https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/issue/feed
วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
2025-09-30T15:53:33+07:00
ผศ.ดร.ภก.พยงค์ เทพอักษร
tjph-editor@scphtrang.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ(Thai Journal of Public Health and Health Sciences; TJPHS) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขอบเขตของวารสารครอบคลุมในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ นโยบายสุภาพและการจัดการการดูแลสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ สุขศึกษา พฤติกรรมสุขภาพ อาชีวอนามัย อนามัยสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา สาธารณสุขชุมชน ทันตสาธารณสุข เภสัชสาธารณสุข การพยาบาล และสาขาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์ สนับสนุนโดย คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/275728
สถานการณ์การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจพัฒนาการวัยรุ่นเชิงบวก ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนแม่ลาน้อยดรุณสิกข์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2025-07-02T00:20:26+07:00
ธณัชช์นรี สโรบล
tanatnari_sar@g.cmru.ac.th
กัลยกร พรหมคำ
tanatnari_sar@g.cmru.ac.th
โยธิน บุญเฉลย
tanatnari_sar@g.cmru.ac.th
<p> การวิจัยนี้ครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจพัฒนาการวัยรุ่นเชิงบวก ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนแม่ลาน้อยดรุณสิกข์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน การวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียน ม.1–ม.3 จำนวน 352 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และนักเรียน สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ และร้อยละ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่าภาพรวมของพัฒนาการวัยรุ่นมีค่าคะแนนเฉลี่ยรวมของพัฒนาการวัยรุ่นเชิงบวกเพิ่มขึ้นตามระดับชั้น ม.1: เฉลี่ย 2.47 ม.2: เฉลี่ย 2.89 ม.3: เฉลี่ย 3.23 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า (1) โรงเรียนมีศักยภาพในการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนทุกมิติ โดยเฉพาะการใช้กิจกรรมท้องถิ่นและสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน (2) รูปแบบ “7C–Maela Youth Positive Development Model” ที่ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ Competence, Confidence, Connection, Character, Caring, Contribution และ Critical Consciousness สามารถประยุกต์กับบริบทและกิจกรรมในโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม (3) ผลการประเมินรูปแบบพบว่า นักเรียนมีพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มขึ้นในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะความสามารถในการเรียนรู้ การสื่อสาร และการคิดเชิงวิพากษ์</p>
2025-10-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/273216
การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์เอลฟากลูโคสิเดสของตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านรักษาโรคเบาหวาน โดยหมอจิตร บุญเลื่อง อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง
2025-08-01T17:31:51+07:00
เจษฎา อุดมพิทยาสรรพ์
jadsada@scphtrang.ac.th
นันฑิจพร พวงแก้ว
jadsada@scphtrang.ac.th
วรัญญา อรุโณทยานันท์
jadsada@scphtrang.ac.th
กนกวรรณ เอื้อเจริญ
jadsada@scphtrang.ac.th
เอมพิกา อุดมพิทยาสรรพ์
jadsada@scphtrang.ac.th
<p style="font-weight: 400;"> โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus, DM) เป็นกลุ่มโรคเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญอาหารเนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอหรือมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หนึ่งในวิธีการรักษาโรคเบาหวาน ได้แก่ การลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยการยับยั้งเอนไซม์ย่อยอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เช่น แอลฟากลูโคสิเดส (α-glucosidase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร โดยหมอจิตร บุญเลื่อง เป็นหมอพื้นบ้านอำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง เป็นหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์ด้านการรักษาโรคเบาหวานมากกว่า 20 ปี โดยตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน ประกอบด้วยสมุนไพร 7 ชนิด ดังนี้ ช้าพลู อินทนิลน้ำ ขลู่ หนวดข้าวโพด หัวเต่ารั้ง กรดน้ำ และ กระแตไต่ไม้งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์เอลฟากลูโคสิเดสของสารสกัดตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคเบาหวานของหมอจิตร บุญเลื่อง โดยทำการสกัดด้วยเอทานอลและน้ำ เมื่อศึกษาฤทธิ์ ต้านอนุมูลอิสระ ด้วยวิธี DPPH assay (2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl) และวิธี α-Glucosidase inhibitory assay ผลการทดสอบพบว่า วิธี DPPH assay สารสกัดน้ำตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคเบาหวานทำให้อนุมูลอิสระลดลงร้อยละ 50 (IC<sub>50</sub>) เท่ากับ 10.31 ± 0.01 μg/ml สารสกัดเอทานอลตำรับสมุนไพรรักษาโรคเบาหวานทำให้อนุมูลอิสระลดลงร้อยละ 50 (IC<sub>50</sub>) เท่ากับ 16.71 ± 0.01 μg/ml และวิธี α-Glucosidase inhibitory assay สารสกัดน้ำตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคเบาหวานสมุนไพรรักษาปฏิกิริยาได้ร้อยละ 50 (IC<sub>50</sub>) เท่ากับ 79.17 ± 0.01 μg/ml และสารสกัดเอทานอลตำรับสมุนไพรรักษาโรคเบาหวานสามารถยับยั้งปฏิกิริยาได้ร้อยละ 50 (IC<sub>50</sub>) เท่ากับ 70.32 ± 0.94 μg/ml จากงานวิจัยในหลอดทดลองครั้งนี้สรุปได้ว่า สารสกัดจากตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน มีศักยภาพในการนำมาศึกษาต่อเพื่อที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมสุขภาพร่างกายได้</p>
