วารสารแพทย์เขต 4-5 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45 <p>The Medical Journal of Regions 4-5 is a journal of the Medical Association of Regions 4-5. It aims to be a medium for exchanging knowledge, opinions, academic experiences in medicine and public health. and disseminating academic work to doctors, dentists, pharmacists and nurses of hospitals in the 5th health service network, namely hospitals in Nakhon Pathom, Ratchaburi, Suphan Buri, Kanchanaburi, Phetchaburi, Samut Songkhram, Samut Sakhon, Prachuap Khiri Khan. and other health fields</p> th-TH <p>ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียนบทความ แต่หากผลงานของท่านได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ลงวารสารแพทย์เขต 4-5 จะคงไว้ซึ่งสิทธิ์ในการตีพิมพ์ครั้งแรกด้วยเหตุที่บทความจะปรากฎในวารสารที่เข้าถึงได้ จึงอนุญาตให้นำบทความในวารสารไปใช้ประโยชน์ได้ในเชิงวิชาการโดยจำเป็นต้องมีการอ้างอิงถึงชื่อวารสารอย่างถูกต้อง แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์</p> journal.region45@gmail.com (วารสารแพทย์ เขต 4-5) journal.region45@gmail.com (พัทธ์ธีรา บูชาวงศ์ภิวัฒน์) Fri, 03 Apr 2026 18:33:06 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การลดความเครียดในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงด้วยการหายใจแบบโยคะ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278343 <p> หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่ ภาวะชัก เลือดออกในสมองอย่างฉับพลัน รกลอกตัวก่อนกำหนด ภาวะ HELLP syndrome ในขณะที่ทารกในครรภ์อาจเกิดภาวะคลอดก่อนกำหนด ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ เป็นต้น หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงอาจเกิดความเครียด เนื่องจากรับรู้ถึงอาการของโรคและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น การที่หญิงตั้งครรภ์บางรายต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต รวมทั้งถูกจำกัดกิจกรรมและผลข้างเคียงจากการรักษา ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตในชีวิตยิ่งส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์เกิดความเครียดในระดับสูง ความเครียดส่งผลให้อาการของโรคทวีความรุนแรงขึ้น ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงควรมีวิธีการบรรเทาความเครียดที่เหมาะสม การบรรเทาความเครียดในหญิงตั้งครรภ์มีหลายวิธี แต่วิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดได้ดีและไม่เป็นอันตรายก็คือ การหายใจแบบโยคะ บทความนี้กล่าวถึงการหายใจแบบโยคะโดยเน้นการควบคุมลมหายใจเข้าออกช้าลึก ตามหลักการ 8 ประการ ของอัษฏางคโยคะ ซึ่งประกอบด้วย ประโยชน์ของการฝึกหายใจแบบโยคะ หลักการและวิธีการฝึกหายใจแบบโยคะอย่างถูกต้อง ครั้งละ 15 ถึง 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง</p> <p> ดังนั้น หากหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงฝึกหายใจแบบโยคะในระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยให้หญิงตั้งครรภ์มีจิตใจที่สงบ ผ่อนคลาย มีสมาธิ มีสติ ความเครียดลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง ช่วยป้องกันหรือบรรเทาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นต่อหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ได้</p> รุจา แก้วเมืองฝาง, บุญตา สุขวดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278343 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดผลบวกลวงในการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงด้วยวิธี FIT (Fecal Immunochemical Test) ในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278467 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดผลบวกลวงในการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงด้วยวิธี FIT (fecal immunochemical test) โดยนิยามของผลบวกลวง หมายถึง การตรวจ FIT ที่แสดงผลเป็นบวก แต่เมื่อตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง (colonoscopy) แล้วไม่พบรอยโรคที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง หรือติ่งเนื้อเสี่ยงสูง (advanced adenoma)</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการศึกษาเชิงสังเกตแบบย้อนหลัง (case-control study) โดยการทบทวนเวชระเบียนผู้รับการตรวจ FIT ที่อายุ 50–75 ปี ระหว่าง มกราคม พ.