ได้แก่ ปริมาตรก้อนเลือด (adjusted OR 1.22 ต่อทุก 10 มิลลิลิตร; 95% CI 1.08–1.43) ภาวะเลือดออกเข้าสู่โพรงสมอง (adjusted OR 3.87; 95% CI 1.51–10.04) และคะแนน Glasgow Coma Scale ที่ต่ำ (adjusted OR 0.88 ต่อทุก 1 คะแนน; 95% CI 0.79–0.99) แบบจำลองมีความสามารถในการจำแนกระดับดี (AUC = 0.807) ส่วนอายุ ความดันโลหิตตัวบน ตำแหน่งใต้เทนทอเรียม ระดับน้ำตาลในเลือด และการเคลื่อนของแนวกึ่งกลางสมอง ไม่มีความสัมพันธ์อิสระหลังปรับความรุนแรงของโรค ผลดังกล่าวคงทนต่อการวิเคราะห์ความไวหลายรูปแบบ</p> <p><strong>สรุป: </strong>ปริมาตรก้อนเลือด ภาวะเลือดออกเข้าสู่โพรงสมอง และคะแนน Glasgow Coma Scale ที่ต่ำ เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญและเป็นอิสระกับการเสียชีวิต ควรใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงในหอผู้ป่วยวิกฤต โดยตีความอย่างระมัดระวังในบริบทของการตัดสินใจเรื่องเป้าหมายการรักษา</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280946
การพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: ผลลัพธ์จากคลินิกโรคไตเรื้อรังของโรงพยาบาลโพธาราม
2026-05-11T09:49:27+07:00
ณตพล คุ้มศิริ
natapol_k@hotmail.com
ประทุมพร รุจิเจริญวรรณ
natapol_k@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> ศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก ของผู้ป่วยก่อนและหลังเข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคไตเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบย้อนหลังโดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยก่อนการจัดตั้งคลินิกและหลังจัดตั้งคลินิก เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ อัตราการลดลงของการทำงานของไต, จำนวนผู้ป่วยที่มีค่าการทำงานของไตลดลงมากกว่า 5 มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตร/ปี, จำนวนครั้งที่เกิดโพแทสเซียมสูงผิดปกติ, ระดับน้ำตาล, ระดับอัลบูมิน, และจำนวนผู้ป่วยที่ฟอกเลือดโดยไม่เตรียมการ</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วย 410 ราย อายุเฉลี่ย 68.77 ± 12.49 ปี ก่อนการจัดตั้งคลินิกอัตราการลดลงของการทำงานของไตเฉลี่ย -3.54 มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตร/ปี และหลังจัดตั้งคลินิก -2.49 มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตร/ปี (p-value .36) จำนวนผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตลดลงมากกว่า 5 มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตร/ปี ร้อยละ 36.4 ก่อนจัดตั้งคลินิก และร้อยละ 32.7 หลังจัดตั้งคลินิก (p-value .29) ระดับน้ำตาลในเลือดค่ามัธยฐาน (พิสัยระหว่างควอไทล์) 126 (101, 169) และ 131 (106, 168) มิลลิกรัม/เดซิลิตร (p-value .35) ระดับอัลบูมินเฉลี่ย 3.62 ± 0.56 และ 3.52 ± 0.68 กรัม/เดซิลิตร (p-value .14) ระดับฮีโมโกลบินเฉลี่ย 10.80 ± 2.29 และ 9.84 ± 2.06 กรัม/เดซิลิตร (p-value < .001) อัตราการเกิดภาวะโพแทสเซียมสูงผิดปกติ ร้อยละ 4.7 และ 6.6 (p-value .18) สัดส่วนผู้ป่วยที่ฟอกเลือดโดยไม่เตรียมการ ร้อยละ 67.7 และ 37.3 (p-value .001)</p> <p><strong>สรุป:</strong> การศึกษาผลลัพธ์ของการจัดตั้งคลินิกโรคไตในโรงพยาบาลโพธาราม พบว่ามีแนวโน้มเชิงคลินิกที่ดีในการชะลออัตราการเสื่อมของการทำงานของไตให้ช้าลงแม้ว่าจะยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งยังสามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่ฟอกเลือดโดยไม่เตรียมการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามยังคงมีปัญหาภาวะแทรกซ้อนสำคัญโดยเฉพาะภาวะโลหิตจางที่เป็นปัญหาท้าทาย ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงระบบการดูแลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/282356
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูงของลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงในกลุ่มผู้ป่วยที่พบเลือดแฝงในอุจจาระ ณ โรงพยาบาลโพธาราม จังหวัดราชบุรี
2026-06-25T10:16:00+07:00
ปิยพัชร จึงสมานุกูล
