สรรพสิทธิเวชสาร
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal
<p>สรรพสิทธิเวชสาร เป็นวารสารวิชาการของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี มีกำหนดตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ คือ มกราคม-เมษายน พฤษภาคม-สิงหาคม และกันยายน-ธันวาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <ol> <li class="show"> เผยแพร่องค์ความรู้ การค้นคว้า และผลงานวิจัย ทางด้านการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li class="show">เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำเสนอข้อเสนอแนะและแนวความคิดใหม่ ในประเด็นปัญหาและการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข</li> <li class="show">นำเสนอผลงาน องค์ความรู้ แนวความคิด ทางด้านแพทยศาสตร์ศึกษา การพัฒนาและการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> </ol>
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
th-TH
สรรพสิทธิเวชสาร
0125-653X
-
การวิจัยเชิงเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน สูตรลดยาเคมีบำบัด และสูตรประคับประคองในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/273412
<p><strong>หลักการและเหตุผล</strong>: ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ (Acute myeloid leukemia, AML) ที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดทั้งสูตรมาตรฐาน (Intensive regimen: 7+3 induction, HIDAC regimen), สูตรลดยาเคมีบำบัด (Non-intensive regimen) รวมถึงการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative treatment) มีอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาในแต่ละแบบ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong>: เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลังเชิงเปรียบเทียบจากเวชระเบียน ในผู้ป่วย AML จำนวน 117 ราย ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้วิธี Kaplan-Meier analysis เปรียบเทียบอัตราการอดชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย Intensive, Non-intensive regimen และ Palliative treatment</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: ผู้ป่วย AML จำนวน 117 ราย พบว่า มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 58.4 ± 15.2 ปี มี median survival time เท่ากับ 2 เดือน มี อัตราการรอดชีพที่ 1 ปี เท่ากับ 20.7% ข้อมูลเปรียบเทียบ Median survival time ระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับ Intensive, Non intensive regimen และ Palliative treatment เท่ากับ 2.87, 9 และ 1 เดือน (P-value< 0.001) และอัตราการรอดชีวิตภายใน 1 ปี ระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับ Intensive, Non intensive regimen และ Palliative treatment เท่ากับร้อยละ 44.4, 45.8 และ 6.8 ตามลำดับ (P-value< 0.001)</p> <p><strong>สรุป</strong>: จากการเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตแบบย้อนหลังในกลุ่ม Intensive, non-intensive regimen และ Palliative care พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การรักษากลุ่ม Intensive และNon-intensive regimen มีผลต่ออัตราการรอดชีวิตที่ดีกว่า Palliative care โดยกลุ่ม Non-intensive regimen ที่แสดงผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: มะเร็งเม็ดเลือดขาว, สูตรเคมีบำบัด, อัตราการรอดชีวิต</p>
ธัญมน ชาจุหวัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สรรพสิทธิเวชสาร
2026-02-27
2026-02-27
46 1
1
14
-
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในการรักษาภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษชนิดเกรฟส์ด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีน ในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์จังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/273041
<p><strong>หลักการและเหตุผล</strong><strong>: </strong>ปัจจุบันสารกัมมันตรังสีไอโอดีน (radioactive iodine, RAI, Iodine-131, I-131) ใช้ในการรักษาภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษชนิดเกรฟส์ (Graves’ disease) ในกลุ่มที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไทรอยด์หรือผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อนรุนแรงจากตัวโรค แต่อาจพบความล้มเหลวหลังการรักษาได้ ซึ่งจำเป็นต้องรักษาด้วย การให้ RAI ซ้ำ ทำให้ผู้ป่วยยังคงประสบกับผลกระทบจากภาวะไทรอยด์เป็นพิษและความเสี่ยงของปริมาณรังสีสะสม (radiation exposure) เพิ่มมากขึ้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาอัตราความสำเร็จและความล้มเหลวของการรักษาภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษชนิด Graves’ disease