https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/issue/feed
วารสารแพทย์เขต 4-5
2025-12-30T15:35:11+07:00
วารสารแพทย์ เขต 4-5
journal.region45@gmail.com
Open Journal Systems
<p>The Medical Journal of Regions 4-5 is a journal of the Medical Association of Regions 4-5. It aims to be a medium for exchanging knowledge, opinions, academic experiences in medicine and public health. and disseminating academic work to doctors, dentists, pharmacists and nurses of hospitals in the 5th health service network, namely hospitals in Nakhon Pathom, Ratchaburi, Suphan Buri, Kanchanaburi, Phetchaburi, Samut Songkhram, Samut Sakhon, Prachuap Khiri Khan. and other health fields</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279626
การจัดการทางทันตกรรมในผู้สูงอายุที่มีภาวะน้ำลายน้อยจากโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์: กรณีศึกษา
2025-12-30T15:16:40+07:00
นวฉัตร มีชำนะ
giftdent@yahoo.com
<p> ภาวะปากแห้งเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบทันตแพทย์ โดยมักให้ประวัติว่าเคี้ยวอาหารลำบาก มีการรับรสเปลี่ยนไป ไม่สามารถรับประทานอาหารรสจัด มีปัญหาในการใส่ฟันเทียมและปัญหาสุขภาพช่องปาก ซึ่งสาเหตุของภาวะปากแห้ง ได้แก่ การได้รับการฉายรังสีบริเวณศีรษะและใบหน้า โรคระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านเนื้อเยื่อตนเอง โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและโครงกระดูก ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ความผิดปกติของระบบประสาท โรคติดเชื้อ ความผิดปกติของพันธุกรรม ภาวะขาดน้ำ และการใช้ยาที่ทำให้เกิดภาวะปากแห้ง ผู้สูงอายุมักได้รับยาหลายประเภทเนื่องจากโรคประจำตัวที่มากขึ้น พบว่ายาจำพวกแอนติโคลิเนอร์จิก (anticholinergic drug) และยาแอนติมัสคารินิก (antimuscarinic drug) มีผลลดการหลั่งน้ำลายก่อให้เกิดภาวะปากแห้ง ทันตแพทย์มีบทบาทสำคัญในการตรวจ วินิจฉัยภาวะปากแห้ง รวมถึงการป้องกันภาวะแทรกซ้อนด้วยการให้การรักษาที่เหมาะสม บทความนี้เป็นรายงานผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 69 ปี ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ ได้รับการผ่าตัดและกลืนแร่ ปัจจุบันโรคอยู่ในระยะสงบ มีอาการปากแห้งร่วมกับการรับรสเปลี่ยนแปลงไป แสบร้อนเมื่อรับประทานอาหารรสจัด จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย พบว่ามีภาวะปากแห้งร่วมกับภาวะต่อมน้ำลายทำงานลดลง มีสันเหงือกว่างทั้งขากรรไกรบนและล่าง มีการอักเสบบริเวณมุมปาก (angular cheilitis) เมื่อได้รับการรักษาทางทันตกรรม ได้แก่ การใส่ฟันเทียมทั้งปาก ร่วมกับรักษาอาการปากแห้ง พบว่าช่องปากชุ่มชื้นขึ้น รับประทานอาหารได้ปกติ ความรู้สึกปากแห้งลดลง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279607
อัตราการรอดชีวิตและผลการรักษาในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจาย: การศึกษาย้อนหลังในสถาบันเดียว
2025-12-30T13:20:54+07:00
ดลยา ฟองกันทา
ormdonlaya@gmail.com
ฐิรธาดา ชาวหนองหิน
ormdonlaya@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาระยะเวลาโรคสงบ และระยะเวลาการรอดชีวิต ในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจาย 5 ปี รวมทั้งศึกษาปัจจัยการพยากรณ์โรค และศึกษาอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการให้ยาเคมีบำบัด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาย้อนหลัง ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจาย ของโรงพยาบาลนครปฐม ในช่วงเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2562–2567 ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบตัวแปรด้วย t test และ chi-square test รายงานอัตราการรอดชีวิต Kaplan-Meier test เปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตระหว่างกลุ่มใช้สถิติ log-rank test และ Cox regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ระยะเวลาโรคสงบในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจาย 5 ปี ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เดือน (HR 1.26; 95% CI 0.88–1.81; p = .206) และอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจาย 5 ปี ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 12 เดือน (HR 