ศ. 2566–ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่มีผล FIT เป็นบวกและได้รับการตรวจ colonoscopy เป็นจำนวน 294 ราย ข้อมูลที่รวบรวมประกอบด้วย อายุ เพศ โรคประจำตัว การใช้ยา การสูบบุหรี่ และผลการตรวจ colonoscopy วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสามารถในการทำนายของตัวแปรที่ศึกษา โดยการวิเคราะห์ถดถอยตัวแปรเดียวและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (univariable logistic regression และ multivariable logistic regression)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เก็บข้อมูลได้ทั้งหมด 294 คน มีอายุเฉลี่ย 60.89 ± 6.13 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 59.9 โรคประจำตัวที่พบมากที่สุดคือ ไขมันในเลือดสูง (DLP) ร้อยละ 57.8 ผลการตรวจ colonoscopy เป็นปกติ ร้อยละ 43.5 เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ร้อยละ 2.4 เป็น advanced adenoma และ non-advanced adenoma ร้อยละ 7.1 และ 26.5 ตามลำดับ ซึ่งพบว่า FIT เป็นผลบวกลวง 266 ราย (ร้อยละ 90.5) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า เพศหญิงมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลบวกลวงของ FIT เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (adjusted OR = 3.08; 95% CI: 1.26–7.54; p = .014) ส่วนการเป็นโรคริดสีดวงทวารพบแนวโน้มสัมพันธ์กับผลบวกลวงแต่ยังไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป: </strong>อัตราผลบวกลวงของ FIT ในพื้นที่ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีค่อนข้างสูง และเพศหญิงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับการเกิดผลบวกลวงของ FIT อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผู้ที่มีริดสีดวงทวารก็มีแนวโน้มการเกิดผลบวกลวงค่อนข้างสูงแม้จะยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นในกลุ่มเหล่านี้อาจพิจารณาปรับใช้ ค่าจุดตัด (cut-off) ฮีโมโกลบินในอุจจาระในการตรวจ FIT ที่สูงขึ้น เพื่อช่วยลดการส่งตรวจ colonoscopy ที่ไม่จำเป็น โดยต้องระมัดระวังการเกิดผลลบลวงของ FIT ควบคู่ไปด้วย</p> เกษนันท์ ประชุมสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278467 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเลือกวิธีผ่าตัดถุงน้ำดีระหว่างแบบส่องกล้องและแบบเปิดในผู้ป่วย ที่เคยได้รับการทำ ERCP: การวิเคราะห์เปรียบเทียบย้อนหลัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279821 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกวิธีการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้อง (laparoscopic cholecystectomy: LC) เทียบกับแบบเปิด (open cholecystectomy: OC) ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการทำหัตถการส่องกล้องตรวจทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (endoscopic retrograde cholangiopancreatography: ERCP) รวมถึงวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการผ่าตัด อัตราการเปลี่ยนวิธีการผ่าตัด และเปรียบเทียบภาวะแทรกซ้อนในแต่ละวิธีการผ่าตัด</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลังเชิงวิเคราะห์เปรียบเทียบ (retrospective cohort study) ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดถุงน้ำดีหลังจากทำ ERCP ในโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2568 เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย วิเคราะห์ปัจจัยด้านผู้ป่วย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจทางรังสีวินิจฉัย และลักษณะหัตถการการทำ ERCP โดยใช้สถิติ chi-square test, Fisher’s exact probability test, independent t test, และ Mann-Whitney U test วิเคราะห์ความแตกต่างของผลลัพธ์ของการผ่าตัดด้วย one-way analysis of variance กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; .05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จากผู้ป่วยทั้งหมด 50 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม LC 23 ราย (ร้อยละ 46) และ OC 27 ราย (ร้อยละ 54) พบอัตราการเปลี่ยนวิธีการผ่าตัดจาก LC เป็น OC ร้อยละ 21.7 การวินิจฉัยก่อนการผ่าตัดเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการเลือกวิธีการผ่าตัด (p &lt; .001) โดยผู้ป่วยที่มี