https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/issue/feed เวชสารแพทย์ทหารบก 2026-07-03T11:01:02+07:00 พ.อ.ผศ.นพ.ศราวุธ จินดารัตน์ rtamedj@pcm.ac.th Open Journal Systems <p>The Royal Thai Army Medical Journal is an academic journal in military medicine with the objective of disseminating research and knowledge related to the medical and nursing services for personnel under the Royal Thai Army Medical Department. It accepts submissions of various types of articles in both Thai and English and is published quarterly, four issues per year (January–March, April–June, July–September, and October–December).</p> https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/282806 โรคไวรัสอีโบลา ความท้าทายใหม่ในภารกิจรักษาสันติภาพ การปฏิบัติทางการแพทย์ และมาตรการป้องกันสำหรับกำลังพล กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจ ไทย/เซาท์ซูดาน 2026-06-07T22:18:48+07:00 ปิติ ภู่วิวัฒนางกูร pitipcm@gmail.com สุพัฒนศักดิ์ บุตรสุวรรณ rtamedj@pcm.ac.th เสาวลักษณ์ ธนาฤทธิ์ rtamedj@pcm.ac.th พงษ์พันธ์ วงษ์กาฬสินธุ์ rtamedj@pcm.ac.th มิลตรา สว่างศรี rtamedj@pcm.ac.th สุทธิดา จุลบุรมย์ rtamedj@pcm.ac.th กฤษณะพันธ์ ฮามแพ rtamedj@pcm.ac.th วิภาพร นาชิน rtamedj@pcm.ac.th พงษ์เพชรพชร สุวรรณพึง rtamedj@pcm.ac.th สุวิทย์ เรืองศรี rtamedj@pcm.ac.th นฤนาถ เย็นจิต rtamedj@pcm.ac.th รณชิต กิ่งสีดา rtamedj@pcm.ac.th <p>การปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพของกองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจ ไทย/เซาท์ซูดาน (Thai HMEC) ภายใต้ภารกิจสหประชาชาติ (UNMISS) ต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่จากการระบาดของโรคไวรัสอีโบลา (EVD) ในทวีปแอฟริกา ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การแพร่ระบาดของโรคไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดีบูโจ (Bundibugyo ebolavirus) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) ส่งผลให้สาธารณรัฐเซาท์ซูดานมีความเสี่ยงสูงทางระบาดวิทยาเนื่องจากมีพรมแดนติดต่อกับพื้นที่ระบาด ความท้าทายสำคัญคือ สายพันธุ์บุนดีบูโจยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะทางที่ได้รับการรับรอง การควบคุมโรคจึงต้องอาศัยการทำเวชกรรมป้องกันและการคัดแยกผู้ป่วยเป็นหลัก โรงพยาบาลสนามระดับ 1 กองร้อยทหารช่างเฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดานผลัดที่ 6 จึงได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและการตรวจคัดกรองโรคในระยะแรกเริ่ม พร้อมทั้งบังคับใช้มาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด ผ่านการรณรงค์ล้างมือและติดตั้งจุดบริการแอลกอฮอล์เจลทั่วหน่วย นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมพื้นที่แยกโรค ตรวจสอบคลังชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และจัดการฝึกอบรมความรู้ในการป้องกันตนเองแก่กำลังพลและบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะ ยังไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อภายในเซาท์ซูดาน แต่การเตรียมความพร้อมสายแพทย์อย่างเป็นระบบนี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ และสนับสนุนให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มขีดความสามารถและปลอดภัย</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/283412 บรรณาธิการแถลง - ปีที่ 79 ฉบับที่ 2 2026-07-03T11:01:02+07:00 ศราวุธ จินดารัตน์ rtamedj@pcm.ac.th 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กรมแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/280558 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบัวใหญ่ 2026-02-22T16:03:58+07:00 วิษณีพร จันทสิงห์ donklangboo@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong>: โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการและการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา <strong>วัสดุและวิธีการ: </strong>การวิจัยเป็นรูปแบบ Retrospective Case Control Study กลุ่มตัวอย่างคือเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองตีบ และกลุ่มควบคุมคือเวชระเบียนผู้ป่วยที่ไม่ใช่โรคหลอดเลือดสมองตีบ ทั้งเพศชายและเพศหญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป เข้ารับการรักษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2568 จำนวนกลุ่มละ 666 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลจากโปรแกรม HOSxP วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบด้วยสถิติ Multiple logistic regression analysis <strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่าปัจจัยหลักที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt; 0.001) ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง (OR = 3.55, 95%CI: 2.69-4.69), โรคเบาหวาน (OR = 2, 95% CI: 1.53-2.61), ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial fibrillation) (OR = 1.38, 95%CI: 1.09-3.25), ไขมันในเลือดสูง (OR =1.73, 95%CI: 1.19-2.02) และการสูบบุหรี่ (OR = 1.12, 95%CI: 1.05-1.25) ปัจจัยรองที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ 61–80 ปี (OR = 1.99, 95%CI: 1.29–3.06, <em>p </em>= 0.020) และการดื่มสุรา (OR = 1.22, 95%CI: 1.12–1.38, <em>p </em>&lt; 0.001) <strong>สรุปผล: </strong>การป้องกันและควบคุมโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงหัวใจเต้นผิดจังหวะ การไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบได้</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/280885 ความแม่นยำในการวินิจฉัยของแบบสอบถาม Thai SRBD-PSQ ร่วมกับการประเมินภาวะต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โต ในภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงรุนแรงในเด็ก 2026-03-10T22:08:40+07:00 พลช ห้องทองแดง paloch6989@gmail.com ภานน ศรีธเนศสกุล rtamedj@pcm.ac.th จักรกฤษฎิ จันทวานิช rtamedj@pcm.ac.th <p><strong>บทนำ</strong>: ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea; OSA) เป็นความผิดปกติของการนอนหลับที่พบได้ในเด็ก และมีความสัมพันธ์กับผลกระทบด้านพัฒนาการทางสติปัญญา ระบบหัวใจและหลอดเลือด และเมตาบอลิซึม หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การตรวจ polysomnography (PSG) ถือเป็นมาตรฐานทองคำในการวินิจฉัย OSA ในเด็ก อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงการตรวจดังกล่าวยังมีข้อจำกัดในหลายบริบท แบบสอบถาม Pediatric Sleep Questionnaire (PSQ) เป็นเครื่องมือคัดกรองความผิดปกติของการหายใจขณะหลับในเด็ก แต่ความแม่นยำในการวินิจฉัยยังแตกต่างกันในแต่ละบริบททางคลินิก การใช้แบบสอบถามร่วมกับการประเมินภาวะต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โตอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรค <strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อประเมินความแม่นยำในการวินิจฉัยของแบบสอบถาม Thai Sleep-Related Breathing Disorder–Pediatric Sleep Questionnaire (Thai SRBD-PSQ) เมื่อใช้ร่วมกับการประเมินภาวะต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โตในการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ระดับปานกลางถึงรุนแรงในเด็ก <strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษานี้เป็นการศึกษาความแม่นยำในการวินิจฉัยในเด็กอายุ 2–12 ปี ที่มีอาการสงสัยความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ และได้รับการตรวจการนอนหลับ (polysomnography; PSG) ที่ศูนย์สหเวชศาสตร์การนอนหลับสุรศักดิ์มนตรี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ระหว่างปี พ.ศ. 2561–2567 โดยให้ผู้ปกครองตอบแบบสอบถาม Thai SRBD-PSQ ก่อนการตรวจ PSG ขนาดของต่อมทอนซิลประเมินตาม Brodsky scale และการโตของอะดีนอยด์ประเมินจากค่า adenoid–nasopharynx ratio จากภาพเอกซเรย์ กำหนดภาวะ OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงจากค่า apnea–hypopnea index (AHI) ≥ 5 ครั้งต่อชั่วโมง และวิเคราะห์ประสิทธิภาพการวินิจฉัยของแบบสอบถามเพียงอย่างเดียวและเมื่อใช้ร่วมกับการประเมิน adenotonsillar hypertrophy <strong>ผลการศึกษา: </strong>มีผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 57 ราย (เพศชายร้อยละ 61.4) อายุเฉลี่ย 7.79 ± 2.53 ปี พบภาวะ OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงใน 23 ราย (ร้อยละ 40.4) แบบสอบถาม Thai SRBD-PSQ ให้ผลบวก (คะแนน ≥ 8) ในผู้ป่วย 32 ราย (ร้อยละ 56.1) การใช้แบบสอบถามเพียงอย่างเดียวมีความไว (sensitivity) ร้อยละ 52.2 (95% CI: 30.6-73.2%) ความจำเพาะ (specificity) ร้อยละ 41.2 (95% CI: 24.6-59.3%) ค่า positive predictive value (PPV) ร้อยละ 37.5 (95% CI: 21.1-56.3%) ค่า negative predictive value (NPV) ร้อยละ 56.0 (95% CI: 34.9-75.6%) และความแม่นยำโดยรวมร้อยละ 45.6 (95% CI: 32.4-59.3%) เมื่อใช้ร่วมกับการประเมินพบภาวะต่อมทอนซิลโตพบว่าความจำเพาะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 85.3 (95% CI: 68.9-95%) และความแม่นยำเพิ่มเป็น ร้อยละ 66.7 (95% CI: 52.9-78.6%) ขณะที่การใช้แบบสอบถามร่วมกับการประเมินพบทั้งต่อมทอนซิล และอะดีนอยด์โตให้ความจำเพาะสูงสุดที่ร้อยละ 97.1 (95% CI: 84.7-99.9%) และ PPV สูงสุดที่ร้อยละ 75.0 (95% CI: 19.4-99.4%) โดยมีความแม่นยำที่ร้อยละ 63.2 (95% CI: 49.3-75.6%) แต่ทำให้ความไวลดลง เหลือเพียงร้อยละ 13.0 (95% CI: 2.78-33.6%) <strong>สรุปผลการศึกษา: </strong>การประเมินภาวะต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์โต (adenotonsillar hypertrophy) ร่วมกับแบบสอบถาม Thai SRBD-PSQ สามารถเพิ่มความจำเพาะ และความแม่นยำโดยรวมในการคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นระดับปานกลางถึงรุนแรงในเด็ก และอาจเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการจัดลำดับความเร่งด่วนของผู้ป่วยสำหรับการส่งตรวจ PSG หรือ การวางแผนรักษาในบริบทที่มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึง PSG อย่างไรก็ตาม ความไวที่ลดลงอาจจำกัดการนำไปใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเพื่อใช้ในการตัดภาวะโรคออก (ruling out disease)</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/277909 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในโรงพยาบาลและการส่งต่อผู้ป่วยในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ: การวิเคราะห์แบบ Competing-Risks Regression ที่โรงพยาบาลบางคล้า 2025-09-27T20:52:18+07:00 นพวิชญ์ แก้วสลับนิล rtamedj@pcm.ac.th พีรณัฐ สุขช่วย rtamedj@pcm.ac.th วิศิษฐ์ แก้วพุด wisit_nephro@hotmail.com <p><strong>ความเป็นมา: </strong>โรคปอดอักเสบเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคร่วม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต และการส่งต่อผู้ป่วยในบริบทของโรงพยาบาลชุมชนยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในโรงพยาบาล และการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่นในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยใช้แบบจำลอง Fine-Gray competing-risks regression <strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษานี้เป็น retrospective cohort study โดยวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยอายุ ≥18 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคปอดอักเสบและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบางคล้า ระหว่างปี 2015-2025 ข้อมูลถูกสกัดจากเวชระเบียนและรหัสการวินิจฉัยตามระบบ ICD ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ข้อมูลประชากร ดัชนี มวลกาย โรคร่วมตาม Charlson comorbidity group และอุณหภูมิร่างกายแรกรับ ผลลัพธ์หลักคือการเสียชีวิตในโรงพยาบาล และผลลัพธ์รองคือการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่น การวิเคราะห์ใช้แบบจำลอง Fine-Gray competing-risks regression โดยกำหนดค่า p &lt;0.05 เป็นระดับนัยสำคัญทางสถิติ <strong>ผลการศึกษา: </strong>มีผู้ป่วยโรคปอดอักเสบทั้งหมด 1,816 ราย โดยมีข้อมูลผลลัพธ์สมบูรณ์ 1,815 ราย อายุเฉลี่ย 50.53 ± 18.42 ปี และ 430 ราย (23.68%) มีอายุ ≥65 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่จำหน่ายกลับบ้าน 1,712 ราย (94.33%) ขณะที่เสียชีวิตในโรงพยาบาล 30 ราย (1.65%) และถูกส่งต่อ 73 ราย (4.02%) ในแบบจำลองหลายตัวแปร อายุ ≥65 ปีสัมพันธ์กับการเสียชีวิตในโรงพยาบาลสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (adjusted SHR 2.59, 95% CI 1.06-6.34; p = 0.038) เช่นเดียวกับ BMI &lt;18.5 kg/m<sup>²</sup> (adjusted SHR 4.72, 95% CI 1.41- 15.82; p = 0.012) และการมีโรคร่วม ≥2 โรค (adjusted SHR 6.20, 95% CI 2.37-16.25; p &lt;0.001) อุณหภูมิร่างกาย &lt;36.7°C และ &gt;37.8°C ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตหลังการปรับค่าส่วนการวิเคราะห์การส่ง ต่อพบว่าอายุ ≥65 ปีเป็นปัจจัยเดียวที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (adjusted SHR 2.64, 95% CI 1.53-4.56; p &lt;0.001) <strong>สรุป: </strong>ในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลชุมชนแห่งนี้ อายุ ≥65 ปี ภาวะ น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และการมีโรคร่วมหลายโรคสัมพันธ์กับการเสียชีวิตในโรงพยาบาล ขณะที่อายุ ≥65 ปี สัมพันธ์กับการส่งต่อผู้ป่วย ผลการศึกษานี้สนับสนุนการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่แรกรับเพื่อช่วยวางแผนการ เฝ้าระวัง การรักษา และการส่งต่อในโรงพยาบาลชุมชน ทั้งนี้ การขาดข้อมูล BMI และอุณหภูมิในสัดส่วนสูง เป็นข้อจำกัดสำคัญที่ควรพิจารณา</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/280707 การใช้สายรัดห้ามเลือดสำหรับรยางค์ 2026-03-02T13:28:29+07:00 ณัฐ ไกรโรจนานันท์ natmd@hotmail.com <p>สาเหตุการเสียชีวิตที่พบมากที่สุดคือ การเสียเลือดปริมาณมากจากบาดแผลที่รยางค์ (extremities) หรือรอยต่อรยางค์ (junctional area: ขาหนีบ/ รักแร้/ ซอกคอ) และยังทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาน้อยกว่า 60 วินาที การห้ามเลือดจากบาดแผลที่รยางค์ สามารถทำหลายวิธี ได้แก่ การกดโดยตรงลงบนแผล หรือการใช้ผ้าแต่งแผลกดแล้วพันทับด้วยผ้ายืด สามารถห้ามเลือดได้ แต่อาจไม่มีประสิทธิภาพมากพอและใช้เวลานาน การใช้สายรัดห้ามเลือด (tourniquet) สามารถทำได้รวดเร็ว และห้ามเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทราบถึงข้อบ่งชี้ วิธีใช้สายรัดห้ามเลือด และการตรวจสอบหลังการใช้มีความสำคัญในการดูแลผู้บาดเจ็บ</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/280398 ภาพรังสีวิทยาของโรคกระดูกจากโรคต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ 2026-02-11T20:52:28+07:00 ตุลดา วิริยะนุเคราะห์ pitipcm@gmail.com <p>ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินผิดปกติ (Hyperparathyroidism) เป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระดูกทางเมตาบอลิกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางรังสีวิทยาหลากหลายรูปแบบ โดยภาพเอกซเรย์ธรรมดายังคงเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนลักษณะทางรังสีวิทยาที่สำคัญของโรคกระดูกจากภาวะดังกล่าว ทั้งชนิดปฐมภูมิและทุติยภูมิ ลักษณะเด่นที่พบได้บ่อย ได้แก่ การสลายของกระดูก โดยเฉพาะการสลายใต้เยื่อหุ้มกระดูกซึ่งถือเป็นลักษณะจำเพาะ การสลายรอบข้อและใต้กระดูกอ่อน การเกิดก้อนเนื้องอกสีน้ำตาล (Brown tumor) การเปลี่ยนแปลงของกระดูกกะโหลกแบบ Salt and pepper appearance รวมถึงภาวะกระดูกหนาตัวผิดปกติ เช่น Rugger-jersey spine ในผู้ป่วยที่มีภาวะทุติยภูมิจากโรคไตเรื้อรัง ความเข้าใจลักษณะภาพรังสีวิทยาเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวินิจฉัย การวินิจฉัยแยกโรค และการประเมินภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เวชสารแพทย์ทหารบก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtamedj/article/view/281364 การผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองด้วยวิธีผ่าตัดแบบเปิด 2026-04-03T15:16:22+07:00 ทวีชัย สายวงศ์ thaweechai.s@pmk.ac.th ศิรพงศ์ โชคธีรสวัสดิ์ c.sirapong128@gmail.com <p>โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง (Abdominal Aortic Aneurysm: AAA) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ วัตถุประสงค์หลักของการรักษาคือการป้องกันการแตกของหลอดเลือดในเวลาที่เหมาะสม. แม้ปัจจุบันการผ่าตัดผ่านสายสวน (EVAR) จะได้รับความนิยม แต่การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgical Repair: OSR) ยังคงเป็นมาตรฐานจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่มีกายวิภาคหลอดเลือดซับซ้อน บทความฟื้นวิชานี้รวมรวบตั้งแต่การวินิจฉัย AAA ไปจนถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยก่อนผ่าตัด วิธีการผ่าตัด เทคนิคการผ่าตัด รวมไปถึงการจัดการภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดศัลยแพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 เวชสารแพทย์ทหารบก