0.99; 95% CI 0.67–1.46; p = .964)</p> <p><strong>สรุป:</strong> อัตราการรอดชีวิตและผลการรักษาในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงระยะแพร่กระจาย ในโรงพยาบาลนครปฐม ในช่วงเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2562–2567) เป็นการเก็บข้อมูลจริงจากผู้ป่วยจำนวน 150 รายพบว่า ระยะเวลาโรคสงบย้อนหลัง 5 ปี ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เดือน คิดเป็นร้อยละ 8 และอัตราการรอดชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ 12 เดือน คิดเป็นร้อยละ 24 และพบว่าตำแหน่งที่มะเร็งกระจายไปที่ตับเป็นปัจจัยที่ผลต่อการพยากรณ์โรคทำให้การรอดชีวิตและระยะเวลาที่โรคสงบนั้นสั้นลง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279609
ความชุกและปัจจัยที่มีผลต่อความไม่เพียงพอในการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายในโรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี
2025-12-30T14:08:27+07:00
นุจจรินทร์ กำจรจิระพันธ์
k.nutcharin.da@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะไม่เพียงพอในการฟอกเลือดในผู้ป่วยไตเรื้อรัง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เป็นเวลา 4 ปี เครื่องมือใช้เป็นแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยฟอกเลือด และข้อมูลการรักษาใน HOSxP นำเสนอข้อมูลเป็นจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะไม่เพียงพอในการฟอกเลือดด้วยการวิเคราะห์ t test independent, chi-square test, และ binary logistic regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 129 ราย ความชุกของการเกิดความไม่เพียงพอในการฟอกเลือด คือ ร้อยละ 20.9 และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 5.3 เท่า (p = .004) ความถี่ในการฟอกเลือด 2 ครั้ง/สัปดาห์ พบมากกว่าการฟอกเลือด 3 ครั้ง/สัปดาห์ คิดเป็น 22.2 เท่า (p < .001) และชนิดเส้นฟอกเลือด double lumen catheter (DLC) เกิดความไม่เพียงพอสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p = .029) คิดเป็น 2.8 เท่าเมื่อเทียบกับเส้นฟอกชนิดอื่น ส่วนปัจจัยอื่นไม่มีผลต่อความไม่เพียงพอในการฟอกเลือด </p> <p><strong>สรุป:</strong> เพศ ความถี่ในการฟอกเลือด ชนิดของเส้นฟอกเลือดเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความเพียงพอในการฟอกเลือด</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279611
การรักษาหลอดเลือดดำใหญ่ชั้นตื้นที่ขาผ่านสายสวนด้วยจี้ไฟฟ้าภายในหลอดเลือด : การศึกษาความเป็นไปได้ในชิ้นเนื้อนอกร่างกาย
2025-12-30T14:13:52+07:00
จารุนี เจียมประเสริฐบุญ
jarunee38584@gmail.com
บุณฑริกา จุนถาวร
boontarika_jun@yahoo.com
<p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินความเป็นไปได้ กำหนดการตั้งค่ากำลังไฟฟ้าและระยะเวลาการจี้ไฟฟ้า นำไปสู่ค่าพลังงานที่เหมาะสมและประเมินประสิทธิภาพการทำลายเยื่อบุผนังหลอดเลือดดำใหญ่ชั้นตื้นที่ขา (great saphenous vein: GSV) ตั้งแต่ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก รวมถึงเนื้อเยื่อภายนอกหลอดเลือดด้วยตาเปล่าและทางพยาธิวิทยา สำหรับการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้าศัลยกรรมมาตรฐาน ร่วมกับขดลวดตัวนำแบบโลหะ เพื่อใช้จี้ไฟฟ้าสำหรับการรักษาหลอดเลือดดำชั้นตื้นที่ขาจากสายสวนภายในหลอดเลือด ในแบบจำลองนอกร่างกาย (ex vivo model)</p> <p><strong> วิธีการศึกษา:</strong> ศึกษาชิ้นเนื้อ GSV จำนวน 20 ชิ้น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ตามกำลังไฟฟ้า (50 และ 60 วัตต์) และระยะเวลาการจี้ (5 และ 10 วินาที) ประเมินผลโดยการตรวจสอบลักษณะการทำลายเนื้อเยื่อผนังหลอดเลือดด้วยตาเปล่า และวิเคราะห์ความลึกของการทำลายด้วยกล้องจุลทรรศน์</p> <p><strong> ผลการศึกษา:</strong> ไม่พบการทำลายของเนื้อเยื่อภายนอกผนังหลอดเลือด GSV ที่ตรวจพบได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้องจุลทรรศน์ในกลุ่มที่ใช้กำลังไฟฟ้า 50 วัตต์ ขณะที่กลุ่ม 60 วัตต์ พบการทำลายของเนื้อเยื่อภายนอกผนังหลอดเลือดอย่างชัดเจน โดยมีอัตราการทำลายภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ร้อยละ 70 พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่ม ตามกำลังไฟฟ้าและระยะเวลา ในด้านความลึกของการทำลายเนื้อเยื่อ (p = .018) การทำลายชั้นนอกสุดของผนังหลอดเลือด (p = .003) และการทำลายของเนื้อเยื่อภายนอกหลอดเลือด (p = .013) การตั้งค่ากำลังไฟฟ้าที่ 50 วัตต์ เป็นเวลา 10 วินาที ให้ผลการรักษา GSV ภายในหลอดเลือดได้ครบทุกชั้นอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่กระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง</p> <p><strong>สรุป:</strong> การใช้เครื่องจี้ไฟฟ้ามาตรฐานที่กำลังไฟฟ้า 50 วัตต์ และระยะเวลาจี้ 10 วินาที สามารถรักษา GSV ในแบบจำลองชิ้นเนื้อผ่านสายสวนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เกิดการทำลายเนื้อเยื่อภายนอกผนังหลอดเลือด ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเครื่องจี้ไฟฟ้าที่ใช้ในงานศัลยกรรมทั่วไป อาจจะเป็นทางเลือกในการรักษา GSV ควรได้รับการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลดังกล่าว</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279612
การศึกษาเปรียบเทียบการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในช่วง 24–28 สัปดาห์ ระหว่างกลุ่มที่มีผล การตรวจความทนต่อกลูโคส 100 กรัม ปกติและผิดปกติ 1 ค่า จากการตรวจก่อนอายุครรภ์ 24 สัปดาห์
2025-12-30T14:21:49+07:00
ชินรัตน์ ตั้งอุไทกูลย์
Chinrattang@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes: GDM) ในช่วงอายุครรภ์ 24–28 สัปดาห์ ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีผลการตรวจความทนต่อกลูโคส 100 กรัมปกติและผิดปกติ 1 ค่า จากการตรวจก่อน อายุครรภ์ 24 สัปดาห์</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาไปข้างหน้า (prospective cohort study) ดำเนินการ ในหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ที่คลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลอำนาจเจริญ ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ผู้เข้าร่วมที่ได้รับการตรวจความทนต่อกลูโคส 100 กรัม ก่อนอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม: กลุ่มผลปกติ และกลุ่มผลผิดปกติ 1 ค่า ผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้รับการตรวจความทนต่อกลูโคส 100 กรัม (OGTT) ซ้ำที่อายุครรภ์ 24–28 สัปดาห์ เพื่อวินิจฉัยภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยใช้สถิติ chi-square test และ logistic regression เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และปรับค่าปัจจัยร่วม</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 512 ราย กลุ่มที่มีผลผิดปกติ 1 ค่า (n = 60) มีอุบัติการณ์การเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์สูงถึง ร้อยละ 66.7 เทียบกับกลุ่มปกติ (n = 452) ที่มีอุบัติการณ์ ร้อยละ 9.5 (p < .001) หลังการปรับปัจจัยร่วม (ภาวะมารดาอ้วน; ประวัติคลอดทารกน้ำหนัก ≥4,000 กรัม; และประวัติญาติสายตรงเป็นเบาหวาน) ผลผิดปกติ 1 ค่า เป็นปัจจัยทำนายอิสระที่สำคัญที่สุดต่อการเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (adjusted OR 17.3; 95% CI 9.1–32.7) นอกจากนี้ กลุ่มเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่มาจากกลุ่มที่มีผลการตรวจผิดปกติ 1 ค่า มีสัดส่วนที่ต้องใช้อินซูลิน/ยา (GDMA2) สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (30.0% เทียบกับ 7.0%; p < .001)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลตรวจ OGTT 100 กรัม ผิดปกติ 1 ค่า ก่อนอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ เป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์กลุ่มนี้ควรถือเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูงที่แตกต่างจากกลุ่มปกติ และจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดร่วมกับการตรวจซ้ำ เพื่อการวินิจฉัยและจัดการที่ทันท่วงที</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279613
ความชุกและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะไข้ชักซ้ำหลังจากเกิดไข้ชักครั้งแรกในผู้ป่วยเด็ก อายุ 6 เดือนถึง 5 ปี โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
2025-12-30T14:27:56+07:00
นริศา ประโมจนีย์
Knarisa7@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะไข้ชักซ้ำหลังจากเกิดไข้ชักครั้งแรก ในผู้ป่วยเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี ในโรงพยาบาลดำเนินสะดวก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังโดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลดำเนินสะดวก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 นำเสนอข้อมูลเป็นจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะไข้ชักซ้ำด้วยการวิเคราะห์ t test independent และ chi-square test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 144 ราย พบความชุกของภาวะไข้ชักซ้ำ จำนวน 50 ราย (ร้อยละ 34.7) ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะไข้ชักครั้งแรกแล้วเกิดไข้ชักซ้ำ มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าไม่เกิดไข้ชักซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยพบว่าอายุที่เกิดภาวะไข้ชักครั้งแรกไม่เกิน 2 ปี มีผลต่อการเกิดภาวะไข้ชักซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) อุณหภูมิของร่างกายแรกรับในโรงพยาบาลเฉลี่ยเมื่อเกิดไข้ชักครั้งแรกแล้วเกิดภาวะไข้ชักซ้ำ น้อยกว่าไม่เกิดไข้ชักซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และประวัติไข้ชักในครอบครัวมีผลต่อการเกิดภาวะไข้ชักซ้ำหลังเกิดไข้ชักครั้งแรกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ความชุกของภาวะไข้ชักซ้ำหลังจากเกิดไข้ชักครั้งแรกในโรงพยาบาลดำเนินสะดวกสูงกว่าการศึกษาส่วนใหญ่ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะไข้ชักซ้ำ คือ อายุที่เกิดภาวะไข้ชักครั้งแรก อุณหภูมิของร่างกายแรกรับในโรงพยาบาลเมื่อเกิดไข้ชักครั้งแรก และประวัติไข้ชักในครอบครัว</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279614
ความสัมพันธ์ของระดับ Maternal Serum Alpha-Fetoprotein (MSAFP) ในช่วงไตรมาสที่ 2 ต่ออาการไม่พึงประสงค์ของมารดาและทารกแรกเกิด ในโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา
2025-12-30T14:33:44+07:00
เพชรรัตน์ ปิ่นประชานันท์
petch_tarn131@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับ maternal serum alpha fetoprotein (MSAFP) ในช่วงไตรมาสที่ 2 ต่ออาการไม่พึงประสงค์ของมารดาและทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการศึกษาแบบ retrospective cohort study ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์เดี่ยวที่ได้รับการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมโดยวิธี quadruple test ในโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2567 และตรวจไม่พบความผิดปกติของทารกจากการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง คำนวณขนาดตัวอย่าง ได้กลุ่ม maternal serum alpha-fetoprotein (MSAFP) >2 MoM 73 ราย และ MSAFP ≤2 MoM 146 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ chi-square test หรือ Fisher’s exact test, independent t test, log-binomial regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่า ค่าระดับ MSAFP สูงผิดปกติมีผลต่อภาวะครรภ์เป็นพิษหรือความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ adj. RR = 4.69 (95% CI = 1.46–15.02), ภาวะคลอดก่อนกำหนด adj. RR = 9.94 (95% CI = 3.05–32.35), ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวต่ำกว่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 10 ตามอายุครรภ์ adj. RR = 18.33 (95% CI = 3.67–91.47) และทารกแรกเกิดเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต (NICU) adj. RR = 6.20 (95% CI = 1.82–21.13) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป: </strong>ระดับ MSAFP ที่สูงผิดปกติในช่วงไตรมาสที่ 2 มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับอาการไม่พึงประสงค์ของมารดาและทารกแรกเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะครรภ์เป็นพิษหรือความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด ทารกแรกเกิดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อายุครรภ์และการเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279615
ความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาการนอนในผู้ป่วยเด็กสมาธิสั้นและออทิสติก ต่อระดับความเครียดและปัญหาการนอนในผู้ดูแล
2025-12-30T14:38:37+07:00
อนุวรรตน์ ศิริพงษ์เวคิน
faie7164@gmail.com
