วารสารแพทย์เขต 4-5 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45 <p>The Medical Journal of Regions 4-5 is a journal of the Medical Association of Regions 4-5. It aims to be a medium for exchanging knowledge, opinions, academic experiences in medicine and public health. and disseminating academic work to doctors, dentists, pharmacists and nurses of hospitals in the 5th health service network, namely hospitals in Nakhon Pathom, Ratchaburi, Suphan Buri, Kanchanaburi, Phetchaburi, Samut Songkhram, Samut Sakhon, Prachuap Khiri Khan. and other health fields</p> th-TH <p>ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนบทความ แต่หากผลงานของท่านได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ลงวารสารแพทย์เขต 4-5 จะคงไว้ซึ่งสิทธิ์ในการตีพิมพ์ครั้งแรกด้วยเหตุที่บทความจะปรากฎในวารสารที่เข้าถึงได้ จึงอนุญาตให้นำบทความในวารสารไปใช้ประโยชน์ได้ในเชิงวิชาการโดยจำเป็นต้องมีการอ้างอิงถึงชื่อวารสารอย่างถูกต้อง แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์</p> journal.region45@gmail.com (วารสารแพทย์ เขต 4-5) journal.region45@gmail.com (อทิตยา คำแดง) Tue, 07 Jul 2026 16:50:46 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การตั้งแนวฟันกรามด้วยการจัดฟันเพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยทันตกรรมประดิษฐ์: รายงานผู้ป่วยกรณีศึกษา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279882 <p> การตั้งแนวฟันกรามล่างซี่ที่สองให้ตั้งตรงร่วมกับการเคลื่อนฟันกรามล่างไปด้านหน้าเพื่อปิดช่องว่าง ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญทางทันตกรรมจัดฟัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องถอนฟันกรามล่างซี่ที่หนึ่งซึ่งมีการผุลุกลามอย่างรุนแรง รายงานผู้ป่วยนี้นำเสนอผลการรักษาที่ประสบความสำเร็จในการตั้งแนวแกนฟันกรามล่างซี่ที่สองและการเคลื่อนฟันดังกล่าวมาปิดช่องว่าง ส่งผลให้สามารถลดความจำเป็นในการใส่ฟันทดแทนได้ ผู้ป่วยเป็นเด็กหญิงไทยอายุ 12 ปี มีลักษณะฟันซ้อนเกอย่างมาก ร่วมกับฟันหน้าบนยื่น และฟันกรามล่างซี่ที่สองล้มเอียงและฝังตัว การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันดำเนินการโดยใช้เทคนิคการใช้ลวดต่อเนื่องเส้นเดียว (continuous straight-wire) ร่วมกับลวดนิกเกิล–ไทเทเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติความยืดหยุ่นยิ่งยวด (superelasticity) และการจดจำรูปร่าง (shape memory) ให้แรงทางกลที่เบาและคงที่ ส่งผลให้สามารถตั้งแนวฟันกรามล่างซี่ที่สองให้ตั้งตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการรักษาแสดงให้เห็นว่า เทคนิคดังกล่าวเป็นวิธีที่เรียบง่าย มีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้ในการตั้งแนวฟันกรามล่างให้ตั้งตรง พร้อมทั้งเคลื่อนฟันไปด้านหน้าเพื่อปิดช่องว่างและลดความจำเป็นในการใส่ฟันเทียมทดแทนในผู้ป่วยได้</p> ดวงฤดี พลนิวัตน์วงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279882 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์ช่วงต้นภายหลังการผ่าตัดซ่อมแซมหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอกด้วยหลอดเลือดเทียม ผ่านสายสวน สำหรับโรคความผิดปรกติต่าง ๆ ของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอก ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช สุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279991 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอัตราความสำเร็จทางเทคนิค อัตราตายใน 90 วัน ลักษณะทางพยาธิสภาพ ผลลัพธ์ทางคลินิกในระยะสั้น และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัดซ่อมแซมหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอกด้วยขดลวดหุ้มกราฟต์ผ่านสายสวน (TEVAR) ในผู้ป่วยของโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช</p> <p><strong> วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (retrospective cohort analytic study) ในผู้ป่วย จำนวน 65 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีพยาธิสภาพของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องอก และเข้ารับการรักษาด้วยหัตถการ TEVAR ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน รายละเอียดทางหัตถการ และผลลัพธ์หลังการรักษา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 80.0, มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 73.8, มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ร้อยละ 