piyapach@Hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีผลการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระเป็นบวก ณ โรงพยาบาลโพธาราม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบตัดขวาง (cross-sectional study) ซึ่งดำเนินการที่โรงพยาบาลโพธาราม จังหวัดราชบุรี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างคือประชากรผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50–75 ปี ที่ตรวจพบเลือดแฝงในอุจจาระและมาส่องกล้องลำไส้ใหญ่ จำนวน 139 ราย หลังจากตัดผู้ป่วยที่ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่สมบูรณ์และผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ออก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้เข้าร่วมการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ 2,047 ราย พบผู้ที่มีผลเลือดแฝงในอุจจาระ 260 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วย 149 ราย (ร้อยละ 57.3) มารับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หลังจากใช้เกณฑ์คัดออก มีผู้ป่วย 139 ราย ถูกนำมาวิเคราะห์ ผลการส่องกล้องพบติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง 36 ราย (ร้อยละ 25.9) ติ่งเนื้อชนิดไม่เสี่ยงสูง (non-advanced adenoma) 10 ราย (ร้อยละ 7.2) และผลปกติ 68 ราย (ร้อยละ 48.9) การวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติกแบบพหุตัวแปรพบว่า ภาวะโลหิตจาง (adjusted OR = 6.92, 95% CI 2.38–20.14; p < .001), อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (adjusted OR = 3.36, 95% CI 1.15–9.75; p = .03), และเพศชาย (adjusted OR = 3.06, 95% CI 1.16–8.12; p = .02) เป็นปัจจัยอิสระที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง ในขณะที่การดื่มสุรา โรคประจำตัว และประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง</p> <p><strong>สรุป:</strong> ความชุกของการพบติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูงในกลุ่มผู้ที่มีผลเลือดแฝงในอุจจาระเป็นบวก คิดเป็นร้อยละ 25.9 โดยพบว่าภาวะโลหิตจาง การมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และเพศชาย เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง ผลการศึกษานี้ช่วยจัดลำดับความสำคัญในการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ โดยการระบุกลุ่มผู้ป่วยที่มีเลือดแฝงในอุจจาระ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเนื้องอกลำไส้ใหญ่ชนิดเสี่ยงสูง</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280639
การศึกษาผลของการให้ยา Enalapril วันละหนึ่งครั้งเทียบกับวันละสองครั้ง ต่อการชะลอไตเสื่อมในโรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม
2026-06-12T14:53:28+07:00
วิภานันท์ สันติเพชร
wipanun.nat@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาผลของการให้ยา enalapril วันละหนึ่งครั้งเทียบกับวันละสองครั้ง และปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลของการให้ยา enalapril ต่อการชะลอไตเสื่อมในโรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้เป็นแบบ retrospective cohort study ทำการศึกษาที่โรงพยาบาลสามพราน จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับยา enalapril 20 มิลลิกรัมต่อวัน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยา enalapril วันละหนึ่งครั้ง และกลุ่มที่ได้รับยา enalapril วันละสองครั้ง นำมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมทางสถิติ SPSS โดยวิเคราะห์ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มยาจนถึงได้ผลลัพธ์โดยใช้ log-rank test และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ โดยใช้ Kaplan-Meier method hazards regression analysis รายงานผลด้วยค่า hazard ratio, 95% confidential interval, และ p-value</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา enalapril วันละหนึ่งครั้ง สามารถช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ยาวนานกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา enalapril วันละสองครั้ง ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = .035) hazard ratio ของการได้ยา enalapril แบบวันละสองครั้งเทียบกับวันละหนึ่งครั้ง = 1.93; 95% CI 