<p><strong>ความเป็นมาและความสำคัญ</strong><strong>: </strong>ปัญหาการนอนเป็นหนึ่งในอาการร่วมที่พบได้บ่อย ในผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นและโรคออทิสติก แต่ไม่ค่อยได้รับการตรวจประเมิน เนื่องจากไม่ใช่อาการหลัก รวมทั้งการประเมินผลกระทบต่อผู้ป่วยเด็กและผู้ดูแลยังไม่ชัดเจน การทำความเข้าใจปัญหาการนอนหลับในเด็กโรคสมาธิสั้นและโรคออทิสติก รวมทั้งผลกระทบจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาและให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นองค์รวม แก่ผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป<strong> วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาการนอนของผู้ป่วยเด็กโรคสมาธิสั้นและผู้ป่วยเด็กโรคออทิสติก กับระดับความเครียดและปัญหาการนอนของผู้ดูแล<strong> วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาแบบภาคตัดขวาง (cross-sectional study) โดยเก็บข้อมูลผู้ดูแลเด็กโรคสมาธิสั้นและโรคออทิสติก ช่วงอายุ 2–13 ปี ที่มารับบริการ ในคลินิกสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในช่วงเดือน มกราคม–มิถุนายน พ.ศ. 2568 ทำการเก็บข้อมูลทั่วไป ประเมินปัญหาการนอนของเด็กและผู้ดูแล โดยใช้แบบสอบถามปัญหาการนอนของเด็กฉบับภาษาไทย (children's sleep habits questionnaire; CSHQ Thai version) และแบบประเมินตัวชี้วัดคุณภาพการนอนหลับฉบับภาษาไทย (sleep condition indicator: SCI Thai version) และประเมินระดับความเครียดของผู้ดูแลโดยใช้แบบประเมินความเครียดฉบับศรีธัญญา (ST-5) นำเสนอข้อมูลเป็นจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคำนวณความสัมพันธ์แบบ 2 ตัวแปร ด้วย Spearman rank correlation coefficient ที่ค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 95</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ดูแลจำนวน 126 คน เป็นผู้ดูแลเด็กสมาธิสั้น จำนวน 80 คน และผู้ดูแลเด็กออทิสติก จำนวน 46 คน พบว่า เด็กกลุ่มสมาธิสั้นมีคะแนนเฉลี่ย 50.26 ± 10.20 และมีปัญหาการนอน ร้อยละ 83.8 ส่วนกลุ่มออทิสติกมีคะแนนเฉลี่ย 51.65 ± 9.51 และมีปัญหาการนอน ร้อยละ 89.1 ลักษณะอาการย่อยที่พบมากที่สุด ได้แก่ การไม่ยอมเข้านอน รองลงมา คือ ระยะเวลาการนอน และความวิตกกังวลก่อนนอน สำหรับผู้ดูแล พบว่าผู้ดูแลเด็กสมาธิสั้นมีปัญหาการนอน ร้อยละ 61.2 และมีภาวะความเครียด ร้อยละ 26.4 ขณะที่ผู้ดูแลเด็กออทิสติกมีปัญหาการนอน ร้อยละ 50 และมีภาวะความเครียด ร้อยละ 31.8 ปัญหาการนอนของเด็กทั้งกลุ่มสมาธิสั้นและออทิสติกมีความสัมพันธ์กับสุขภาวะการนอนหลับของผู้ดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01) และสัมพันธ์กับระดับความเครียดของผู้ดูแลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)</p> <p><strong>สรุป: </strong>ปัญหาการนอนในผู้ป่วยเด็กสมาธิสั้นและออทิสติกมีความสัมพันธ์ต่อระดับความเครียดและปัญหาการนอนในผู้ดูแล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ควรมีการประเมินปัญหาการนอนในเด็กและผู้ดูแล รวมถึงการติดตามระดับความเครียดของผู้ดูแลอย่างต่อเนื่อง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279618
การฟื้นฟูสมรรถภาพปอดที่บ้านในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระดับปานกลางและรุนแรง โรงพยาบาลสมุทรสาคร
2025-12-30T14:43:55+07:00
วิชิต กาจเงิน
wichit.md@gmail.com
ณรงค์กร ซ้ายโพธิ์กลาง
wichit.md@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดที่บ้านของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ในเรื่อง physical capacity โดยใช้การตรวจ 6 minute walk test (6MWT) และในเรื่อง functional performance โดยใช้คะแนนของ St. George’s Respiratory Questionaire (SGRQ) และผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ (spirometry) รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลันในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง โดยใช้ คะแนน modified Medical Research Council dyspnea scale (mMRC) และ COPD assessment test (CAT)</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า (prospective experimental study) โดยเก็บข้อมูลจากการซักประวัติและแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่คลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ตรวจ 6MWT โดยทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมุทรสาคร พร้อมทั้งสอนวิธีการทำกายภาพเองต่อที่บ้าน ร่วมกับผลการตรวจสมรรถภาพปอดด้วยสไปโรเมตรีย์ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 และ 12 สัปดาห์ถัดมา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจำนวน 82 ราย ที่มารักษาคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลสมุทรสาคร พบว่า มีอายุเฉลี่ย 68.55 ± 9.76 ปี เป็นเพศชาย 62 ราย (ร้อยละ 83.8) มีน้ำหนักเฉลี่ย 61.3 ± 14.5 กิโลกรัม ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 23.21 ± 5.42 กิโลกรัม/ตารางเมตร ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 50 ราย ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดที่บ้าน และ 24 ราย อยู่ในกลุ่มควบคุม โดยทั้งสองกลุ่มมีข้อมูลพื้นฐานคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ น้ำหนัก ระดับความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคประจำตัวร่วม รวมทั้งผลการตรวจต่าง ๆ ของการตรวจสมรรถภาพปอดด้วยสไปโรเมตรีย์ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่มีการทำกายภาพเองที่บ้าน มีระยะทางการเดิน (เมตร) เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมเมื่อจบโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .001; 95% CI: -72, -32.8) และผลต่างความอิ่มตัวของออกซิเจนในกลุ่มที่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดที่บ้านน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .01; 95% CI: 0.3%, 1.9%) ส่วนคะแนนของ SGRQ ในกลุ่มที่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดทั้งสามส่วน ไม่ว่าจะเป็น อาการ การทำกิจกรรมและผลกระทบ มีคะแนนลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .05) ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติจากคะแนนรวมทั้งหมดของ SGRQ พบว่ากลุ่มที่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดที่บ้าน มีคะแนนลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .001) โดยผลต่างคะแนนผลรวมทั้งหมด เท่ากับ 1.9 ± 8 ในกลุ่มควบคุมและ -6.7 ± 9.8 ในกลุ่มทดลอง (p ≤ .001; 95% CI: 3.9, 13.1) นอกจากนี้ ผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ พบว่า ผลต่างของ %predicted FEV1, %predicted FEV1/FVC, และ %predicted FEF25-75% ของก่อนและหลังการได้รับฟื้นฟูสมรรถภาพปอดที่บ้านดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < .001) </p> <p><strong>สรุป: </strong>โปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดที่บ้าน เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีและง่าย ช่วยทำให้ผู้ป่วย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระดับปานกลางและรุนแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้เอง หากมีการสนับสนุนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลให้ความสามารถในการออกกำลังกายและกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นในอนาคตได้</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279621
ปัจจัยที่มีผลต่อการให้เลือดในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในโรงพยาบาลดำเนินสะดวก
2025-12-30T14:51:08+07:00
ลลิตา พฤกษ์โสภณ
beau_boa@hotmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการให้เลือดในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในโรงพยาบาลดำเนินสะดวก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาแบบพรรณนาโดยเก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยทุกรายที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (hip arthroplasty) ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 ถึงวันที่ 30 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 นำเสนอข้อมูลเป็นจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการให้เลือดด้วย t test independent, chi-square test และเปรียบเทียบสัดส่วนความเสี่ยง (odds ratio) ระหว่างกลุ่มให้เลือดกับกลุ่มไม่ให้เลือด ด้วยการวิเคราะห์ binary logistic regression และการประมาณค่าขอบเขตความเชื่อมั่น ร้อยละ 95 (95% confidence interval: 95% CI)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 108 ราย พบว่ากลุ่มให้เลือดมีค่าฮีโมโกลบินและค่าฮีมาโตคริตก่อนผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่มไม่ให้เลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ระยะเวลาผ่าตัด ปริมาณสารน้ำที่ได้รับระหว่างผ่าตัด และปริมาณเลือดที่เสียระหว่างผ่าตัดของกลุ่มให้เลือดมากกว่ากลุ่มไม่ให้เลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) รวมถึงพบว่าการผ่าตัด