acute cholecystitis, CBD stone ร่วมกับ cholangitis และ gallstone pancreatitis มีแนวโน้มได้รับการผ่าตัดแบบเปิดมากกว่า ผู้ป่วยกลุ่ม LC ที่ผ่าตัดสำเร็จมีการสูญเสียเลือดน้อยกว่า (เฉลี่ย 10 เปรียบเทียบกับ 100 cc; p &lt; .001) แต่ใช้ระยะเวลาการผ่าตัดนานกว่า (เฉลี่ย 106.5 เปรียบเทียบกับ 81 นาที; p = .001) และมีระยะเวลานอนโรงพยาบาลสั้นกว่า (เฉลี่ย 3 เปรียบเทียบกับ 5 วัน; p = .019) และพบภาวะแทรกซ้อน ในกลุ่ม OC มากกว่า LC แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป:</strong> การวินิจฉัยก่อนการผ่าตัดเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกวิธีการผ่าตัดถุงน้ำดีในผู้ป่วยหลัง ERCP การผ่าตัดแบบส่องกล้องยังคงมีข้อได้เปรียบในด้านการฟื้นตัวที่ดีกว่าและมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า แต่ยังมีอัตราการเปลี่ยนวิธีการผ่าตัดสูง ศัลยแพทย์ควรพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยง และมีการให้ข้อมูลผู้ป่วยอย่างครบถ้วนทีมผ่าตัดควรมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนวิธีการผ่าตัด</p> ธีรพล ธเนศอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279821 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจในโรงพยาบาลสมุทรสาคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279038 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อประเมินประสิทธิผลและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบของโรงพยาบาลสมุทรสาคร</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจจำนวน 279 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยที่มีรอยโรคใน left main (LM) จำนวน 101 คน และผู้ป่วยที่ไม่มี LM จำนวน 178 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน (chi-square test)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 64.18 ± 8.85 ปี โรคประจำตัวที่พบมาก ได้แก่ ความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 67.7), ไขมันในเลือดสูง (ร้อยละ 49.8), และเบาหวาน (ร้อยละ 49.5) โดยความดันโลหิตสูงพบในกลุ่ม LM น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p = .005) ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดไม่มี ST segment ยกสูง (NSTEMI) พบมากที่สุด (ร้อยละ 85.3) ผู้ป่วยเคยใส่ขดลวดมาก่อน ร้อยละ 11.8 โดยตำแหน่งที่พบบ่อย คือ แขนงด้านหน้าของหลอดเลือดหัวใจซ้าย (LAD) ค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายเฉลี่ย (LVEF) เท่ากับ ร้อยละ 43.01 ± 12.64 อัตราการเสียชีวิตหลังผ่าตัด ร้อยละ 7.2 ภาวะแทรกซ้อนที่พบ ได้แก่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ (ร้อยละ 8.6), ไตวายเฉียบพลัน (ร้อยละ 2.15), และอัมพฤกษ์อัมพาต (ร้อยละ 0.72) การใช้เครื่องพยุงหัวใจ (IABP) พบมากกว่าในผู้ป่วย LM อย่างมีนัยสำคัญ (p = .034) กลุ่มนี้มีค่า LVEF เฉลี่ยต่ำกว่า<strong> </strong></p> <p><strong>สรุป: </strong>การผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจเป็นหัตถการที่ปลอดภัย มีอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนต่ำ การประเมินรอยโรคและการเลือกเส้นเลือดที่เหมาะสมช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการผ่าตัดและผลลัพธ์ในผู้ป่วย</p> ณัฐพงศ์ รั้วมั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279038 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ลักษณะทางคลินิกและผลการรักษาโรคคาวาซากิในผู้ป่วยเด็ก ณ โรงพยาบาลนครปฐม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279319 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิก ผลการรักษา และผลการดำเนินโรคของผู้ป่วยเด็กโรค คาวาซากิในโรงพยาบาลนครปฐม และปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจหลอดเลือดแดงโคโรนารีผิดปกติ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (descriptive retrospective study) โดยทำการทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 15 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคคาวาซากิ และได้รับการรักษาหรือรับการติดตามที่โรงพยาบาลนครปฐม ระหว่าง พ.