1.23–3.02; propensity-adjusted HR 1.92; 95% CI 1.21–3.05 โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา enalapril วันละหนึ่งครั้ง มีมัธยฐานระยะเวลาที่ระดับครีเอตินีนในซีรัม เพิ่มเป็นสองเท่าของค่าเริ่มต้น หรือระยะเวลาที่อัตราการกรองของไต (GFR) ลดลงครึ่งหนึ่งของค่าเริ่มต้นอยู่ที่ 8.09 ปี ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา enalapril วันละสองครั้ง มีมัธยฐานระยะเวลาอยู่ที่ 3.51 ปี โดย อายุ เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับระยะเวลาที่ไตเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป:</strong> กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา enalapril วันละหนึ่งครั้ง สามารถช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ยาวนานกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา enalapril วันละสองครั้ง ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดย อายุ เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับระยะเวลาที่ไตเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/281474
ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนพฤติกรรมสุขภาพด้านการนอนหลับกับดัชนีมวลกาย และภาวะอ้วนในผู้รับบริการวัยทำงาน คลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี
2026-07-21T14:23:04+07:00
ชัชวิน วังวรัญญู
cocuchong@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนพฤติกรรมสุขภาพด้านการนอนหลับ กับดัชนีมวลกายและภาวะอ้วน ในผู้รับบริการวัยทำงาน คลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง รวบรวมข้อมูลผู้รับบริการวัยทำงานอายุ 18–59 ปี จำนวน 170 ราย จากฐานข้อมูลเวชระเบียน (เพศ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และดัชนีมวลกาย) และฐานข้อมูลแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพของคลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต (การนอนหลับ การออกกำลังกาย พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และโรคประจำตัว) โดยกำหนดขนาดตัวอย่างตามหลักเกณฑ์ 10 ราย ต่อ 1 ตัวแปรอิสระ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกทวิภาคเชิงเดี่ยว (univariable binary logistic regression) และเชิงพหุตัวแปร (multivariable binary logistic regression) ด้วยวิธี enter กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .05</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 64.7); อายุเฉลี่ย 45.97 ± 10.33 ปี; ดัชนีมวลกาย เฉลี่ย 27.73 ± 6.49 กิโลกรัม/ตารางเมตร; มีภาวะอ้วน (ดัชนีมวลกาย ≥25.0 กิโลกรัม/ตารางเมตร ตามเกณฑ์ Asian-Pacific) ร้อยละ 60.6; มีระยะเวลาการนอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน ร้อยละ 46.5; คะแนนระยะเวลาการนอนหลับเฉลี่ย 2.91 ± 2.74 คะแนน; และคะแนนคุณภาพการนอนหลับเฉลี่ย 2.29 ± 1.65 คะแนน คะแนนพฤติกรรมการนอนหลับมีความสัมพันธ์เชิงลบกับดัชนีมวลกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระยะเวลาการนอนหลับ (r = −0.237; p = .002) และคะแนนคุณภาพการนอนหลับ (r = −0.269; p < .001) ผลการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเชิงพหุตัวแปรด้วยวิธี enter หลังปรับอิทธิพลของอายุ ระยะเวลาการนอนหลับ การออกกำลังกายแบบแรงต้าน การออกกำลังกายแบบแอโรบิก พฤติกรรมเนือยนิ่ง โรคเบาหวาน และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ พบว่าคะแนนคุณภาพการนอนหลับที่เพิ่มขึ้น 1 คะแนน สัมพันธ์กับโอกาสเกิดภาวะอ้วนที่ลดลง (adjusted OR = 0.66; 95% CI = 0.50–0.86; p = .002) เช่นเดียวกับอายุ (adjusted OR = 0.96; 95% CI = 0.91–1.00; p = .036) และการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (adjusted OR = 0.61; 95% CI = 0.43–0.87; p = .006) ขณะที่โรคเบาหวานสัมพันธ์กับโอกาสเกิดภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้น (adjusted OR = 6.10; 95% CI = 1.47–25.35; p = .013)</p> <p><strong>สรุป: </strong>คะแนนคุณภาพการนอนหลับมีความสัมพันธ์เชิงลบกับดัชนีมวลกายและกับภาวะอ้วนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังปรับอิทธิพลของอายุ พฤติกรรมการออกกำลังกาย และโรคประจำตัว อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวาง จึงไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้ ผลการศึกษาชี้ว่าการประเมินคุณภาพการนอนหลับควรได้รับการพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผู้รับบริการในคลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต ร่วมกับการประเมินพฤติกรรมการออกกำลังกายและโรคประจำตัว</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/281260