total hip arthroplasty เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการให้เลือดในผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ทั้งนี้พบว่าปริมาณเลือดที่เสียระหว่างผ่าตัดเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด (OR = 1.005; 95% CI = 1.002–1.009; p = .005) โดยปริมาณเลือดที่เสียระหว่างผ่าตัดเพิ่มขึ้น 1 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะได้รับเลือดเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.5</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ปัจจัยที่มีผลต่อการให้เลือดในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม คือ ค่าฮีโมโกลบินก่อนผ่าตัด ค่าฮีมาโตคริตก่อนผ่าตัด ระยะเวลาผ่าตัด ปริมาณสารน้ำที่ได้รับระหว่างผ่าตัด ปริมาณเลือดที่เสียระหว่างผ่าตัด และการผ่าตัดแบบ total hip arthroplasty</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279622
ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับโรคพังผืดที่จอประสาทตาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
2025-12-30T14:56:58+07:00
พิชญะ เลาหชัย
pitchayah.l@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคพังผืดที่จอประสาทตา (epiretinal membrane: ERM) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตาผิดปกติจากเบาหวาน (diabetic retinopathy: DR) ณ โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์และภาพถ่ายจอประสาทตาของผู้ป่วย จำนวน 313 ราย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติอ้างอิงใช้ independent t test, chi-square test, และ binary logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พบความชุกของ ERM เท่ากับร้อยละ 45.0 โดยมีการเกิดพังผืดทั้งสองข้างใน ร้อยละ 61.8 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิด ERM อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ (OR = 1.103), น้ำวุ้นตาลอกหลุด (posterior vitreous detachment: PVD) (OR = 2.02), การผ่าตัดต้อกระจก (OR = 4.43), และการยิงเลเซอร์ที่จอประสาทตา (OR = 6.79)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ความชุกของ ERM ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่เคยได้รับหัตถการทางตา การคัดกรองและติดตามกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิดอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279623
การพัฒนารูปแบบกระบวนการจัดการปัญหาวัณโรคโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง
2025-12-30T15:01:25+07:00
มีโชคชัย วิเศษสิทธิโชค
drmeechokchai@gmail.com
เสาวคนธ์ แจ่มจันทร์
drmeechokchai@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดในชุมชน พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคปอดในอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง และประเมินผลการนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปใช้จริงในการดูแลผู้ป่วยวัณโรค</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ใช้ทฤษฎีระบบเป็นกรอบแนวคิด และแนวทางการบริหารคุณภาพแบบ PDCA (Plan–Do–Check–Act) ร่วมกับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในชุมชน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “End TB Strategy” ขององค์การอนามัยโลก กลุ่มตัวอย่างจำนวน 93 คน ประกอบด้วย ทีมสหวิชาชีพด้านวัณโรค พยาบาล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้นำชุมชน และผู้ป่วยวัณโรคปอด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกผลการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบว่าก่อนการพัฒนา ระบบการดำเนินงานวัณโรคในชุมชนมีข้อจำกัดด้านการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ครอบคลุม การติดตามผู้ป่วยที่ไม่ต่อเนื่อง และการสื่อสารระหว่างหน่วยบริการยังไม่เป็นเอกภาพ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นคือ “THAI-CURE Model” ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก ครอบคลุมการค้นหา การรักษา การติดตาม และการสนับสนุนแบบมีส่วนร่วมของชุมชน หลังการนำรูปแบบไปใช้ พบว่าผลลัพธ์ด้านการดูแลผู้ป่วยวัณโรคดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเพิ่มจาก ร้อยละ 76.6 เป็น 96.8, อัตราความสำเร็จของการรักษาเพิ่มจาก ร้อยละ 80.2 เป็น 95.5, อัตราการขาดยาลดลงจาก ร้อยละ 6.7 เหลือ ร้อยละ 2.1, และอัตราการเสียชีวิตลดลง ร้อยละ 78.2 จาก ร้อยละ 6.6 เหลือ ร้อยละ 1.4 นอกจากนี้ การดำเนินงานวัณโรคในชุมชนผ่านเกณฑ์คุณภาพระดับดีเยี่ยม</p> <p><strong>สรุป:</strong> การพัฒนา “THAI-CURE Model” มีประสิทธิผลในการเสริมสร้างระบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคในชุมชนให้มีความครอบคลุม ต่อเนื่อง และยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก และกรมควบคุมโรค พ.