ด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีนในครั้งแรกและศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในการรักษา เพื่อเลือกการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong><strong>: </strong>การศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังในสถาบันเดียว โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย Graves’ disease และได้รับการรักษาด้วยสารกัมมันตรังสีไอโอดีนครั้งแรกที่แผนกเวชศาสตร์นิวเคลียร์โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 การทดสอบความแตกต่างระหว่างโดยใช้ Mann-Whitney U test และ Fisher exact test และการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของการรักษาโดยใช้ Logistic regression analysis</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>จำนวนผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 540 ราย เพศหญิงจำนวน 431 ราย (79.81%) ค่ามัธยฐานของอายุ 44 ปี กลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการรักษาด้วย RAI จำนวน 304 ราย (56.30%) และกลุ่มที่ล้มเหลวในการรักษา 236 ราย (43.70%) ซึ่งกลุ่มที่ล้มเหลวในการรักษาพบว่ามีปัจจัย คือ ขนาดของต่อมไทรอยด์ก่อนการรักษา ระดับของฮอร์โมนไทรอยด์ก่อนการรักษา (FT3) และปริมาณของ RAI ที่ให้ มากกว่ากลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการรักษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value <0.001) สอดคล้องกับการวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Univariate logistic regression (crude OR = 1.01, P-value <0.001, crude OR = 1.05, P-value = 0.002 และ crude OR = 1.11, P-value <0.001 ตามลำดับ) แต่เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้วย Multivariate logistic regression พบว่ามีเพียงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความล้มเหลวของการรักษาอย่างมีนัยสำคัญคือขนาดของต่อมไทรอยด์ก่อนรักษา (adjusted OR = 1.02, P-value <0.001) ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆ คือ อายุ เพศ ระดับของฮอร์โมนไทรอยด์ก่อนการรักษา (FT3) ปริมาณของ RAI ที่ให้ ชนิดของยาต้านไทรอยด์ที่ใช้และระยะเวลาของใช้ยาต้านไทรอยด์ก่อนการรักษานั้นไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>พบว่าเกิดอัตราความล้มเหลวในการรักษาคิดเป็น 43.70% โดยมีขนาดของต่อมไทรอยด์ก่อนการรักษาเพียงปัจจัยเดียวที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดความล้มเหลวในการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ</p>
ชนกภรณ์ อนุอัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สรรพสิทธิเวชสาร
2026-02-27
2026-02-27
46 1
15
29
-
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโรคทุกภูมิภาคทั่วโลก
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/275342
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>หลักการและเหตุผล</strong><strong>: </strong>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า สภาวะโลกร้อน ซึ่งก็คือ สภาวะที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น มีสาเหตุมาจาก กิจกรรมของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอุตสาหกรรมและการขนส่ง การตัดไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ซึ่งส่งผลให้ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น ส่งเสริมให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นด้วย จึงทำให้โลกร้อนขึ้น หรือที่เรียกว่า ภาวะโลกร้อน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพภูมิอากาศ และทำให้เกิดผลกระทบตามมา ได้แก่ สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยครั้งมากขึ้น ผลกระทบต่อความปลอดภัยทางด้านอาหาร ความพร้อมของน้ำ และคุณภาพอากาศ และอาจส่งผลให้เกิดโรคทางสุขภาพของมนุษย์ที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ ทั้งโรคติดต่อ และโรคไม่ติดต่อ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อนขึ้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโรค</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ทบทวนวรรณกรรมจากบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโรค</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคอุบัติใหม่โรคอุบัติซ้ำ และโรคเขตร้อนที่ถูกละเลย ทำให้การแพร่กระจายและวงจรชีวิตของพาหะนำโรคบางชนิดเปลี่ยนไป วงจรชีวิตของเชื้อโรคบางชนิดเปลี่ยนไป</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> การทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อโรค ทำให้สามารถหาแนวทางป้องกันและตอบสนองต่อการเกิดโรคได้</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของโรค</p>
อรุณวรรณสมาพร พรามพิทักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สรรพสิทธิเวชสาร
2026-02-27
2026-02-27
46 1
31
40