98.5, โรคไตวายเรื้อรัง ร้อยละ 26.2, พยาธิสภาพที่ได้รับการรักษามากที่สุด คือ หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ร้อยละ 55.3 รองลงมา คือ หลอดเลือดแดงใหญ่แตกเซาะ (aortic dissection type B) ร้อยละ 32.3, ตำแหน่งที่ปล่อยขดลวดหุ้มกราฟต์ (stent graft landing zone) ที่ zone 1 มากที่สุด ร้อยละ 44.6, ระยะเวลาการนอนใน ICU 1 วัน ร้อยละ 70.8, เกิดภาวะ hemothorax/pleural effusion ร้อยละ 12.3 และภาวะไตวายเฉียบพลัน ร้อยละ 21.5 พบว่า มีผู้ป่วยชาย 2 ราย (ร้อยละ 3.1) เกิดภาวะ endoleak ชนิดที่ IA ซึ่งสามารถวินิจฉัยจากการฉีดสารทึบแสงในห้องผ่าตัดและได้รับการแก้ไขทันที และเมื่อติดตามการรักษาด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลังผ่าตัดที่ 90 วัน พบว่ามี endoleak ชนิดที่ II 5 ราย (ร้อยละ 7.7) และ distal stent graft-new entry (SINE) ร้อยละ 3.1 ซึ่งได้รับการรักษาด้วยยาและติดตามอย่างต่อเนื่อง จึงมีอัตราความสำเร็จทางเทคนิค ร้อยละ 100 และหลังการผ่าตัดไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิตภายใน 90 วัน</p> <p><strong>สรุป: </strong>การผ่าตัด TEVAR ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช แสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ทางการรักษาที่ดี โดยมีอัตราความสำเร็จทางเทคนิคสูง และปราศจากอัตราการเสียชีวิตหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในช่วง 90 วัน</p> พีรพัฒน์ คงมาลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279991 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความไม่แม่นยำของการตรวจวินิจฉัยพยาธิสภาพของตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี ด้วยการเจาะเก็บชิ้นเนื้อผ่านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารด้วยคลื่นความถี่สูงในโรงพยาบาลราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280023 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความไม่แม่นยำของการตรวจวินิจฉัยพยาธิสภาพของตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี ด้วยการเจาะเก็บชิ้นเนื้อผ่านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารด้วยคลื่นความถี่สูง ในโรงพยาบาลราชบุรี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาแบบวิเคราะห์ย้อนหลังในผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดีที่เข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วยการเจาะเก็บชิ้นเนื้อผ่านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารด้วยคลื่นความถี่สูง ในโรงพยาบาลราชบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566–31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เป็นระยะเวลา 2 ปี จำนวน 102 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบบันทึกการเก็บข้อมูลปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อความไม่แม่นยำของการตรวจ นำมาวิเคราะห์ด้วย Fisher’s exact test, odds ratio โดยนำปัจจัยที่มีค่า p-value น้อยกว่า .05 มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแบบหลายตัวแปรด้วยสถิติถดถอยพหุลอจิสติก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> การตรวจวินิจฉัยพยาธิสภาพของตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี ด้วยการเจาะเก็บชิ้นเนื้อผ่านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารด้วยคลื่นความถี่สูง สามารถเก็บชิ้นเนื้อได้เพียงพอในการแปลผลทางพยาธิวิทยาได้สูงถึง ร้อยละ 99 แต่ยังมีความไม่แม่นยำในการวินิจฉัยโรค ร้อยละ 20.6 โดยปัจจัยที่มีผลต่อความไม่แม่นยำของการตรวจ คือ การมีโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังร่วมด้วย มีความเสี่ยงเป็น 6.49 เท่า (p &lt; .01) และโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง มีความเสี่ยงเป็น 3.55 เท่า (p = .04) เมื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติถดถอยพหุลอจิสติกแล้ว พบว่า มีเพียงโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังที่มีผลต่อความไม่แม่นยำในการตรวจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 5 เท่า (p &lt; .05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความไม่แม่นยำในการตรวจวินิจฉัยพยาธิสภาพของตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี ด้วยการเจาะเก็บชิ้นเนื้อผ่านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารด้วยคลื่นความถี่สูง ดังนั้น ควรพิจารณาใช้เทคโนโลยีที่ช่วยในการระบุตำแหน่งของพยาธิสภาพด้วยคลื่นความถี่สูงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น elastography, contrast-enhanced EUS มาประกอบ หรืออาจขอความร่วมมือพยาธิแพทย์เข้าร่วมแปลผลพยาธิวิทยาจากชิ้นเนื้อที่เจาะทันทีขณะทำหัตถการ เพื่อยืนยันการได้ชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาที่เหมาะสมและให้การวินิจฉัยโรคได้</p> ณัชชา วิภาสกตัญญู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280023 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาค่าดัชนี FIB-4 (Fibrosis-4) ในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ (Hepatocellular carcinoma) ในโรงพยาบาลราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279891 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาดัชนี FIB-4 (Fibrosis-4) ในการประเมินผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ (hepatocellular carcinoma: HCC) ในบริบทของโรงพยาบาลระดับจังหวัด เพื่อปรับใช้ในโรงพยาบาลที่มีทรัพยากรจำกัด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงพรรณนาย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับ จำนวน 67 ราย ณ โรงพยาบาลราชบุรี ระหว่าง พ.ศ. 2564–2568 โดยวิเคราะห์ดัชนี FIB-4 กับปัจจัยทางคลินิก ได้แก่ AFP, Child-Pugh score, MELD score, และระยะโรคตามเกณฑ์ BCLC</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยมีภาวะตับแข็ง ร้อยละ 70.1 พบว่าดัชนี FIB-4 มีความสัมพันธ์กับอายุ, ระดับเกล็ดเลือด, Child-Pugh และ MELD score, และระยะของโรคมะเร็งตับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามพบผู้ป่วยมะเร็งตับที่มีค่าดัชนี FIB-4 &lt;1.45 ถึง 11 ราย หรือร้อยละ 16.4 ซึ่งในกลุ่มนี้ ร้อยละ 27.3 ตรวจพบมะเร็งในระยะลุกลาม และมีระดับ AFP สูงแบบก้าวกระโดด การวิเคราะห์ปัจจัยรบกวนพบว่า อายุที่มากกว่า 65 ปี เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ดัชนี FIB-4 ค่าสูงเกินจริงอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>สรุป:</strong> ดัชนี FIB-4 &lt;1.45 ไม่สามารถคัดออกมะเร็งระยะลุกลามได้เสมอไป การนำ FIB-4 ไปใช้ทางปฏิบัติควรพิจารณาความเสี่ยงรายบุคคลร่วมกับระดับ AFP และการวินิจฉัยทางรังสีวิทยาในการคัดกรองมะเร็งตับต่อไป นอกจากนี้บุคคลอายุมากกว่า 65 ปี มีแนวโน้มที่จะมีค่าดัชนี FIB-4 สูงขึ้น ต้องพิจารณาค่าดัชนีอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น</p> ธันยพร กำจรกิจบวร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279891 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความล่าช้าในการมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ระยะเฉียบพลันที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280666 <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความล่าช้าในการมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราชบุรี </p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลจากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันทั้งโรคหลอดเลือดสมองตีบและโรคหลอดเลือดสมองแตก นำเสนอข้อมูลเป็นจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความล่าช้าในการมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันด้วยวิธีวิเคราะห์ t test independent, chi-square test, และ logistic regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยทั้งหมด 320 คน เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลล่าช้า จำนวน 193 คน (ร้อยละ 60.3) โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับความล่าช้า ได้แก่ ผู้ที่เกิดอาการที่บ้านของผู้ป่วย (adjusted OR = 3.71; 95% CI = 1.35–10.22; p = .011), ผู้ที่เกิดอาการหลังตื่นนอน (adjusted OR = 7.47; 95% CI = 2.73–20.35; p &lt; .001), และระยะทางระหว่างสถานที่เกิดเหตุและโรงพยาบาล (adjusted OR = 1.03; 95% CI = 1.00–1.06; p = .045) ปัจจัยที่ลดโอกาสเกิดความล่าช้า ได้แก่ การรับรู้อาการและอาการแสดง BEFAST ของญาติ (adjusted OR = 0.37; 95% CI = 0.15–0.89; p = .028), ผู้ที่มีอาการแสดงเริ่มแรก เป็นกลุ่มอาการปากเบี้ยว หน้าเบี้ยวครึ่งซีก (adjusted OR = 0.43; 95% CI = 0.22–0.84; p = .014), กลุ่มอาการคลื่นไส้ อาเจียน (adjusted OR = 0.46; 95% CI = 0.00–0.63; p = .021), และผู้ป่วยรีบมาโรงพยาบาลหลังเกิดอาการ (adjusted OR = 0.09; 95% CI = 0.01–0.18; p &lt; .001)</p> <p><strong>สรุป: </strong>ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความล่าช้าในการมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน ได้แก่ ผู้ที่เกิดอาการที่บ้านของผู้ป่วย, ผู้ที่เกิดอาการหลังตื่นนอน, และระยะทางระหว่างที่พักอาศัย/สถานที่เกิดเหตุและโรงพยาบาล</p> เพชรสินีย์ บุญมี, ธีรดนย์ พลายโถ, ขจรศักดิ์ จริยรักษ์วรกุล, พิสิษฐ์ เตชนันท์, ณัฐภูมิ เวชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280666 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 ระดับแรงดัน Positive end-expiratory pressure ที่เหมาะสม ในผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/282047 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาระดับ positive end-expiratory pressure (PEEP) ที่เหมาะสมในผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน (acute respiratory distress syndrome: ARDS) และเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วัน ระหว่างการใช้ PEEP ในระดับที่แตกต่างกัน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนในช่วงระยะเวลา 1 ปี ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึง 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568 พบว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติ โรงพยาบาลราชบุรี และได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (i-chart และ HOSxP) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างด้วย t test และ chi-square (หรือ Fisher's exact test)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จำนวนผู้ป่วย 112 คน แบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มใช้แรงดัน positive end-expiratory pressure ในระดับสูง 43 คน (High PEEP) และกลุ่มใช้แรงดัน positive end-expiratory pressure ในระดับต่ำ 69 คน (Low PEEP) พบว่า ในกลุ่ม High PEEP มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันในกลุ่มอยู่ที่ ร้อยละ 13.9 (6 คน จาก 43 คน) ส่วนกลุ่ม Low PEEP อัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันในกลุ่มอยู่ที่ ร้อยละ 7.2 (5 คน จาก 69 คน) และพบว่าอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วัน ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติในระหว่างทั้งสองกลุ่ม แต่กลุ่มที่ใช้แรงดัน positive end-expiratory pressure ในระดับสูง (High PEEP) นั้น มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของค่าสัดส่วนความดันพลาสมาต่อความเข้มข้นออกซิเจน (P/F ratio) ที่ดีกว่ากลุ่มที่ใช้แรงดัน positive end-expiratory pressure ในระดับต่ำ (Low PEEP)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ในคนไข้ภาวะหายใจลำบากเฉียบพลัน (acute respiratory distress syndrome: ARDS) การใช้ระดับ PEEP ที่แตกต่างกันไม่มีผลต่ออัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วัน ของผู้ป่วย ARDS อย่างมีนัยสำคัญ แต่การใช้แรงดัน PEEP ในระดับสูงมีส่วนช่วยในการเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือดได้ดีกว่า</p> พิรุณ พุกะพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/282047 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความชุกของการใช้ยาหลายขนานและปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ยาหลายขนานในผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ารักษาในหอผู้ป่วยสามัญแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279812 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความชุกของการใช้ยาหลายขนาน การใช้ยาซ้ำซ้อน อันตรกิริยาระหว่างยา การใช้ยากลุ่มแอนตีโคลิเนอร์จิก และปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ยาหลายขนานในผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในหอพักผู้ป่วยสามัญ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลราชบุรี</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาแบบตัดขวางโดยเก็บข้อมูลในผู้สูงอายุที่หอพักผู้ป่วยสามัญแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลราชบุรี ในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงกันยายน พ.