ความชุกของการตรวจพบเซลล์ปากมดลูกผิดปกติระดับรุนแรงปานกลางถึงสูงในสตรีที่มาตรวจส่องกล้องปากมดลูกที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร
2026-07-13T09:33:56+07:00
ภัทริณี บุญญาภิสมภาร
first_pb@live.com
<p><strong>ความเป็นมา</strong><strong>: </strong>มะเร็งปากมดลูกพบได้บ่อยในสตรีไทย ปัจจุบันมีการรณรงค์การตรวจคัดกรองมากขึ้น นำไปสู่การตรวจส่องกล้องปากมดลูกที่มากขึ้น ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาความชุกของการตรวจพบเซลล์ปากมดลูกผิดปกติระดับรุนแรงปานกลางถึงสูง (HSIL/CIN2-3) จากการส่องกล้องปากมดลูก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>ศึกษาความชุกของการตรวจพบเซลล์ปากมดลูกผิดปกติระดับรุนแรงปานกลางถึงสูง ในสตรีที่รับการตรวจส่องกล้องปากมดลูกที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร และศึกษาผลการตรวจคัดกรองของสตรีที่พบเซลล์ปากมดลูกผิดปกติดังกล่าว</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังแบบตัดขวาง โดยศึกษาข้อมูลในสตรีที่เข้ารับการตรวจส่องกล้องปากมดลูกที่โรงพยาบาลสมุทรสาครในช่วง 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 จากบันทึกเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากข้อมูลสตรี 322 ราย พบว่ามีสตรีที่ตรวจพบเซลล์ปากมดลูกผิดปกติระดับรุนแรงปานกลางถึงสูง จำนวน 81 ราย คิดเป็นร้อยละ 25.2 โดยในสตรีที่ตรวจพบเซลล์ปากมดลูกผิดปกติดังกล่าวพบว่ามีผลตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติเป็นการติดเชื้อไวรัส HPV จำนวน 52 ราย (ร้อยละ 64.2) และผลตรวจคัดกรองแบบเซลล์ผิดปกติ จำนวน 29 ราย (ร้อยละ 35.8) โดยพบเป็น HSIL มากที่สุด จำนวน 16 ราย</p> <p><strong>สรุป: </strong>ความชุกของการตรวจพบเซลล์ปากมดลูกผิดปกติระดับรุนแรงปานกลางถึงสูงในสตรีที่เข้ารับการตรวจส่องกล้องปากมดลูกอยู่ที่ ร้อยละ 25.2 โดยผลตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีที่ตรวจพบเซลล์ผิดปกติดังกล่าวเป็นจากการติดเชื้อไวรัส HPV มากที่สุด</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/281044
อุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการล่าช้าของเด็กก่อนวัยเรียนในคลินิกพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี
2026-06-29T13:53:12+07:00
วริศรา ทองสีเข้ม
maprang.vs@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การเกิดพัฒนาการสงสัยล่าช้าในด้านการเคลื่อนไหว ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านการเข้าใจภาษา ด้านการใช้ภาษา และด้านการช่วยเหลือตัวเองและสังคมของเด็กก่อนวัยเรียน และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการสงสัยล่าช้าของเด็กก่อนวัยเรียนในคลินิกพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (retrospective descriptive study) โดยศึกษาผู้ป่วยเด็กอายุ 0–6 ปี เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่มารับบริการคลินิกพัฒนาการเด็ก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากการศึกษาผู้ป่วยทั้งหมด 210 ราย มีผู้ป่วยสงสัยพัฒนาการล่าช้า 163 ราย คิดเป็น ร้อยละ 77.6 และจากการวิเคราะห์แบบตัวแปรเดี่ยว พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะพัฒนาการล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ มารดาที่มีอายุขณะตั้งครรภ์มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี; การคลอดก่อนกำหนดที่อายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์; น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม; และคะแนน Apgar ที่ 5 นาที และที่ 10 นาที ที่น้อยกว่า 8 และ 9 ตามลำดับ ระยะเวลาการใช้สื่อหน้าจอมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน มีโอกาสเกิดภาวะพัฒนาการล่าช้า มากกว่าเด็กที่ใช้หน้าจอน้อยกว่า 2.17 เท่า และการมีกิจกรรมการอ่านนิทานให้เด็กฟัง มีโอกาสเกิดภาวะพัฒนาการทางภาษาล่าช้า น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่มีการอ่านนิทาน ซึ่งเป็นปัจจัยป้องกัน เมื่อวิเคราะห์แบบตัวแปรพหุ พบว่า ระยะเวลาการใช้สื่อหน้าจอที่มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ยังคงมีความสัมพันธ์กับภาวะพัฒนาการทางภาษาล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปัจจัยอื่น ได้แก่ อายุของมารดาขณะตั้งครรภ์ อายุครรภ์ น้ำหนักแรกเกิด คะแนน Apgar และกิจกรรมการอ่านนิทาน ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการปรับค่าปัจจัยร่วม</p> <p><strong>สรุป: </strong>จากการศึกษาพบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับภาวะพัฒนาการช้า ได้แก่ อายุครรภ์มารดาขณะตั้งครรภ์ ที่มากกว่า 35 ปี; อายุครรภ์ที่น้อยกว่า 37 สัปดาห์; น้ำหนักแรกเกิดที่น้อยกว่า 2,500 กรัม; คะแนน Apgar ที่อายุ 5 นาที และ 10 นาที ที่น้อยกว่า 8 และ 9 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อการพัฒนาของระบบประสาทและการเรียนรู้ในระยะยาว ดังนั้น การเฝ้าระวังและติดตามพัฒนาการของเด็กที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยเฉพาะเด็กที่เกิดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ เช่น การอ่านนิทานร่วมกับเด็ก และการจำกัดระยะเวลาการใช้สื่อหน้าจอ อาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะพัฒนาการล่าช้าและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้เหมาะสมตามวัยได้</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/281771
เปรียบเทียบอัตราและลักษณะการติดเชื้อในผู้ป่วยกระดูกยาวหักแบบเปิด จำแนกตามระยะเวลารอการผ่าตัดหลังรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
2026-08-10T14:26:25+07:00
เทพฤทธิ์ วงษารัตน์
teparitwong@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อเปรียบเทียบอัตราการติดเชื้อในผู้ป่วยกระดูกหักแบบเปิดของกระดูกยาวตามระยะเวลารอการผ่าตัดหลังรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เปรียบเทียบความรุนแรงของการติดเชื้อกับระยะเวลารอผ่าตัด วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลารอผ่าตัดกับช่วงเวลาการเริ่มต้นของการติดเชื้อ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการจำแนกตาม Gustilo-Anderson classification กับการเกิดการติดเชื้อ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยเชิงเปรียบเทียบแบบย้อนหลัง (retrospective comparative study) กลุ่มตัวอย่าง 158 ราย ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยกระดูกหักแบบเปิด 6 ส่วน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (ค่า IOC ≥0.50) และเกณฑ์การประเมินการติดเชื้อตาม CDC Guidelines for Prevention of Surgical Site Infection (2017) ร่วมกับเกณฑ์ของ Fracture-Related Infection Consensus Group (2018) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ chi-square test, Fisher's exact test</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>พบอัตราการติดเชื้อโดยรวม ร้อยละ 18.4 โดยกลุ่มที่ผ่าตัดภายใน 6 ชั่วโมง มีอัตราการติดเชื้อ ร้อยละ 19.7 กลุ่ม 6–24 ชั่วโมง ร้อยละ 12.7 และกลุ่มหลัง 24 ชั่วโมง ร้อยละ 29.2 ความรุนแรงของการติดเชื้อมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตามระยะเวลารอผ่าตัด (p < .05) แต่การเปรียบเทียบรายคู่ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ โดยกลุ่มที่ผ่าตัดภายใน 6 ชั่วโมง พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดส่วนลึก (deep SSI) ร้อยละ 71.4 ขณะที่กลุ่มผ่าตัดหลัง 24 ชั่วโมง พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดผิวเผิน (superficial SSI) ร้อยละ 71.4 ระดับความรุนแรงตาม Gustilo-Anderson classification มีความสัมพันธ์กับอัตราการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นตามระดับความรุนแรง</p> <p><strong>สรุป: </strong>โรงพยาบาลควรจัดลำดับความเร่งด่วนในการผ่าตัดโดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงตาม Gustilo-Anderson classification เป็นหลัก สามารถวางแผนผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องยึดถือ "กฎ 6 ชั่วโมง" อย่างเคร่งครัด ควรจัดอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในการประเมินระดับความรุนแรงตาม Gustilo-Anderson classification อย่างถูกต้อง และเน้นการจัดการบาดแผลเบื้องต้นที่มีคุณภาพ</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/282490
