https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/issue/feed เวชสารแพทย์ทหารบก 2025-12-31T19:43:26+07:00 พ.อ.ผศ.นพ.ศราวุธ จินดารัตน์ rtamedj@pcm.ac.th Open Journal Systems <p>The Royal Thai Army Medical Journal is an academic journal in military medicine with the objective of disseminating research and knowledge related to the medical and nursing services for personnel under the Royal Thai Army Medical Department. It accepts submissions of various types of articles in both Thai and English and is published quarterly, four issues per year (January–March, April–June, July–September, and October–December).</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/279644 บรรณาธิการแถลง 2025-12-31T19:43:26+07:00 ศราวุธ จินดารัตน์ rtamedj@pcm.ac.th 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 กรมแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/276662 การรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและติดเชื้อ ในผู้ป่วยเมลิออยโดสิสระยะแพร่กระจายโดยการใช้หลอดเลือดเทียม AFX 2025-07-21T19:49:50+07:00 ชนะรัตน์ โชคชัยสมุทร chanarat.cho@pmk.ac.th ธัชวิชญ์ อุราสุข thatchawit.ura@pmk.ac.th <p>Endovascular aortic aneurysm repair (EVAR) เป็นวิธีการผ่าตัดที่นิยมในการรักษาโรคหลอดเลือด แดง aorta และ iliac โป่งพอง ซึ่งสามารถใช้รักษาทดแทนการผ่าตัดแบบเปิด จากผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ช่วยลดโอกาสการเกิดผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนั้นแล้วในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดแดง aorta และ iliac โป่งพองร่วมกับมีการติดเชื้อ ยังสามารถที่จะทำการรักษาโดยการผ่าตัด EVAR ได้ จากการศึกษาพบว่า อัตราการเสียชีวิตหลังทำการรักษาด้วย EVAR ในห้วง 30-90 วันน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<sup><br /></sup></p> <p>ผู้ประพันธ์ได้รายงานเคสผู้ป่วยชายอายุ 64 ปี ได้รับการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดแดง iliac ด้านขวาโป่งพองแตกและมีการติดเชื้อ ซึ่งเกิดร่วมกับการติดเชื้อเมลิออยโดสิสระยะแพร่กระจาย ผู้ป่วยได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด EVAR ด้วยหลอดเลือดเทียม AFX ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะในระยะยาว ผลการรักษาในระยะสั้นและระยะกลาง ให้ผลที่ดี ซึ่งการรักษาหลอดเลือดแดง aorta และ iliac ที่โป่งพองและมีการติดเชื้อด้วย EVAR นั้นมีความปลอดภัย และให้ผลการรักษาที่ดี แต่อย่างไรก็ตามการตรวจติดตามหลังการผ่าตัดระยะยาวยังคงมีความจำเป็นเพื่อที่จะตรวจความเรียบร้อยของหลอดเลือดเทียมและผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในภายหลัง</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/277910 ปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวในโรงพยาบาลท่าหลวง จ.ลพบุรี 2025-09-27T20:56:38+07:00 สิริกร พิกุลแก้ว rtamedj@pcm.ac.th ชนิกานต์ บูรณะบุญวงศ์ rtamedj@pcm.ac.th ธิดากาญจน จันทร rtamedj@pcm.ac.th พรโสภา แก้วแดงดี rtamedj@pcm.ac.th วิศิษฐ์ แก้วพุด wisit_nephro@hotmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>โรคหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะในระยะท้ายของโรค การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตในผู้ป่วยจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลท่าหลวง จังหวัดลพบุรี <strong>วัสดุและวิธีการ: </strong>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบ retrospective cohort study โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ถดถอยความเสี่ยงแข่งขัน (competing risk regression) เพื่อประเมินปัจจัยที่มีผลต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลว <strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เพศหญิง การสูบบุหรี่ ค่า hemoglobin ที่สูงขึ้น ค่า serum creatinine ที่สูงขึ้น และอัตราการเต้นของชีพจรที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ค่าดัชนีมวลกายที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเสียชีวิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ <strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> เพศหญิง การสูบบุหรี่ ระดับ hemoglobin และ creatinine ที่สูง รวมถึงอัตราการเต้นหัวใจที่เร็วขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลว ในขณะที่ค่าดัชนีมวลกายสูงอาจมีบทบาทในการปกป้องต่อความเสี่ยงการเสียชีวิต ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงและการจัดการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวในอนาคต</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/277724 ผลของการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าชนิด Threshold ร่วมกับการฟื้นฟูหัวใจ ระยะผู้ป่วยนอกภายหลังการผ่าตัดหัวใจ: การศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดมีกลุ่มควบคุมด้วยอุปกรณ์ฝึกแบบหลอกและปกปิดสองทาง 2025-09-17T08:17:07+07:00 บุษย์ฉัตร ชุตินิมิตกุล rtamedj@pcm.ac.th พศวีร์ ขวัญช่วย kwanchuay@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การผ่าตัดหัวใจโดยวิธีการเปิดช่องอกตามแนวกึ่งกลางกระดูกสันอกส่งผลให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ หายใจลดลงหลังการผ่าตัด ซึ่งนำไปสู่การลดลงของสมรรถภาพของร่างกาย งานวิจัยที่ศึกษาการเพิ่มการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าร่วมกับโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจระยะผู้ป่วยนอกยังมีจำกัด <br /><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อประเมิน ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าด้วยอุปกรณ์ฝึกแบบมีแรงต้านชนิด Threshold ร่วมกับโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจ ระยะผู้ป่วยนอกต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าและความสามารถในการออกกำลังกายในระดับต่ำกว่าสูงสุดในผู้ป่วยหลังการผ่าตัดหัวใจ <strong>วัสดุและวิธีการ:</strong> เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มชนิดมีกลุ่มควบคุมด้วยอุปกรณ์ฝึกแบบหลอกและปกปิดสองทาง ในผู้ป่วยหลังการผ่าตัดหัวใจด้วยวิธีการเปิดช่องอกตามแนวกึ่งกลางกระดูก สันอก ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 16 ราย ผู้เข้าร่วมการศึกษาถูกสุ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อหายใจเข้าด้วยอุปกรณ์ฝึกชนิด Threshold ซึ่งมีการปรับแรงต้านเพิ่มขึ้นตลอดการฝึก (IMT) ร่วมกับโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจที่เน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับความหนักปานกลางเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ จำนวน 7 ราย ส่วนกลุ่มควบคุม จำนวน 9 ราย ได้รับโปรแกรมฟื้นฟูหัวใจแบบเดียวกัน ร่วมกับการฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อหายใจเข้าด้วยอุปกรณ์ฝึกแบบหลอกที่ตั้งระดับแรงต้านไว้ที่ระดับต่ำสุดคงที่ตลอดการศึกษา (Sham) อุปกรณ์ฝึกของทั้งสองกลุ่มถูกปกปิดไม่ให้เห็นการตั้งค่าแรงต้าน ผลลัพธ์หลัก คือค่าแรงดันการหายใจเข้า สูงสุด และผลลัพธ์รอง คือระยะทางที่เดินได้จากการทดสอบการเดิน 6 นาที เพื่อประเมินสมรรถภาพ การออกกำลังกายระดับต่ำกว่าสูงสุด โดยทำการวัดที่ก่อนการฝึก สัปดาห์ที่ 6 และสัปดาห์ที่ 12 ของการฝึก <strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> ค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงของค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด พบว่าในกลุ่ม IMT จริง เพิ่มขึ้นมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับกลุ่ม Sham ทั้งที่ 6 สัปดาห์ (29.29 เทียบกับ 6.67 เซนติเมตรน้ำ <em>p</em>=0.003) และที่ 12 สัปดาห์ (37.00 เทียบกับ 14.78 เซนติเมตรน้ำ <em>p</em>=0.001) อย่างไรก็ตามไม่พบความ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงในระยะทางที่เดินได้ใน 6 นาที ระหว่างสองกลุ่ม ทั้งสัปดาห์ที่ 6 (<em>p</em>=0.135) และสัปดาห์ที่ 12 (<em>p</em>=0.629) <strong>สรุปผล</strong><strong>:</strong> การเพิ่มการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หายใจเข้าชนิด Threshold เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ร่วมกับการฟื้นฟูหัวใจระยะผู้ป่วยนอกภายหลัง การผ่าตัดหัวใจแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มในการเพิ่มขึ้นของสมรรถภาพการออกกำลังกายระดับต่ำกว่าสูงสุด</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/278661 ผลการรักษาด้วยไอโอดีน-131 ในมะเร็งไทรอยด์ชนิดดิฟเฟอเรนชิเอตเตดของผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่น 2025-11-03T13:21:09+07:00 พงศธร เทียมทะนง rtamedj@pcm.ac.th เฉลิมรัตน์ แก้วพุด aung_med@hotmail.com <p><strong>บทนำ: </strong>ปัจจุบันแนวทางการรักษามะเร็งไทรอยด์ชนิดดิฟเฟอเรนชิเอตเตดในผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นมีเป้าหมายเพื่อพยายามลดอัตราการเสียชีวิตและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาให้น้อยที่สุด แต่ยังไม่เคยมีการรายงานผลการรักษาทางคลินิกที่ชัดเจนและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นทั้งในระยะเฉียบพลันและระยะยาวในผู้ป่วยกลุ่มนี้ในประเทศไทยมาก่อน <strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาผลการรักษาทางคลินิกและภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยไอโอดีน-131 ในผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ชนิด differentiated ที่เป็นเด็กและวัยรุ่นที่เข้ารับการรักษาที่สาขาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลศิริราช <strong>วัสดุและวิธีการ: </strong>เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ชนิด differentiated ที่มีอายุไม่เกิน 21 ปีเมื่อแรกวินิจฉัย ที่ได้รับการรักษาด้วยไอโอดีน-131 ในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2543 จนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2556 ผู้ป่วยทุกรายได้รับการตรวจติดตามเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดยเก็บข้อมูลผลการรักษารวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่นำไปสู่ผลการรักษาดังกล่าว อีกทั้งภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่เกิดขึ้นหลังการรักษาด้วย <strong>ผลการวิจัย: </strong>จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยทั้งหมดจำนวน 78 ราย พบมีการตอบสนองต่อการรักษาโดยหายขาดจากโรค จำนวน 33 ราย (ร้อยละ 42.3) และไม่หายขาดจากโรค จำนวน 45 ราย (ร้อยละ 57.7) โดยกลุ่มที่ไม่หายขาดจากโรค แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ยังมีรอยโรคเท่าเดิม จำนวน 40 ราย (ร้อยละ 51.3) รอยโรคมีการลุกลามเพิ่มขึ้น จำนวน 3 ราย (ร้อยละ 3.8) และโรคมีการกลับมาเป็นซ้ำ จำนวน 2 ราย (ร้อยละ 2.6) จากการวิเคราะห์แบบพหุตัวแปรพบว่าการกระจายของมะเร็งมาที่ต่อมน้ำหลืองบริเวณคออย่างเดียว [OR= 6.17, 95% CI (1.17-32.62) <em>p</em> = 0.0032] และมีการกระจายของมะเร็งมาที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอร่วมกับการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น [OR= 20.47, 95% CI (2.31-181.15) <em>p </em>= 0.007] เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการไม่หายขาดจากโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภาวะแทรกซ้อนระยะต้นหลังการรักษาด้วยไอโอดีน-131 มีจำนวน 28 ราย ได้แก่ กระเพาะอาหารอักเสบ (ร้อยละ 19.2) ไทรอยด์อักเสบ (ร้อยละ 14.1) และต่อมน้ำลายอักเสบ (ร้อยละ 12.8) ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่พบระยะหลัง มีจำนวน 10 ราย ได้แก่ การฝ่อของต่อมน้ำลาย (ร้อยละ 10.2) ต่อมน้ำลายไม่ทำงาน (ร้อยละ 1.3) และพบมะเร็งชนิดที่สอง (ร้อยละ 1.3) โดยมะเร็งชนิดที่สองในการศึกษานี้พบในผู้ป่วย 1 ราย โดยพบเป็นมะเร็งต่อมน้ำลายหน้ากกหูด้านขวา <strong>สรุปผล: </strong>ผลการรักษาผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ชนิด differentiated ในเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นแบบไม่หายขาดจากโรค โดยเป็นกลุ่มที่ยังมีรอยโรคเท่าเดิม โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของรอยโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือการพบมีการกระจายของมะเร็งมาที่ต่อมน้ำหลืองบริเวณคอและมีการกระจายของมะเร็งมาที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอร่วมกับการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นตั้งแต่การวินิจฉัยครั้งแรก