ศ. 2559–2566</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พบผู้ป่วยในการศึกษาครั้งนี้ 74 คน เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในอัตราส่วน 1.24 ต่อ 1 อายุเฉลี่ยที่พบการเกิดโรค คือ 2.4 ปี (2.5 เดือน–9.14 ปี) เกิดบ่อยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม และ ตุลาคม–ธันวาคม ส่วนใหญ่ครบเกณฑ์วินิจฉัย (complete Kawasaki disease) คิดเป็นร้อยละ 73 โดยอาการที่พบมากที่สุดคืออาการตาแดงเยื่อบุตาอักเสบ ร้อยละ 90 รองลงมาคือ อาการเปลี่ยนแปลงของริมฝีปากและเยื่อบุช่องปาก ร้อยละ 87.1 และผื่นผิวหนัง ร้อยละ 85.7 ตรวจพบหลอดเลือดแดงโคโรนารีผิดปกติก่อนการรักษา ร้อยละ 12 และลดลงเหลือร้อยละ 4 หลังให้การรักษา โดยที่ปัจจัยเสี่ยงต่อหลอดเลือดแดงโคโรนารีผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ อายุที่มากกว่า 5 ปี</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยเพศชายมีความเสี่ยงในการเกิดโรคคาวาซากิมากกว่าเพศหญิง และอายุมากกว่า 5 ปี เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดความผิดปกติของโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี การรักษาด้วยอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (intravenous immunoglobulin: IVIG) มีประสิทธิภาพในการลดอุบัติการณ์ของความผิดปกติของหลอดเลือดแดงโคโรนารี</p> พิมลรัตน์ สมกิตติธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279319 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์ระยะสั้นของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมพร้อมกันทั้งสองข้างในโรงพยาบาลนครปฐม: เปรียบเทียบในแง่การใช้ระบบนำร่องและรูปแบบข้อเทียม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279585 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งสองข้างพร้อมกัน (simultaneous bilateral total knee arthroplasty: SBTKA) มีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบแบ่งผ่าทีละข้าง อย่างไรก็ตาม เทคนิคการผ่าตัดและการเลือกชนิดของข้อเทียมที่เหมาะสมยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกระหว่างการผ่าตัด SBTKA โดยใช้ระบบนำร่อง (navigation-assisted) กับเทคนิคแบบดั้งเดิม รวมถึงประเมินผลการใช้งานของข้อเทียมชนิด cruciate-retaining และ posterior-stabilized</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> ทำการศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด SBTKA ต่อเนื่องจำนวน 133 ราย (266 ข้อเข่า) ที่โรงพยาบาลนครปฐม ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ใช้ระบบนำร่อง (NAV-SBTKA; n = 23) และกลุ่มเทคนิคดั้งเดิม (CON-SBTKA; n = 110) การเปรียบเทียบชนิดข้อเทียมทำในกลุ่มเทคนิคดั้งเดิม โดยแบ่งเป็นชนิดไม่ตัดเอ็นไขว้หลัง (cruciate-retaining: CR; n = 40) และตัดเอ็นไขว้หลัง (posterior-stabilized: PS; n = 70) ตัวชี้วัดผลลัพธ์หลักประกอบด้วยพารามิเตอร์ระหว่างการผ่าตัด การเสียเลือด ความต้องการถ่ายเลือด และคะแนน Knee Society Score ที่การติดตามผล 3 เดือนหลังผ่าตัด</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ลักษณะประชากรพื้นฐานของผู้ป่วยในแต่ละกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มที่ใช้ระบบนำร่อง มีระยะเวลาผ่าตัดยาวนานกว่ากลุ่มเทคนิคดั้งเดิม อย่างมีนัยสำคัญ (217.17 เทียบกับ 131.59 นาที; p &lt; .001) และมีระดับฮีโมโกลบินลดลงมากกว่า (2.50 เทียบกับ 1.93 กรัม/เดซิลิตร; p = .03) อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเทคนิคให้ผลลัพธ์ด้านการทำงานของข้อเข่าหลังผ่าตัดและความปลอดภัยใกล้เคียงกัน ข้อเทียมชนิด PS มีระยะเวลาผ่าตัดยาวนานกว่า มีการเสียเลือดมากกว่า และมีอัตราการถ่ายเลือดสูงกว่าข้อเทียมชนิด CR (ร้อยละ 22.9 เทียบกับ ร้อยละ 5.0; p = .015) ภาวะโลหิตจางก่อนผ่าตัด (Hb &lt;12 กรัม/เดซิลิตร) มีความสัมพันธ์อย่างมากกับความเสี่ยงในการถ่ายเลือดที่เพิ่มขึ้น</p> <p><strong>สรุป:</strong> ทั้งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งสองข้างพร้อมกัน แบบใช้ระบบนำร่องและแบบดั้งเดิมให้ผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีเยี่ยมและมีความปลอดภัยใกล้เคียงกัน แม้ว่าข้อเทียมชนิด PS จะสัมพันธ์กับการเสียเลือดระหว่างผ่าตัดที่มากกว่า แต่ผลลัพธ์ด้านการทำงานไม่แตกต่างจากข้อเทียมชนิด CR การแก้ไขภาวะโลหิตจางก่อนผ่าตัดเป็นแนวทางที่สำคัญในการลดความจำเป็นในการถ่ายเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ใช้ข้อเทียมชนิด PS</p> อัครพร สิทธิธีรรัตน์, วสุ เตชะไพฑูรย์, ปพน หิรัญญโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279585 