ศ. 2568</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้เข้าร่วมการศึกษา 379 คน ความชุกของการใช้ยาหลายขนาน คือ ร้อยละ 64.9 ความชุกของการใช้ยาซ้ำซ้อน คือ ร้อยละ 4.2 ความชุกของอันตรกิริยาระหว่างยา คือ ร้อยละ 33 และความชุกของการใช้ยาในกลุ่มแอนตีโคลิเนอร์จิก คือ ร้อยละ 10 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการใช้ยาหลายขนาน คือ โรคหอบหืด/ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (adjusted odds ratio 18.067) การใช้กลุ่มแอนตีโคลิเนอร์จิก (adjusted odds ratio 6.988) โรคเบาหวาน (adjusted odds ratio 5.298) โรคหลอดเลือดหัวใจ (adjusted odds ratio 4.846) การตรวจผู้ป่วยนอก ≥3 ครั้ง/ปี (adjusted odds ratio 3.658) โรคหลอดเลือดสมอง (adjusted odds ratio 2.843) โรคความดันโลหิตสูง (adjusted odds ratio 2.586) จำนวนแพทย์ที่มาพบ ≥3 คน/ปี (adjusted odds ratio 2.269) และดัชนีมวลกาย (adjusted odds ratio 1.076)</p> <p><strong>สรุป: </strong>การใช้ยาหลายขนานเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย หลายปัจจัยสัมพันธ์กับการใช้ยาหลายขนานทั้งจากตัวผู้ป่วย การสั่งยาของแพทย์ และการเข้าถึงบริการสุขภาพ ดังนั้นการทบทวนยาและตรวจสอบการใช้ยาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบด้านสุขภาพ</p> เบญจาภา ยั่งยืนสถาพร, โกวิท สุขชัย, ชญานิศ พิสุทธิ์วรารมย์, ณัฐฐานุช ขันธคีรีวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279812 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาย้อนหลังเชิงกลุ่มประชากรเกี่ยวกับอัตราการเกิดแผลติดเชื้อภายหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยบาดเจ็บทางออร์โธปิดิกส์: การเปรียบเทียบการให้ยาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดที่หอผู้ป่วยกับที่ห้องผ่าตัด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279656 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การเกิดการติดเชื้อตำแหน่งผ่าตัด (surgical site infection: SSI) ในผู้ป่วยการบาดเจ็บทางออร์โธปิดิกส์แบบปิด เปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิด SSI และอธิบายช่วงเวลาจากการให้ยาไปจนถึงเริ่มผ่าตัด (time-to-incision) ระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดที่หอผู้ป่วยกับที่ห้องผ่าตัด รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด SSI ในบริบทของโรงพยาบาลทั่วไป</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาย้อนหลังเชิงกลุ่มประชากร (retrospective cohort study) ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดการบาดเจ็บทางออร์โธปิดิกส์ของรยางค์บนและรยางค์ล่างแบบปิด ณ โรงพยาบาลบ้านโป่ง ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2566–ธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 315 ราย แบ่งเป็นกลุ่มหอผู้ป่วย 281 ราย และกลุ่มห้องผ่าตัด 34 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงวิเคราะห์ ได้แก่ independent t test, Mann-Whitney U test, chi-square test, Fisher’s exact test, และ univariable logistic regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> อุบัติการณ์การเกิด SSI ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด คือ ร้อยละ 3.8 โดยไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มหอผู้ป่วย (ร้อยละ 3.6) และกลุ่มห้องผ่าตัด (ร้อยละ 5.9; p-value = .626) กลุ่มหอผู้ป่วยมีค่า time-to-incision ยาวนานกว่ากลุ่มห้องผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (55 นาที เทียบกับ 11 นาที; p-value &lt; .001) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อ SSI ได้แก่ ระยะเวลาการผ่าตัดที่ยาวนาน (OR = 1.0104; 95% confidence interval 1.0003–1.0206; p-value = .045) และการผ่าตัดใส่กระดูกเทียม (OR = 9.9000; 95% confidence interval 1.7729–55.2812; p-value = .009)</p> <p><strong>สรุป: </strong>การให้ยาปฏิชีวนะที่หอผู้ป่วยของโรงพยาบาลบ้านโป่งอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมตามแนวทางเวชปฏิบัติ และไม่พบความแตกต่างของอุบัติการณ์ SSI เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยาที่ห้องผ่าตัด</p> ธรณัส จันทรักษรังษี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279656 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการแพทย์ทางไกลในการดูแลติดตามผลด้วยการให้คำปรึกษาทางวิดีโอสำหรับผู้ป่วยกระดูกต้นขาหักบริเวณอินเตอร์โทรแคนเทอริกที่ได้รับการผ่าตัดโดยวิธีดามโลหะชนิดใส่ในโพรงกระดูก: การศึกษาทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280459 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกของการติดตามผู้ป่วยกระดูกต้นขาหักบริเวณอินเตอร์โทรแคนเทอริกที่ได้รับการผ่าตัดโดยวิธีดามโลหะชนิดใส่ในโพรงกระดูก (proximal femoral nail antirotation: PFNA) ระหว่างการติดตามผ่านระบบการแพทย์ทางไกล (telemedicine) แบบวิดีโอคอล และการติดตามแบบมาตรฐานในคลินิก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trial) ในผู้ป่วยจำนวน 30 ราย แบ่งเป็นกลุ่มติดตามผ่านการแพทย์ทางไกล (n = 15) และกลุ่มติดตามแบบปกติ (n = 15) ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มได้รับการติดตามในสัปดาห์ที่ 2 และที่เดือนที่ 1, 2, และ 3 หลังผ่าตัด โดยกลุ่มการแพทย์ทางไกลได้รับการติดตามผ่านวิดีโอคอลที่เดือนที่ 1 และ 2 ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการติดตามที่คลินิกออร์โธปิดิกส์ตามมาตรฐาน ผลลัพธ์ที่ประเมิน ได้แก่ คะแนนความปวด (VAS), Barthel ADL, Harris Hip Score (HHS), การประเมินผลการถ่ายภาพรังสี, ความพึงพอใจ, และภาวะแทรกซ้อน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย linear mixed-effects model โดยปรับค่าความแตกต่างของอายุและภาวะไขมันในเลือดสูง</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> อายุเฉลี่ยของกลุ่มควบคุมสูงกว่ากลุ่มการแพทย์ทางไกลอย่างมีนัยสำคัญ (83.7 ± 6.7 เทียบกับ 76.1 ± 9.5 ปี; p = .01) เมื่อปรับค่าความแตกต่างพื้นฐานแล้ว ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของผลลัพธ์โดยรวมระหว่างสองกลุ่มในคะแนน VAS, Barthel ADL, และ HHS (p &gt; .05) คะแนนทั้งสามตัวเปลี่ยนแปลงดีขึ้นตามเวลาอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; .01) สำหรับปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มกับเวลา พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่เดือนที่ 3 ใน Barthel ADL (p = .01) และ HHS (p = .02) ขณะที่ VAS ไม่แตกต่างกัน ความพึงพอใจของผู้ป่วยไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = .21) ส่วนความพึงพอใจของแพทย์ต่ำกว่าในกลุ่ม การแพทย์ทางไกล (p = .01) ไม่พบภาวะแทรกซ้อนในทั้งสองกลุ่มตลอด 3 เดือน</p> <p><strong>สรุป:</strong> การติดตามผู้ป่วยหลังผ่าตัดผู้ป่วยกระดูกต้นขาหักบริเวณอินเตอร์โทรแคนเทอริกที่ได้รับการผ่าตัดโดยวิธีดามโลหะชนิดใส่ในโพรงกระดูก ผ่านระบบการแพทย์ทางไกลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกในช่วง 3 เดือนแรก ไม่แตกต่างจากการติดตามแบบมาตรฐานหลังปรับค่าปัจจัยพื้นฐาน โดยผลลัพธ์ทั้งสองวิธีเปลี่ยนแปลงดีขึ้นตามระยะเวลาการติดตาม</p> ยุทธนา แดงติ๊บ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280459 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุอำเภอชะอำ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279657 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการทรงตัว (Berg Balance Scale: BBS), Timed Up and Go Test: TUGT) และการหกล้ม (incidence of fall) ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อป้องกันการหกล้ม; 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการทรงตัว (Berg Balance Scale: BBS), Timed Up and Go Test: TUGT) และการหกล้ม (incidence of fall) ระหว่างกลุ่มที่ได้รับและไม่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อป้องกันการหกล้ม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลัง (two groups pretest-posttest design) โดยดำเนินการศึกษาวิจัยในกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568–เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่<u>ได้รับ</u>โปรแกรมการออกกำลังกาย (กลุ่มทดลอง) และกลุ่มที่<u>ไม่ได้รับ</u>โปรแกรมการออกกำลังกาย (กลุ่มควบคุม) กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ, อายุ, น้ำหนัก, ส่วนสูง, ดัชนีมวลกาย, โรคประจำตัว, ปัญหาการได้ยิน, ปัญหาการมองเห็น, และประวัติการใช้ยาต่อจิตประสาท; 2) การหกล้ม (incidence of fall) เป็นการสอบถามประวัติการหกล้มในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา; 3) แบบประเมิน Berg-Balance Scale (BBS) และ Timed Up and Go Test (TUGT) โดยผู้เข้าร่วมงานวิจัยทั้งสองกลุ่มจะได้รับความรู้และคำแนะนำในการปรับสภาพแวดล้อมในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงการหกล้มจาก “คู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ” จัดพิมพ์โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มสผส.) เหมือนกัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย จำนวน, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, chi- square test, dependent t test, และ independent t test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; .05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> 1) ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสามารถการทรงตัว Berg Balance Scale (BBS), Timed Up and Go Test (TUGT), และการหกล้ม (incidence of fall) ก่อนและหลังเข้าร่วมการวิจัย