สรรพสิทธิเวชสาร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal <div class="text-base my-auto mx-auto pt-3 [--thread-content-margin:var(--thread-content-margin-xs,calc(var(--spacing)*4))] @w-sm/main:[--thread-content-margin:var(--thread-content-margin-sm,calc(var(--spacing)*6))] @w-lg/main:[--thread-content-margin:var(--thread-content-margin-lg,calc(var(--spacing)*16))] px-(--thread-content-margin)"> <div class="[--thread-content-max-width:40rem] @w-lg/main:[--thread-content-max-width:48rem] mx-auto max-w-(--thread-content-max-width) flex-1 group/turn-messages focus-visible:outline-hidden relative flex w-full min-w-0 flex-col"> <div class="flex max-w-full flex-col gap-4 grow"> <div class="min-h-8 text-message relative flex w-full flex-col items-end gap-2 text-start break-words whitespace-normal outline-none keyboard-focused:focus-ring [.text-message+&amp;]:mt-1" dir="auto" data-message-author-role="user" data-message-id="81e1d7b7-8a29-4609-8298-72b98bcebe5b"> <div class="flex w-full flex-col gap-1 empty:hidden items-end rtl:items-start"> <div class="user-message-bubble-color corner-superellipse/0.98 relative min-w-0 rounded-[22px] px-4 py-2.5 leading-6 max-w-(--user-chat-width,70%)"> <div class="[overflow-wrap:anywhere] whitespace-pre-wrap"><img style="font-size: 0.875rem;" src="https://i.postimg.cc/MKbXX2Ft/17-59.jpg" /></div> </div> </div> </div> </div> <div class="z-0 flex justify-end"> <div class="text-base my-auto mx-auto pt-3 [--thread-content-margin:var(--thread-content-margin-xs,calc(var(--spacing)*4))] @w-sm/main:[--thread-content-margin:var(--thread-content-margin-sm,calc(var(--spacing)*6))] @w-lg/main:[--thread-content-margin:var(--thread-content-margin-lg,calc(var(--spacing)*16))] px-(--thread-content-margin)"> <div class="[--thread-content-max-width:40rem] @w-lg/main:[--thread-content-max-width:48rem] mx-auto max-w-(--thread-content-max-width) flex-1 group/turn-messages focus-visible:outline-hidden relative flex w-full min-w-0 flex-col"> <div class="z-0 flex justify-end"> <p>สรรพสิทธิเวชสาร เป็นวารสารวิชาการของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี มีกำหนดตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ คือ มกราคม-เมษายน พฤษภาคม-สิงหาคม และกันยายน-ธันวาคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <ol> <li>เผยแพร่องค์ความรู้ การค้นคว้า และผลงานวิจัย ทางด้านการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำเสนอข้อเสนอแนะและแนวความคิดใหม่ ในประเด็นปัญหาและการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข</li> <li>นำเสนอผลงาน องค์ความรู้ แนวความคิด ทางด้านแพทยศาสตร์ศึกษา การพัฒนาและการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> </ol> </div> </div> </div> </div> </div> </div> th-TH piyawadeemfm@yahoo.co.th (Piyawadee Wuttikonsammakit) netpakdee45@gmail.com (Suchada Netpakdee (Journal Manager)) Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความชุกและปัจจัยการเกิด Red blood cell alloimmunization จากการให้เลือดในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/276655 <p><strong>หลักการและเหตุผล</strong>: การกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีต่อเม็ดเลือดแดง (Red blood cell alloimmunization) เป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อแอนติเจนของเม็ดเลือดแดงที่แปลกปลอม ภาวะ Red blood cell alloimmunization เป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีความสำคัญในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความชุก alloantibody จากการเกิด Red blood cell alloimmunization และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิด Red blood cell alloimmunization ของผู้ป่วยธาลัสซีเมีย</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong>: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective study) ในผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่ได้รับการรักษาด้วยการให้เลือด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึง 31 ตุลาคม 2567 ระยะเวลา 3 ปี กลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 รายผลลัพธ์หลักคือศึกษาความชุกของการเกิดภาวะ red blood