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 การตรวจหาภาวะโลหิตจางโดยใช้การวัดค่าความหนาแน่นทางรังสี สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกในโรงพยาบาลเสนา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279251 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าฮีโมโกลบิน และค่าฮาวน์สฟิลด์ ในผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอก ณ โรงพยาบาลเสนา รวมถึงเพื่อหาเกณฑ์ค่าฮาวน์สฟิลด์ ที่เหมาะสมสำหรับใช้ตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษาย้อนหลังนี้ทำในผู้ป่วย 143 ราย ที่เข้ารับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอก ณ โรงพยาบาลเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่าง เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 โดยวัดค่าฮาวน์สฟิลด์ที่บริเวณ (1) ห้องหัวใจล่างซ้าย; (2) ส่วนโค้งเอออร์ตา; (3) ขั้วหลอดเลือดแดงปอด; (4) เอออร์ตาส่วนขึ้น; และ (5) เอออร์ตาส่วนลง วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่าฮาวน์สฟิลด์และภาวะโลหิตจางโดยใช้สถิติทดสอบที สถิติทดสอบแมน-วิทนีย์ ยู และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์เชิงกลุ่มสองค่า จากนั้นพารามิเตอร์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติถูกนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติมต่อด้วยการวิเคราะห์อาร์โอซี </p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 143 ราย มีภาวะโลหิตจาง 94 ราย (ร้อยละ 65.7) ค่าเฉลี่ยของค่าฮาวน์สฟิลด์ ในทุกตำแหน่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มที่มีและไม่มีโลหิตจาง (p &lt; .001) อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์เชิงกลุ่มสองค่า พบว่าค่าฮาวน์สฟิลด์ที่ส่วนโค้งเอออร์ตามีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางอย่างมีนัยสำคัญ (OR 0.722; p &lt; .001) มากกว่าค่าฮาวน์สฟิลด์ที่เอออร์ตาส่วนลง (OR 0.861; p = .023) ส่วนค่าฮาวน์สฟิลด์ที่ห้องหัวใจล่างซ้าย ขั้วหลอดเลือดแดงปอด และเอออร์ตาส่วนขึ้น ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การนำค่าฮาวน์สฟิลด์จากส่วนโค้งเอออร์ตาและเอออร์ตาส่วนลงมาวิเคราะห์ร่วมกันด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุคูณ สามารถเพิ่มความแม่นยำในการจำแนกภาวะโลหิตจางได้</p> <p><strong>สรุป:</strong> เกณฑ์ค่าฮาวน์สฟิลด์ที่น้อยกว่า 44.5 วัดจากส่วนโค้งเอออร์ตา อาจใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองที่มีศักยภาพในการค้นหาผู้มีภาวะโลหิตจางในประชากรไทยที่เข้ารับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกด้วยสาเหตุใด ๆ โดยการใช้ข้อมูลจากหลายตำแหน่งร่วมกันอาจช่วยเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์</p> ธิดาพร ตั้งอยู่สุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279251 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจวิเคราะห์ระดับฮีโมโกลบินระหว่างเครื่องตรวจวิเคราะห์ ณ จุดดูแลผู้ป่วยและเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติในผู้รับบริการของโรงพยาบาลสมุทรสาคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278580 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลการตรวจระดับฮีโมโกลบินจากเครื่องตรวจวิเคราะห์ ณ จุดดูแลผู้ป่วย (point-of-care testing: POCT) และเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติในห้องปฏิบัติการกลาง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วม จำนวน 50 ราย โดยวัดระดับฮีโมโกลบินจากเครื่องตรวจ วิเคราะห์ ณ จุดดูแลผู้ป่วยและเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ จากนั้นนำค่าที่ได้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ทดสอบความสัมพันธ์ด้วย Pearson correlation และตรวจสอบความสอดคล้องด้วย Bland-Altman plot</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ค่าเฉลี่ยระดับฮีโมโกลบินจากเครื่องตรวจวิเคราะห์ ณ จุดดูแลผู้ป่วยเท่ากับ 12.0 ± 2.5 กรัม/เดซิลิตร และจากเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติเท่ากับ 12.7 ± 2.6 กรัม/เดซิลิตร โดยไม่มีความแตกต่างทางสถิติที่มีนัยสำคัญ (p &gt; .05) พบค่าสหสัมพันธ์สูงมาก (r = 0.993; p &lt; .001) การวิเคราะห์ Bland-Altman แสดงให้เห็นค่าความต่างเฉลี่ย -0.71 กรัม/เดซิลิตร (95% CI: -0.80 ถึง -0.62; p &lt; .001) ซึ่งสะท้อนถึงความเอนเอียงเชิงลบเพียงเล็กน้อยของเครื่องตรวจวิเคราะห์ ณ จุดดูแลผู้ป่วย</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผลการศึกษาชี้ว่าเครื่องตรวจวิเคราะห์ ณ จุดดูแลผู้ป่วยมีความสอดคล้องกับเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติในระดับสูง และสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางเลือกในการประเมินระดับฮีโมโกลบินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการผลรวดเร็ว </p> ธิรัญฎา สุทธิพงศ์, ชัยยศ ระงับภัย, ปรารถนา พรไตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278580 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจและการติดตามเยี่ยมบ้านโดยทีมหมอครอบครัวของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนายาง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278005 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาล ค่าน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจและการติดตามเยี่ยมบ้าน และประเมินความพึงพอใจต่อการให้บริการของทีมหมอครอบครัว ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนายาง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experiment research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง ทำการศึกษาระหว่าง เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567–เมษายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีค่าน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ≥7 mg% สุ่มคัดเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนายาง เรียงลำดับตามหมายเลขทะเบียนผู้ป่วยของหน่วยบริการและชี้แจงการเข้าร่วมโครงการวิจัย จนครบจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้คือ โปรแกรมการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจ แบบบันทึกการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจ แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาล และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการให้บริการโดยทีมหมอครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้ paired t test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่า หลังได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .001) ส่วนค่าน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมแต่ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p-value = .103) และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการให้บริการของทีมหมอครอบครัวอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p><strong>สรุป:</strong> โปรแกรมการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจและการติดตามเยี่ยมบ้านโดยทีมหมอครอบครัวมีผลให้ผู้ป่วยเบาหวานมีพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้น และค่าน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลง อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &gt; .05) ดังนั้นควรใช้โปรแกรมนี้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีประสิทธิภาพได้</p> วิชยา นิพิฐวัธนะผล, นงลักษณ์ อุทัยธรรม, กรรณิกา นาคสอิ้ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278005 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของสื่อแอนิเมชัน 2 มิติ ชุด “ฟันสวย สุขภาพดี” ต่อพฤติกรรมการแปรงฟันและพฤติกรรมบริโภคอาหารเสี่ยงต่อฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5–6 อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279605 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อประเมินประสิทธิผลของสื่อแอนิเมชัน 2 มิติ ชุด “ฟันสวย สุขภาพดี” ต่อพฤติกรรมการแปรงฟันและพฤติกรรมบริโภคอาหารเสี่ยงต่อฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5–6 จำนวน 2 แห่ง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การศึกษากึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังทดลองจากอาสาสมัครทั้งหมดที่ยินยอมเข้าร่วมวิจัย กลุ่ม 1 (กลุ่มควบคุม) ได้รับโปรแกรมการเรียนรู้ตามปกติ และกลุ่ม 2 (กลุ่มทดลอง) ได้รับชมสื่อแอนิเมชันจากคุณครู 2 เรื่อง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ จำนวน 3 สัปดาห์ ติดตามผลหลังทดลอง 1 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบลำดับที่โดยเครื่องหมายของวิลค็อกซัน