ในกลุ่มทดลอง พบว่ามีค่าเฉลี่ย Berg Balance Scale (BBS) สูงขึ้น และมีค่าเฉลี่ย Timed Up and Go Test (TUGT) ลดลงหลังเข้าร่วมการวิจัย โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01 และ p &lt; .01 ตามลำดับ) ร้อยละการหกล้ม (incidence of fall) ลดลงหลังเข้าร่วมวิจัย; 2) ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสามารถการทรงตัว Berg Balance Scale (BBS), Timed Up and Go Test (TUGT), และการหกล้ม (incidence of fall) ก่อนและหลังเข้าร่วมการวิจัย ในกลุ่มควบคุม พบว่ามีค่าเฉลี่ย Berg Balance Scale (BBS) ลดลง และมีค่าเฉลี่ย Timed Up and Go Test (TUGT) สูงขึ้นหลังเข้าร่วมการวิจัย โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01 และ p &lt; .01 ตามลำดับ) ร้อยละการหกล้ม (incidence of fall) ลดลงหลังเข้าร่วมวิจัย; 3) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความสามารถการทรงตัว Berg Balance Scale (BBS), Timed Up and Go Test (TUGT), และการหกล้ม (incidence of fall) หลังเข้าร่วมการวิจัย ระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย Berg Balance Scale (BBS) สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01) และกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย Timed Up and Go Test (TUGT) และร้อยละการหกล้ม (incidence of fall) น้อยกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป:</strong> ภายหลังเข้าร่วมการวิจัย กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความสามารถการทรงตัว Berg Balance Scale (BBS) สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย Timed Up and Go Test (TUGT) และร้อยละการหกล้ม (incidence of fall) น้อยกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งแสดงถึงการออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 20–30 นาที เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์อย่างต่อเนื่อง สามารถเพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการเดิน ซึ่งเป็นการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุได้</p> ปฐพร ประชาภิญโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279657 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการให้ยา Tranexamic acid ร่วมกับการจัดการระยะที่สามของการคลอดแบบรุก เพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอดในมารดาที่คลอดทางช่องคลอด: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/281685 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการให้ยา tranexamic acid (TXA) ร่วมกับการจัดการระยะที่สามของการคลอดแบบรุก (active management of third stage of labor: AMTSL) กับการให้ AMTSL เพียงอย่างเดียว ในการป้องกันการตกเลือดหลังคลอดในมารดาที่คลอดทางช่องคลอด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมชนิด double-blind (RCT) ณ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี ในระหว่างเดือนพฤษภาคม–กันยายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่าง 130 ราย (กลุ่มละ 65 ราย) กลุ่มควบคุมได้รับ AMTSL มาตรฐาน กลุ่มทดลองได้รับ AMTSL ร่วมกับ TXA 1 กรัม ทางหลอดเลือดดำ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ปริมาณเลือดที่สูญเสียรวมภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอดในกลุ่มควบคุม (187.4 ± 76.7 มิลลิลิตร) น้อยกว่ากลุ่มทดลอง (213.4 ± 82.6 มิลลิลิตร) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .017) อุบัติการณ์การตกเลือดหลังคลอด (PPH) ไม่แตกต่างระหว่างกลุ่ม (ร้อยละ 15.4 เทียบกับ 12.3; p = .800) ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ในทั้งสองกลุ่ม</p> <p><strong>สรุป: </strong>การศึกษานี้ยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่า การให้ TXA เชิงป้องกันร่วมกับ AMTSL จะสามารถลดภาวะตกเลือดหลังคลอดอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิกในมารดากลุ่มความเสี่ยงต่ำ</p> อรวรรณ ตั้งทองเพ็ชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/281685 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 ความชุกและปัจจัยทำนายความยากในการจัดการทางเดินหายใจภายหลังผ่าตัด ในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงในช่องลึกของลำคอ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280074 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยทำนายภาวะความยากในการจัดการทางเดินหายใจภายหลังผ่าตัด (difficult postoperative airway management: DPAM) ในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงในช่องลึกของลำคอ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (retrospective analytical study) โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะติดเชื้อรุนแรงในช่องลึกของลำคอ (severe DNI) และได้รับการผ่าตัด ที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 รวมจำนวน 76 ราย ภาวะความยากในการจัดการทางเดินหายใจภายหลังผ่าตัด กำหนดว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจเกินกว่า 48 ชั่วโมง หรือได้รับการทำหัตถการเจาะคอ (tracheostomy) ภายหลังการผ่าตัด ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติก</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากผู้ป่วยทั้งหมด 76 ราย พบว่ามีภาวะความยากในการจัดการทางเดินหายใจภายหลังผ่าตัด (DPAM) จำนวน 41 ราย (ร้อยละ 53.9) การวิเคราะห์แบบพหุปัจจัย (multivariate analysis) พบปัจจัยที่เป็นตัวทำนายอิสระของภาวะ DPAM ได้แก่ อายุที่มากขึ้น (adjusted OR = 1.03; 95% CI 1.01–1.06; p &lt; .01), ภาวะอ้าปากจำกัด (adjusted OR = 4.58; 95% CI 1.42–14.78; p = .01), และการมีฝีในช่องข้างคอหอย (parapharyngeal abscess) (adjusted OR = 5.02; 95% CI 1.18–21.29; p = .02)</p> <p><strong>สรุป: </strong>พบว่าภาวะความยากในการจัดการทางเดินหายใจภายหลังผ่าตัด (DPAM) มีความชุก ร้อยละ 53.9 ในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงในช่องลึกของลำคอ ปัจจัยทำนายอิสระที่สำคัญ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น, ภาวะอ้าปากจำกัดก่อนผ่าตัด, และการมีฝีในช่องข้างคอหอย (parapharyngeal abscess) การประเมินลักษณะการอ้าปาก การตรวจภาพรังสีเพื่อประเมินตำแหน่งและการลุกลามของฝีโดยเฉพาะในช่องข้างคอหอย ร่วมกับการวางแผนการจัดการทางเดินหายใจก่อนผ่าตัดอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางเดินหายใจหลังการผ่าตัดในผู้ป่วย</p> ณัฐพงษ์ นามจัด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280074 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์สถานการณ์และความสำเร็จต่อการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280027 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และความสำเร็จต่อการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสำเร็จในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า</p> <p><strong> วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาโดยการเก็บข้อมูลย้อนหลัง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1,221 เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ผู้เข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลการบำบัดรักษาผู้ใช้สารเสพติด เก็บข้อมูลในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ chi-square test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เป็นไปด้วยความสมัครใจ การบังคับ และตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร้อยละ 36.0, 33.7, และ 30.3 ตามลำดับ สาเหตุสำคัญที่ใช้ยาเสพติดครั้งแรก คือ เพื่อนชวน และอยากลอง พบร้อยละ 45.2 และ 34.0 ผู้ที่เข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ มีประสบการณ์การบำบัดรักษายาเสพติด ร้อยละ 57.8 เหตุผลการบำบัดรักษายาเสพติด ที่พบมาก ได้แก่ สมัครใจตามประกาศ คสช. และจากพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ร้อยละ 52.2 และ 33.9 ยาบ้าเป็นยาเสพติดที่ใช้กันมาก คือ ร้อยละ 64.2 วิธีการใช้ยาเสพติด ส่วนใหญ่ใช้วิธีการสูบ ร้อยละ 94.9 รูปแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพ ส่วนใหญ่ใช้รูปแบบผู้ป่วยนอกในสถานพยาบาล ร้อยละ 80.6 ซึ่งไม่มีการใช้ยา ร้อยละ 95.7 ในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ส่วนใหญ่มีความสำเร็จ ร้อยละ 87.6 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสำเร็จต่อการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เหตุผลการบำบัดยาเสพติด และลักษณะการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ (p-value &lt; .05)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>ควรปรับปรุงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้เกิดความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น โดยสร้างความร่วมมือในการบำบัดรักษา/ฟื้นฟูสมรรถภาพกับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น</p> วังก์สุข วิทยาปัญญานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280027 Tue, 07 Jul 2026 00:00:00 +0700