ในส่วนของภาวะแทรกซ้อนภายหลังการรักษาด้วยไอโอดีน 131 พบได้ไม่บ่อย โดยส่วนใหญ่จะพบเป็นภาวะแทรกซ้อนระยะต้นมากกว่าแบบระยะหลัง โดยมะเร็งชนิดที่สองหลังจากการรักษาด้วยไอโอดีน-131 พบได้น้อยมากในการศึกษานี้</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/277908 ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีไขมันในพลาสมาและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่โรงพยาบาลโคกสำโรง: การศึกษาแบบย้อนหลัง 2025-09-27T20:49:02+07:00 กิตติพันธ์ วงศ์ทันตกร rtamedj@pcm.ac.th ธนวัฒน์ เกิดสวัสดิ rtamedj@pcm.ac.th วิศิษฐ์ แก้วพุด wisit_nephro@hotmail.com <p><strong>บทนำ:</strong> โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือด (Major Adverse Cardiovascular Events; MACEs) เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Myocardial infarction), โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ในประเทศไทยมีการใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เรียกว่า Thai ASCVD Risk Score ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ได้แก่ อายุ เพศ ค่าความดันโลหิต ค่าคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) ประวัติการสูบบุหรี่ และประวัติโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม การใช้ค่าคอเลสเตอรอลรวมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถสะท้อนลักษณะของไขมันในเลือดที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างครบถ้วน ค่าดัชนีไขมันในพลาสมา (Atherogenic Index of Plasma; AIP) ซึ่งคำนวณจากอัตราส่วนของไตรกลีเซอไรด์ต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (TG/HDL-C) ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถสะท้อนถึงภาวะไขมันในเลือดผิดปกติและภาวะหลอดเลือดแข็งตัวได้อย่างแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับ AIP ในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในประเทศไทยยังมีจำกัด และความแม่นยำของการทำนายความเสี่ยงอาจแตกต่างกันไปตามบริบทประชากรที่ศึกษา <strong>วัตถุประสงค์:</strong> ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าดัชนีไขมันในพลาสมา (AIP) กับการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือด (MACEs) ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง และประเมินความสามารถของ AIP ในการทำนายความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด <br /><strong>วัสดุและวิธีการ:</strong> การศึกษาย้อนหลังแบบกลุ่มประชากร (Retrospective cohort study) โดยใช้เวชระเบียนของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลโคกสำโรงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2557 ถึง 1 มกราคม 2568 โดยคัดเลือกผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 40ปีขึ้นไป และมีข้อมูลตรวจระดับไขมันในเลือดที่สามารถใช้คำนวณ AIP ได้ และติดตามอาการอย่างน้อย 1 ปี หรือจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดที่ร้ายแรง (MACEs) ซึ่งรวมถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Nonfatal myocardial infarction), โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Nonfatal stroke) และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด การวิเคราะห์ทางสถิติใช้ Cox proportional hazards regression เพื่อประเมินค่าสัมพันธ์ความเสี่ยง (Hazard ratios, HRs) <strong>ผลการวิจัย:</strong> AIP มีความสัมพันธ์กับการเกิด MACEs อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (HR = 1.97, 95% CI: 1.117-3.490, <em>p</em> = 0.019) นอกจากนี้ Harrell’s C-index เพิ่มขึ้นจาก 0.58 (เมื่อใช้ AIP เพียงอย่างเดียว) เป็น 0.67 เมื่อนำ AIP รวมกับตัวแปรอื่น ๆ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำนายความเสี่ยงที่ดีขึ้น <strong>สรุปผล:</strong> ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า AIP เป็นตัวทำนายอิสระที่สำคัญของ MACEs ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง การนำ AIP มาประยุกต์ใช้ร่วมกับแบบจำลองการประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอาจช่วยเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์โรค และช่วยระบุผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงที่อาจได้รับประโยชน์จากมาตรการป้องกันโรคที่เหมาะสม ด้วยความสะดวกในการคำนวณจากข้อมูลระดับไขมันในเลือดที่ตรวจตามปกติ AIP อาจเป็นเครื่องมือเสริมที่มีประโยชน์ในการประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเชิงทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์นี้ และสำรวจบทบาทของ AIP ในการตัดสินใจทางคลินิกในประชากรที่มีภาวะความดันโลหิตสูง</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/277911 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลกระทบต่อผลการรักษาในผู้ป่วยไตวายเฉียบพลันร่วมกับภาวะติดเชื้อปอดอักเสบในโรงพยาบาลชุมชนสนามชัยเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ประเทศไทย พุทธศักราช 2568: การศึกษาเชิงตัดขวาง 2025-09-27T20:59:16+07:00 นันท์นภัส ติยานนท์ rtamedj@pcm.ac.th ปาณิศา ประมวลอุรุรัตน์ rtamedj@pcm.ac.th วิศิษฐ์ แก้วพุด wisit_nephro@hotmail.com <p><strong>บทนำ:</strong> ภาวะไตวายเฉียบพลัน (AKI) เป็นภาวะการทำงานของไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการพยากรณ์โรคและค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุข ในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ การเกิด AKI เพิ่มความเสี่ยงต่อการล้มเหลวของหลายอวัยวะและการเสียชีวิตการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด AKI และผลลัพธ์ทางการรักษาในผู้ป่วยปอดอักเสบในโรงพยาบาลชุมชน <strong>วัสดุและวิธีการ:</strong> การศึกษาภาคตัดขวาง (cross-sectional study) จัดทำระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน พ.ศ. 2568 ณ โรงพยาบาลสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลโรงพยาบาลของผู้ป่วยปอดอักเสบในชุมชน อายุ ≥18 ปี โดยตัดออกผู้ป่วยปอดอักเสบในโรงพยาบาล มะเร็งทรวงอก และโรคไตวายระยะสุดท้าย ใช้สถิติพรรณนา การทดสอบ t-test, chi-square และ generalized linear model พร้อมการวิเคราะห์พหุคูณด้วย logistic regression <br /><strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 3,210 ราย มีการเกิด AKI จำนวน 147 ราย ผู้ป่วยที่เกิด AKI มีอายุเฉลี่ยสูงกว่า (70.03 ปี เทียบกับ 51.24 ปี, <em>p</em>&lt;0.001) ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิด AKI ได้แก่ อายุ ≥60 ปี (OR = 3.72, 95%CI: 2.35–5.88, <em>p</em>&lt;0.001), ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) (OR = 2.51, 95%CI: 1.54–4.10, <em>p</em>&lt;0.001), ภาวะกรดเกิน (acidosis) (OR = 11.82, 95%CI: 3.90–35.84, <em>p</em>&lt;0.001), การดื่มแอลกอฮอล์ (OR = 3.71, 95%CI: 1.32–10.45, <em>p</em>=0.013), ภาวะโซเดียมสูง (hypernatremia) (OR = 63.30, 95%CI: 10.83–369.93, <em>p</em>&lt;0.001), ดัชนีโรคร่วม Charlson ≥2 (OR = 3.86, 95%CI: 2.41–6.19,<em> p</em>&lt;0.001) และการเข้ารักษาใน ICU (OR = 5.74, 95%CI: 1.77–18.58, <em>p</em>=0.004) ผู้ป่วย AKI มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า (27.66% เทียบกับ 72.34%, <em>p</em>&lt;0.001) และมีค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงกว่า (30,678.8 บาท เทียบกับ 26,218.5 บาท, <em>p</em>&lt;0.001) อีกทั้งมีความต้องการการใส่ท่อช่วยหายใจและการเข้ารักษา ICU สูงกว่ากลุ่มไม่เกิด AKI อย่างมีนัยสำคัญ <strong>สรุปผล:</strong> AKI ในผู้ป่วยปอดอักเสบสัมพันธ์กับอัตราตาย การเข้ารักษา ICU และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่สูงขึ้น การระบุปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุสูง การติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะกรดเกิน และโซเดียมสูง มีประโยชน์ต่อการเฝ้าระวังและจัดการผู้ป่วยอย่างทันท่วงที เพื่อปรับปรุงคุณภาพการรักษาและลดภาระในโรงพยาบาลชุมชน</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เวชสารแพทย์ทหารบก