ศ. 2566 ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน การกำกับการกินยาแบบดิจิทัล และการทำงานแบบทีมสหวิชาชีพเป็นกลไกหลักของความสำเร็จ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279625
ประสิทธิผลของโปรแกรมการควบคุมอาหารแบบการอดอาหารเป็นช่วงเวลาต่อดัชนีมวลกายของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมะการักษ์
2025-12-30T15:07:54+07:00
ศิริรัตน์ วรรณศิริ
rirat10732@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> 1) เพื่อเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกายของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมะการักษ์ที่ได้รับโปรแกรมการควบคุมอาหารแบบการอดอาหารเป็นช่วงเวลา ก่อนเข้าร่วมและหลังสิ้นสุดโปรแกรม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกายของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมะการักษ์ ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการควบคุมอาหารแบบการอดอาหารเป็นช่วงเวลา กับกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำตามปกติหลังสิ้นสุดโปรแกรม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (quasi – experimental research) แบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลัง (two group pre–posttest) ทำการศึกษาในเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมะการักษ์ จำนวน 60 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการควบคุมอาหารแบบการอดอาหารเป็นช่วงเวลา กับกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำตามปกติ กลุ่มละ 30 คน ดำเนินการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2567 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย สถิติพรรณนา ได้แก่ การแจงแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอ้างอิง chi square test, independent t test, และ dependent t test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการควบคุมอาหารแบบการอดอาหารเป็นช่วงเวลา ค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายก่อนเข้าร่วมและหลังสิ้นสุดโปรแกรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .27) แต่มีค่าลดลง จาก 31.69 เหลือ 31.48 กิโลกรัม/ตารางเมตร ในกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำตามปกติ ค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายก่อนและหลังไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .67) แต่มีค่าเพิ่มขึ้น จาก 31.64 เป็น 31.67 กิโลกรัม/ตารางเมตร โดยหลังจากสิ้นสุดโปรแกรม พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการควบคุมอาหารแบบการอดอาหารเป็นช่วงเวลากับกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำตามปกติ มีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .88) แต่กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการควบคุมอาหารแบบการอดอาหารเป็นช่วงเวลา มีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายเท่ากับ 31.48 กิโลกรัม/ตารางเมตร ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับคำแนะนำตามปกติ มีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายเท่ากับ 31.67 กิโลกรัม/ตารางเมตร</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>โปรแกรมการควบคุมอาหารแบบการอดอาหารเป็นช่วงเวลานี้ ไม่มีผลต่อดัชนีมวลกาย (BMI) ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมะการักษ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม แต่อาจจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีดัชนีมวลกายสูง หรือมีปัญหาเรื่องการออกกำลังกาย สามารถกำหนดเวลารับประทานอาหารได้โดยไม่ต้องจำกัดปริมาณอาหาร</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025