และการทดสอบค่าทีแบบอิสระ ที่ระดับนัยสำคัญ .05 </p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พฤติกรรมการแปรงฟันของกลุ่มทดลอง ด้านวิธีแปรงฟัน, เวลาในการแปรงฟัน, และ พฤติกรรมการแปรงฟันโดยรวม ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p-value &lt; .001, .005, และ .007 ตามลำดับ) ทั้งยังพบพฤติกรรมการแปรงฟันของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุม ในด้านวิธีแปรงฟันและพฤติกรรมการแปรงฟันโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน (p-value &lt; .001 และ .006 ตามลำดับ) ส่วนพฤติกรรมการแปรงฟันของกลุ่มควบคุม ไม่เปลี่ยนแปลง (p-value .491) ยกเว้นด้านปริมาณแผ่นคราบจุลินทรีย์เมื่อขูดด้วยหลอดมีพฤติกรรมแย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ (p-value .007) ส่วนพฤติกรรมบริโภคอาหารเสี่ยงต่อฟันผุของทั้ง 2 กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน (p-value .505) ด้านความพึงพอใจของกลุ่มทดลอง พบว่าคะแนนรวมตั้งแต่ระดับพึงพอใจขึ้นไป ในหัวข้อ ท่านแปรงฟันได้สะอาดมากขึ้น ท่านทานอาหารเสี่ยงต่อฟันผุน้อยลง และความพึงพอใจโดยรวม ได้คะแนนร้อยละ 97.7, 97.7, และ 95.3 อยู่ในเกณฑ์ระดับดี, ดี, และ ดีมาก ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>สื่อแอนิเมขัน 2 มิติ ขุด “ฟันสวย สุขภาพดี” มีประสิทธิผลในการพัฒนาพฤติกรรมการแปรงฟัน ของกลุ่มทดลองในด้านวิธีแปรงฟัน เวลาในการแปรงฟัน และพฤติกรรมการแปรงฟันโดยรวม อีกทั้งยังพัฒนาพฤติกรรมดีกว่าการเรียนรู้แบบปกติในด้านวิธีแปรงฟันและพฤติกรรมการแปรงฟันโดยรวม อย่างไรก็ตาม สื่อดังกล่าวไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบริโภคอาหารเสี่ยงต่อฟันผุอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาที่ศึกษา</p> เบญจวรรณ เกิดพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279605 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความคลาดเคลื่อนการสั่งใช้ยา งานห้องยาผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลชะอำ จังหวัดเพชรบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278100 <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> ความคลาดเคลื่อนการสั่งใช้ยาเป็นเหตุการณ์ที่สามารถป้องกันได้และเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยาในงานห้องยาผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลชะอำ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง เก็บข้อมูลใบสั่งยาที่มียาอย่างน้อย 1 รายการ ผู้ป่วยนอกจากฐานข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2567 รวมทั้งสิ้น 118,666 ใบ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยการวิเคราะห์แบบตัวแปรเดียว (univariate analysis) และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุคูณ (multiple logistic regression) รายงานผลเป็นค่า adjusted odds ratio (OR<sub>Adj.</sub>) พร้อมช่วงความเชื่อมั่น ร้อยละ 95</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบความคลาดเคลื่อนการสั่งใช้ยา จำนวน 655 ใบ คิดเป็นอัตรา 5.5 ต่อ 1,000 ใบสั่งยา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการวิเคราะห์แบบพหุคูณ ได้แก่ อายุงานผู้สั่งใช้ยา (OR<sub>Adj</sub> = 0.95) จำนวนรายการยาต่อใบสั่งยา (OR<sub>Adj</sub> = 1.12); ช่วงเวลาของใบสั่งยา (OR<sub>Adj.</sub> = 2.15); กลุ่มอายุผู้ป่วยบางกลุ่ม; ประวัติแพ้ยา (OR<sub>Adj</sub> = 1.52); การไม่มีประวัติการใช้ยาในปัจจุบัน (OR<sub>Adj</sub> = 7.55); และผู้ป่วยที่มีค่า eGFR ต่ำกว่า 60 มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตร ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดความคลาดเคลื่อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (OR<sub>Adj</sub> = 0.56)</p> <p><strong>สรุป:</strong> ความคลาดเคลื่อนการสั่งใช้ยามีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งด้านผู้สั่ง ผู้ป่วย และระบบสารสนเทศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศที่สนับสนุนการตัดสินใจในการสั่งใช้ยา (clinical decision support system: CDSS) โดยอาศัยปัจจัยเสี่ยงที่พบจากการศึกษา อาจมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงของความคลาดเคลื่อนการสั่งยา และส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้ยาในระบบบริการสุขภาพ</p> รัชชนก กิจไกรลาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/278100 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพ ในระดับท้องถิ่น จังหวัดราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279847 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> 1) ศึกษาปัจจัยและสภาพปัจจุบันที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นจังหวัดราชบุรี; 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นจังหวัดราชบุรี; และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ร่วมกับการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาปัจจัย คือ คณะกรรมการกองทุนฯ จำนวน 321 คน และกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง คือ คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นจังหวัดราชบุรี จำนวน 60 คน (กลุ่มทดลอง 30 คน และ กลุ่มควบคุม 30 คน) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบทดสอบความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการทดสอบค่าที (t test)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> 1) ปัจจัยด้านงบประมาณ ความรู้ความเข้าใจ วัสดุอุปกรณ์ และโครงสร้างคณะกรรมการ ส่งผลต่อการบริหารจัดการกองทุนฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (R² = 0.193) โดยสภาพปัญหาหลักคือ คณะกรรมการขาดความรู้ความเข้าใจในระเบียบใหม่และขาดการประชาสัมพันธ์เชิงรุก; 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ บทบาทหน้าที่ การสนับสนุนแผนงาน การเงิน การบัญชี การติดตามประเมินผล การบริหารจัดการงานกองทุน การประชาสัมพันธ์ และการมีส่วนร่วม; 3) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ (mean = 38.60) สูงกว่าก่อนการทดลอง (mean = 25.30) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (mean = 34.33) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุป: </strong>รูปแบบที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นจังหวัดราชบุรีได้จริง</p> ประนอม จิตต์ทนงศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/279847 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มความยาวตัวฟันก่อนการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันในบริเวณฟันหน้าบน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280243 <p> ตัวฟันทางคลินิกสั้นเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อความสวยงามและอาจเป็นอุปสรรคต่อการรักษาทางทันตกรรมโดยเฉพาะการติดเครื่องมือจัดฟัน ภาวะผิดปกติของเหงือกระหว่างพัฒนาเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของตัวฟันทางคลินิกสั้น การผ่าตัดเพิ่มความยาวตัวฟันมีบทบาทในการปรับอัตราส่วนเหงือกและฟัน การวางแผนการรักษาร่วมกันระหว่างทันตแพทย์ปริทันต์และทันตแพทย์จัดฟันจึงมีความสำคัญในผู้ป่วยที่มีภาวะดังกล่าวก่อนเริ่มการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันเพื่อให้ผลลัพธ์การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด</p> <p>รายงานผู้ป่วยนี้นำเสนอแนวทางการรักษาภาวะความยาวตัวฟันทางคลินิกสั้นบริเวณฟันหน้าบนด้วยวิธีการผ่าตัดเพิ่มความยาวตัวฟันในผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 25 ปี ที่เข้ารับการรักษาเนื่องจากมีปัญหาความยาวตัวฟันสั้นไม่สามารถติดเครื่องมือจัดฟันในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ การตรวจทางคลินิกพบว่าฟันตัดซี่กลางบนมีความยาว 7 มิลลิเมตร ร่วมกับภาวะผิดปกติของเหงือกระหว่างพัฒนา หลังจากการผ่าตัดเพิ่มความยาวตัวฟัน พบว่าความยาวตัวฟันเพิ่มขึ้นเป็น 10 มิลลิเมตร ในการติดตามผลที่ 3 และ 12 เดือน ทำให้สามารถดำเนินการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันต่อไปได้ และผู้ป่วยพึงพอใจกับผลการรักษา</p> ปัญญดา ทิพยะวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแพทย์เขต 4-5 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/280243 Fri, 03 Apr 2026 00:00:00 +0700 วารสารแพทย์ เขต 4-5 ปีที่ 45 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มีนาคม 2569 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/281370 <p>.</p> วารสารแพทย์ เขต 4-5 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/reg45/article/view/281370 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700