cell alloimmunization ส่วนผลลัพธ์รอง คือศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะ alloimmunization</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>พบว่าผู้ป่วยมีสัดส่วนการเกิด Red blood cell alloimmunization ร้อยละ 19.2 โดยมี Anti-E เป็น alloantibody ที่พบบ่อยที่สุด (ร้อยละ32.4) รองลงมาคือ Anti- Mi<sup>a</sup> (ร้อยละ18.9) นอกจากนี้พบว่า 2 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิด Red blood cell alloimmunization ได้แก่หมู่เลือด ซึ่งพบว่าหมู่เลือด AB เกิด Red blood cell alloimmunization มากกว่าหมู่ A,B,O และการได้รับเลือดมากกว่า 10 ยูนิตขึ้นไป มีอัตราการเกิด Red blood cell alloimmunization สูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับเลือดไม่เกิน 10 ยูนิต</p> <p><strong>สรุป</strong>: การเกิด Red blood cell alloimmunization พบ Anti –E มากที่สุด และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์การเกิด Red blood cell alloimmunization ได้แก่ หมู่เลือด และจำนวนเลือดที่ผู้ป่วยได้รับ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: การกระตุ้นสร้างแอนติบอดีต่อเม็ดเลือดแดง, ธาลัสซีเมีย, การรับเลือด</p> วรรณภา ชรารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สรรพสิทธิเวชสาร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/276655 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 The การศึกษาเปรียบเทียบผลการรักษาผู้ป่วยโรคนิ่วท่อไตส่วนบนในขนาดต่างๆโดยการรักษาด้วยวิธีการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียง (ESWL) และวิธีการส่องกล้องผ่านท่อไต (URS) ในโรงพยาบาลสมุทรสาคร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/275544 <p>บทคัดย่อ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลักการและเหตุผล : เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการรักษาผู้ป่วยโรคนิ่วท่อไตส่วนบนในขนาดต่างๆโดยการรักษาด้วยวิธีการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงและวิธีการส่องกล้องผ่านท่อไตในรพ.สมุทรสาคร</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัสดุและวิธีการ : เป็นการศึกษาเชิงพรรณาแบบย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังจากฐานข้อมูลผู้ป่วยโรคนิ่วท่อไตส่วนบน 58 คน ที่มีนิ่วขนาด 5-15 มม. ในโรงพยาบาลสมุทรสาคร ตั้งแต่ กันยายน 2557 - 2567 &nbsp;29 คนรักษาด้วยวิธีการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียง ที่เหลืออีก 29 คนรักษาด้วยวิธีการส่องกล้องผ่านท่อไต ผลสำเร็จของการรักษา การรักษาซ้ำ หัตถการเสริม ถูกบันทึกและนำมาเปรียบเทียบระหว่าง 2 กลุ่ม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา : &nbsp;24 คนจาก 29 คน[82.75%] รักษานิ่วสำเร็จหลังการส่องกล้องผ่านท่อไตครั้งแรก&nbsp; 12 คนจาก 29 คน[41.37%] รักษานิ่วสำเร็จหลังการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงครั้งแรก พบว่า&nbsp; แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ [P=0.001] วิธีการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงใช้การรักษาซ้ำ[34.48%]สูงกว่าวิธีการส่องกล้องผ่านท่อไต[6.89%]อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ[P=0.021] การใช้หัตถการเสริมพบว่าไม่แตกต่างกันระหว่างผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียง[24.14%] และวิธีการส่องกล้องผ่านท่อไต[17.24%][P=0.517] เมื่อเปรียบเทียบผลสำเร็จการรักษาผู้ป่วยโรคนิ่วท่อไตส่วนบนในขนาดต่างๆโดยการรักษาด้วยวิธีการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียง และ วิธีการส่องกล้องผ่านท่อไต ในรพ.สมุทรสาครหลังจากผ่านไป3เดือนพบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยขนาดนิ่ว 5-15 มม. [75.86%/89.65%] [P=0.297] , 5-10 มม. [100% / 92%][P=1.000] และ 10-15 มม. [53%/86.66%] [P=0.109] ตามลำดับ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรุป : วิธีการสลายนิ่วด้วยคลื่นเสียงได้รับการแนะนำให้ใช้เป็นการรักษาเดี่ยวที่มีผลข้างเคียงและความเสี่ยงต่ำในแนวทางแรกสำหรับรักษาโรคนิ่วท่อไตส่วนบนที่มีขนาดเล็กกว่า 10 มม. ในขณะที่วิธีการส่องกล้องผ่านท่อไตได้รับการแนะนำให้เป็นการรักษาในลำดับแรกสำหรับรักษาโรคนิ่วท่อไตส่วนบนที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 มม. เนื่องจากผลสำเร็จการรักษาผู้ป่วยโรคนิ่วท่อไตส่วนบนด้วยวิธีการส่องกล้องผ่านท่อไตครั้งแรกเหนือกว่า การรักษาซ้ำที่ต่ำกว่า สามารถกำจัดนิ่วได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น</p> <p>Abstract</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Background : To evaluate the effect of stone size on the results of extracorporeal shockwave lithotripsy[ESWL] versus semi-rigid ureteroscopic lithotripsy[URS] in the management of upper ureteric stones in Samutsakhon hospital</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Materials and Methods : A descriptive retrospective study was done by collecting data of 58 patients with upper ureteric single stone of 5 – 15 mm from database at Samutsakhon hospital from 30 September 2014 to 30 September 2024. 