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเนือยนิ่งและการออกกำลังกายแบบแอโรบิกกับค่าดัชนีมวลกายและภาวะอ้วนในผู้เข้ารับบริการคลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี
2026-06-12T15:04:26+07:00
ธีรพงศ์ รัตนตันติกุล
aburame13@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมเนือยนิ่ง และการออกกำลังกายแบบแอโรบิก กับค่าดัชนีมวลกาย และภาวะอ้วน ในผู้เข้ารับบริการวัยทำงาน คลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิต ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง รวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลเวชระเบียนและแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มผู้รับบริการอายุ 18–59 ปี จำนวน 171 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (stepwise multiple regression) และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร (multivariable binary logistic regression) กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < .05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 65.5) อายุเฉลี่ย 46.09 ± 10.13 ปี ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 27.67 ± 6.34 กิโลกรัม/ตารางเมตร และพบความชุกของภาวะอ้วน สูงถึงร้อยละ 61.4 กลุ่มตัวอย่างมีระยะเวลาพฤติกรรมเนือยนิ่งเฉลี่ย 4.59 ± 2.23 ชั่วโมงต่อวัน และออกกำลังกายแบบแอโรบิกเฉลี่ย 65.79 ± 75.85 นาทีต่อสัปดาห์ ผลการวิเคราะห์พบว่าอายุและการออกกำลังกายแบบแอโรบิกมีความสัมพันธ์เชิงลบกับ ดัชนีมวลกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -0.448 และ r = -0.252 ตามลำดับ) โดยพบว่า อายุ และการออกกำลังกายแบบแอโรบิกสามารถร่วมกันทำนายความแปรปรวนของดัชนีมวลกาย ได้ร้อยละ 22.8 (adjusted R<sup>2</sup> = 0.228) นอกจากนี้พบว่า อายุ และการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็นปัจจัยป้องกันต่อภาวะอ้วน โดยผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้น 1 ปี มีโอกาสเกิดภาวะอ้วนลดลง ร้อยละ 8.1 (OR = 0.919; 95% CI = 0.882–0.957; p < .001) และการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เพิ่มขึ้น 1 นาทีต่อสัปดาห์ สัมพันธ์กับโอกาสเกิดภาวะอ้วนที่ลดลง ร้อยละ 1.0 (OR = 0.990; 95% CI = 0.984–0.995; p < .001) ขณะที่พฤติกรรมเนือยนิ่งไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดภาวะอ้วน</p> <p><strong>สรุป:</strong> การออกกำลังกายแบบแอโรบิกและอายุมีความสัมพันธ์เชิงลบกับดัชนีมวลกาย และเป็นปัจจัยป้องกันที่สำคัญต่อการลดความเสี่ยงภาวะอ้วนในกลุ่มประชากรนี้ ข้อมูลเชิงประจักษ์นี้สนับสนุนการออกแบบโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตแบบจำเพาะบุคคลที่เน้นการเพิ่มระยะเวลาการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการควบคุมน้ำหนัก</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/285040
ผลกระทบของระยะเวลารอคอยก่อนการผ่าตัดต่ออัตราการรอดชีวิตระยะยาวในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ระยะไม่แพร่กระจาย
2026-09-16T16:33:14+07:00
จุฑาภรณ์ สามสีทอง
