ผลของการฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาที่มีต่อความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกของ นักกีฬามวยสากลสมัครเล่น

Main Article Content

บริรักษ์ ปะกาสี
รุจน์ เลาหภักดี

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาร่วมกับการฝึกปกติและผลของการฝึกปกติที่มีต่อความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกของนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น


วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นเพศชายของโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี โดยทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 24 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คนเท่ากัน ด้วยวิธีการจับคู่ โดยใช้ค่าสมรรถภาพการใช้ออกซิเจนสูงสุดและอายุ เป็นเกณฑ์ ดังนี้ กลุ่มฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบา เป็นกลุ่มที่ได้รับการฝึกปกติร่วมกับการฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบา โดยกลุ่มฝึกเสริมฯ จะทำการฝึกเสริมด้วยรูปแบบการฝึก คือ การชกหมัดแย็ป และหมัดตรง กับกระสอบทรายต่อเนื่องสลับกันแบบเต็มกำลัง เป็นเวลา 20 วินาที ที่ความหนัก 90-95 ของอัตราการเต้นของ % ชีพจรสูงสุดสลับกับการพักแบบมีการเคลื่อนไหวเป็นเวลา 10 วินาที โดยการเต้นฟุตเวิกร์อยู่กับที่ ที่ความหนัก 65-70 ของอัตราการเต้นของชีพจรสูงสุดทำการฝึกทั้งหมด% 6 รอบ จำนวน 3 เซ็ต พักระหว่างเซ็ต 2 นาที โดยทำการฝึก 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มที่ฝึกแบบปกติ เป็นกลุ่มที่ได้รับการฝึกปกติเพียงอย่างเดียว ก่อนและหลังการฝึก สัปดาห์ที่ 6 กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม ทำการวัดตัวแปร ได้แก่ ความสามารถด้านแอโรบิก คือ ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด  ความสามารถด้านแอนแอโรบิก คือ ความสามารถสูงสุดแบบแอนแอโรบิก และพลังแบบแอนแอโรบิก นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้การทดสอบค่าที กำหนดระดับความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05                


ผลการวิจัย: ก่อนการฝึกกลุ่มตัวอย่างทั้งสองมีค่าตัวแปรพื้นฐานทางสรีรวิทยาต่างๆ ได้แก่ อายุ น้ำหนัก เปอร์เซ็นไขมันในร่างกาย อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก อัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ความสามารถด้านเเอโรบิก และ แอนแอโรบิก ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ไม่เเตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 6 พบว่า กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกสูงกว่า กลุ่มควบคุม  แต่ไม่เเตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


สรุปผลการวิจัย: โปรแกรมการฝึกที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาในนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น ในการวิจัยครั้งนี้ สามารถทำให้กลุ่มที่ฝึกเสริมฯ มีการพัฒนาความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกที่สูงขึ้น กว่ากลุ่มที่ฝึกแบบปกติ แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อาจเป็นเพราะระยะเวลาของการฝึกที่สั้นไปและปัจจัยภายนอกต่างๆที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกเสริมฯ มีแนวโน้มที่จะพัฒนาความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกในนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นได้

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ปะกาสี บ. ., & เลาหภักดี ร. . (2023). ผลของการฝึกเสริมที่ความเข้มข้นสูงแบบหนักสลับเบาที่มีต่อความสามารถด้านแอโรบิกและแอนแอโรบิกของ นักกีฬามวยสากลสมัครเล่น. วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ, 23(3), 28–38. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/spsc_journal/article/view/261933
ประเภทบทความ
บทความวิจัย (Original Article)

เอกสารอ้างอิง

Acevedo EO, Goldfarb AH. (1989). Increased training intensity effects on plasma lactate, ventilatory threshold, and endurance. Med Sci Sports Exerc. 21(5), 563-568.

Akca F, Aras D. (2015). Comparison of Rowing Performance Improvements Following Various High-Intensity Interval Trainings. J Strength Cond Res. 29(8), 2249-2254. doi: 10.1519/JSC.0000000000000870.

American Colloege of Sport Medicine (2006) ACSM’s Guidelines for Exercise Testing and Prescription. 7th ed. Pennsylvania: Lippincott Williams & Wilkin.

Burke, L. M. and G. R. Cox (2009). Nutrition in combat sports. Combat sports medicine

Bogdanis GC, Stavrinou P, Fatouros IG, Philippou A, Chatzinikolaou A, Draganidis D, Ermidis G, Maridaki M. (2013). Short-term high-intensity interval exercise training attenuates oxidative stress responses and improves antioxidant status in healthy humans. Food Chem Toxicol. 61:171-7. doi:10.1016/j.fct.

05.046.

Cohen (1988) J. Statistical Power Analysis for the Behavioral Sciences .Hillsdale, NJ: Lawrence Erlbaum.

Davis P, Wittekind A, Beneke R. (2013). Amateur boxing: activity profile of winners and losers. Int J Sports Physiol Perform. 8(1):84-91. doi: 10.1123/ijspp.8.1.84.

Davis P, Leithäuser RM, Beneke R. (2014). The energetics of semicontact 3 x 2-min amateur boxing. Int J Sports Physiol Perform. 9(2), 233-239. doi: 10.1123/IJSPP.2013-0006.

Davis P, Benson PR, Pitty JD, Connorton AJ, Waldock R. (2015). The activity profile of elite male amateur boxing. Int J Sports Physiol Perform. 10(1), 53-57. doi: 10.1123/ijspp.2013-0474.

Guidetti L, Musulin A, Baldari C. (2002). Physiological factors in middleweight boxing performance. J Sports Med Phys Fitness. 42(3), 309-314.

Ghosh AK, Goswami A, Ahuja A. (1995). Heart rate & blood lactate response in amateur competitive boxing. Indian J Med Res. 102, 179-183.

Seiler S, Hetlelid KJ. (2005). The impact of rest duration on work intensity and RPE during interval training. Med Sci Sports Exerc. 37(9), 1601-1607. doi: 10.1249/01.mss.0000177560.18014.d8.

Kinnunen, J. V., Piitulainen, H., & Piirainen, J. M. (2019). Neuromuscular Adaptations to Short-Term High-Intensity Interval Training in Female Ice-Hockey Players. Journal of strength and conditioning research, 33(2), 479–485. https://doi.org/10.1519/JSC.0000000000001881

Bayati, M., Farzad, B., Gharakhanlou, R., & Agha-Alinejad, H. (2011). A practical model of low-volume high-intensity interval training induces performance and metabolic adaptations that resemble 'all-out' sprint interval training. Journal of sports science & medicine, 10(3), 571–576.

Smith, M. S., Dyson, R. J., Hale, T., & Janaway, L. (2000). Development of a boxing dynamometer and its punch force discrimination efficacy. J Sports Sci, 18(6), 445–450. https://doi.org/10.1080/02640410050074377

Samuel J. Greeley, Nic Martinez, Bill Campbell (2013). The Impact of High-Intensity Interval Training on Metabolic Syndrome. Strength and Conditioning Journal. 35(2), 63-65. DOI:10.1519/SSC.0b013e31827764da

Siahkouhian M, Khodadadi D, Shahmoradi K. (2013). Effects of high intensity interval training on aerobic and anaerobic indices: Comparison of physically active and inactive men. Science & Sports, 28(5), e119–e125.DOI:10.1016/j.scispo.2012.11.006