29 patients were managed by ESWL monotherapy, while the other half underwent URS. The success rate, re-treatment rate and auxiliary procedure[AP] were compared between the two group.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Results : After single URS and ESWL procedures 24/29[82.75%] and 12/29[41.37%] of the stones were successfully cleared, respectively[P=0.001]. The re-treatment rate after ESWL was significant higher than in the URS group [34.48% vs 6.89%, P=0.021]. Requiring an AP was not significantly different following ESWL[24.14%] and URS[17.24%] treatment[P=0.517]. The overall stone free rate at 3 months in Samutsakhon hospital was not significantly different for stone 5–15 mm [ESWL75.86%/ URS89.65%][P=0.297], 5-10 mm [ESWL100%/URS92%][P=1.000] and 10-15 mm [ESWL53%/URS86.66%][P=0.109]</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Conclusions : Our present study supports that ESWL is recommended as a first line non-invasive monotherapy for upper ureteric stones of &lt; 10 mm, while URS is recommended as a first line treatment for stones of &gt; 10 mm. The results after single URS procedure were superior with lower a re-treatment rate and rapid stone clearance in a very short time.</p> ฐิติกร หอทิมาวรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สรรพสิทธิเวชสาร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/275544 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700 ภาวะก่อนเบาหวานและการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/272791 <p>การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะก่อนเบาหวานและการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ ตามขั้นตอนของการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ การสืบค้นโดยใช้คำสำคัญคือภาวะก่อนเบาหวาน และ การป้องกัน จากฐานข้อมูลในปี 2000-2024 สืบค้นได้ทั้งหมด 19 เรื่องแต่เข้าได้กับเกณฑ์ 15 เรื่อง</p> <p>ผลการศึกษาพบประเด็น 2 ประเด็นสำคัญดังนี้ 1) ความชุกของภาวะก่อนเป็นเบาหวานในคนทั่วไปและกลุ่มเฉพาะอยู่ระหว่างร้อยละ 13.6-27.3 2) การป้องกันการเกิดผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ในกลุ่มเสี่ยงหรือผู้มีภาวะก่อนเบาหวานมีทั้งแบบใช้ยา โดยการให้วิตามินดีเสริม ≥ 6 เดือนขึ้นไปพบว่าวิตามินดีสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ โดยมี risk ratio (RR) 0.89 (95%CI 0.80-0.99) และการป้องกันแบบไม่ใช้ยาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีทั้งการประยุกต์จาก Diabetes Prevention Program (DPP) และแนวคิด 3 อ 2 ส ซึ่งลักษณะของโปรแกรม ส่วนใหญ่ประกอบด้วยการให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวานเพื่อสร้างความตระหนักและการสอน สาธิตการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียดและลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ และสารเสพติด นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์กิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของกลุ่มเสี่ยง ระยะเวลาของโปรแกรมอยู่ระหว่าง 4 - 24 สัปดาห์ โปรแกรมที่ดำเนินการ ≥ 12 เดือนจะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ดีกว่าโปรแกรมที่ใช้เวลา &lt;12 เดือน การติดตามโดยใช้ระบบพี่เลี้ยง หรือเพื่อนในการติดตามทั้งการโทรศัพท์ติดตามและการเยี่ยมบ้าน การประเมินผลโปรแกรมส่วนใหญ่จะวัดความรู้ พฤติกรรมสุขภาพ รอบเอว น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำตาลสะสม แต่ยังขาดการติดตามการเกิดโรคเบาหวานรายใหม่ในระยะยาวที่ชัดเจน</p> สุเพียร โภคทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สรรพสิทธิเวชสาร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/272791 Wed, 06 May 2026 00:00:00 +0700