csamseetong@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลารอคอยการผ่าตัด (time to surgery) กับอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี (5-year overall survival) และอัตราการปลอดโรคที่ 5 ปี (5-year disease-free survival) ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 1–3 ที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลนครปฐม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาย้อนหลัง (retrospective study) ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลนครปฐม ระหว่าง พ.ศ. 2560–2564 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์รวม 477 ราย และแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 4 กลุ่ม (ระยะเวลารอคอยผ่าตัดน้อยกว่า 4, 4–6, 6–8, และมากกว่า 8 สัปดาห์) และวิเคราะห์อัตรารอดชีวิตและอัตราปลอดโรคที่ 5 ปี ด้วยวิธีทางสถิติ Kaplan-Meier และปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดชีวิตและอัตราปลอดโรคที่ 5 ปี ด้วย multivariate Cox regression</p> <p> <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี (5-year overall survival) ของกลุ่มที่มีระยะเวลารอคอยรอผ่าตัดน้อยกว่า 4, 4–6, และ 6–8 สัปดาห์ อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน (ร้อยละ 83.8, 81.9, และ 80.9 ตามลำดับ) แต่อัตราการรอดชีวิตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่มีระยะเวลารอคอยผ่าตัดนานกว่า 8 สัปดาห์ เหลือเพียงร้อยละ 62.7 (p = .003) เช่นเดียวกับอัตราการปลอดโรคที่ 5 ปี (5-year disease-free survival) ที่ลดลงเหลือร้อยละ 54.9 (p < .001) จากการวิเคราะห์พหุตัวแปรพบว่า ระยะเวลารอคอยผ่าตัดนานกว่า 8 สัปดาห์ เพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตเป็น 1.792 เท่า (95% CI: 1.014–3.166; p = .045) และมีปัจจัยเสี่ยงอิสระอื่น ๆ ได้แก่ มะเร็งระยะที่ 3, มะเร็งชนิด triple negative, และ HER2 overexpression <br />ที่ส่งผลต่ออัตราการอดชีวิตและอัตราการปลอดโรคที่ลดลง</p> <p><strong>สรุป:</strong> ระยะเวลารอคอยการผ่าตัดที่นานเกิน 8 สัปดาห์ ส่งผลลบต่ออัตราการรอดชีวิต และอัตรา<br />การปลอดโรคอย่างชัดเจน การบริหารจัดการระบบบริการ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดภายในกรอบเวลานี้ (optimum window) ถือเป็นปัจจัยเชิงระบบที่สำคัญในการปรับปรุงผลลัพธ์การรักษา</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/282175
ปัจจัยสัมพันธ์กับการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำภายใน 30 วัน หลังจำหน่ายในผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบดื้อยาคาร์บาพีเนมที่โรงพยาบาลโพธาราม จังหวัดราชบุรี
2026-07-17T15:26:53+07:00
เอกรินทร์ ผิวนวล
ekarinpiwn@gmail.com
เยาวเรศ ขนเข็ม
gadeha.yao33@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำภายใน 30 วัน หลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบดื้อยาคาร์บาพีเนม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> รูปแบบการวิจัยแบบย้อนหลัง กลุ่มตัวอย่างถูกคัดเลือกโดยมีเกณฑ์ จำนวน 183 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการรักษา วิเคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกส์ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำภายใน 30 วัน ร้อยละ 19 โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำสูงสุด คือ จำนวนวันนอนโรงพยาบาล >28 วัน (adj. OR = 8.01; p = .023) รองลงมาคือ National Early Warning Score (NEWS2) แรกรับ ≥5 คะแนน (adj. OR = 7.41; p = .014) การได้รับยาโคลิสติน (adj. OR = 6.55; p = .025) การได้รับยาปฏิชีวนะ >14 วัน (adj. OR = 5.98; p = .003) อัลบูมินในเลือดต่ำ (<3.5 กรัมต่อเดซิลิตร) (adj. OR = 5.29; p = .015) ภาวะติดเตียง (adj. OR = 5.20; p = .022) และการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแบบผสม (adj. OR = 4.31; p = .026)</p> <p><strong>สรุป:</strong> วันนอนโรงพยาบาลที่ยาวนาน และคะแนน NEWS2 สูง เป็นปัจจัยที่เสี่ยงต่อการกลับมารักษาในโรงพยาบาลซ้ำสูงที่สุด รองลงมาคือ การได้รับยาโคลิสติน และการได้รับยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำ ผู้ป่วยติดเตียง และการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแบบผสม ทีมสหวิชาชีพจึงควรวางแผนดูแล และจัดการกับปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ตั้งแต่ระยะนอนโรงพยาบาลจนถึงหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงของการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำ</p>
2026-10-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5