2025-10-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/276305
การศึกษารวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับยาดองตามตำราการแพทย์แผนไทย
2025-08-30T23:40:09+07:00
กฤษดา ศรีหมตรี
jintana.nan@crru.ac.th
ปิณิดา ถนอมศักดิ์
jintana.nan@crru.ac.th
รุสนี มามะ
jintana.nan@crru.ac.th
สายฝน สมภูสาร
jintana.nan@crru.ac.th
จินตนา นันต๊ะ
jintana.nan@crru.ac.th
<p> การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับยาดองที่ปรากฏในตามตำราการแพทย์แผนไทย โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร (Documentary Research) จากเอกสารตำราการแพทย์แผนไทย จำนวน 17 รายการ ครอบคลุมนิยาม สรรพคุณ ส่วนประกอบและน้ำกระสายของยาดอง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) นิยามของยาดอง คือ ยาที่ปรุงโดยการนำตัวยาซึ่งมีทั้งตัวสด ยาแห้ง สับเป็นชิ้นหรือบดเป็นผงหยาบไปแช่ หมัก ดอง ในน้ำกระสาย เช่น น้ำท่า สุรา แล้วรินน้ำกิน 2) สรรพคุณของยาดอง จากสูตรตำรับยาดองทั้งหมด 196 ตำรับ พบว่าเป็นตำรับยาดองที่มีสรรพคุณรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วย 182 ตำรับ ครอบคลุม 50 โรค/อาการ และมีสรรพคุณสำหรับการบำรุงสุขภาพ 14 ตำรับ 3) ส่วนประกอบของยาดองมี 468 รายการ ประกอบด้วย พืชวัตถุ 410 ชนิด สัตว์วัตถุ 34 ชนิด ธาตุวัตถุ 24 ชนิด และน้ำกระสายที่ใช้ดองยามีทั้งน้ำกระสายยาเดี่ยว 16 ชนิด และน้ำกระสายหลายชนิดผสมกันตั้งแต่ 2-7 ชนิด จำนวน 11 ชุด สรุปได้ว่ายาดองเป็นรูปแบบการปรุงยาไทยโบราณที่ใช้เพื่อรักษาโรคและส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้จะเป็นฐานข้อมูลความรู้ที่สำคัญในการพัฒนาและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ยาดองเพื่อการดูแลสุขภาพต่อไปในอนาคต</p>
2025-10-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/274374
การศึกษามูลค่า รายการ และปริมาณของยาเหลือใช้ในผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง: พื้นที่รับผิดชอบของศูนย์สุขภาพชุมชนร่วมใจ อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
2025-07-02T21:58:29+07:00
ปิยธิดา ธิกันทา
aurapinsowanna@gmail.com
ญาณิกา เปอะปิน
aurapinsowanna@gmail.com
อรพินธุ์ เพียรรุ่งเรือง
aurapinsowanna@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา มูลค่า รายการ และปริมาณของยาเหลือใช้ในผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง พื้นที่รับผิดชอบของศูนย์สุขภาพชุมชนร่วมใจ อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง จำนวน 273 คน เก็บข้อมูลระหว่าง พฤศจิกายน-ธันวาคม 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถาม 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และส่วนที่ 2 แบบสอบถามมูลค่ารายการและปริมาณของยาเหลือใช้ในผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง โดยผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามทั้งชุดมีค่าความตรงเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณณา ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 56.4 อายุ 61 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 36.3 อาศัยอยู่หมู่ 11 คิดเป็นร้อยละ 31.1 ระดับการศึกษา พบว่าต่ำกว่าหรือเท่ากับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 52.4 การรักษาเป็นสิทธิบัตรทอง มีจำนวน คิดเป็นร้อยละ 68.9 โรคร่วมมีโรค 1 โรค คิดเป็นร้อยละ 49.8 การอ่านฉลากได้ คิดเป็นร้อยละ 80.6 สาเหตุยาเหลือใช้ผู้ป่วยลืมรับประทานยามีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 46.9 กลุ่มตัวอย่างที่มียาเหลือใช้ จำนวน 21 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งหมด 10,932 บาท โดยมีมูลค่าเฉลี่ยคิดเป็น 40.04 บาทต่อราย ข้อค้นพบที่สำคัญพบว่า มูลค่ายาเหลือใช้ 3 อันดับแรก ที่มีมูลค่ามากที่สุด ได้แก่ Amlodipine (มูลค่า 3,428 บาท) Simvastatin (มูลค่า 1,563 บาท) และ Losartan (มูลค่า 1,281 บาท) ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่ารายการของยาเหลือใช้ 3 อันดับแรก ที่มีปริมาณเหลือมากที่สุด ได้แก่ Amlodipine (2,617 เม็ด) Metformin (2,084 เม็ด) และ Simvastatin (2,083 เม็ด) ตามลำดับ</p>
2025-10-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/275476
ผลของการประยุกต์ใช้นวัตกรรม “Smart Hemodialysis Self-Management” ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม : การศึกษานำร่องกรณีศึกษาผู้ป่วย 2 ราย
2025-08-01T17:36:00+07:00
ทัดดาว กองราช
tatdao.k@kkumail.com
นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์
tatdao.k@kkumail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรม“Smart Hemodialysis Self-Management” และเพื่อประเมินผลของนวัตกรรม “Smart Hemodialysis Self-Management” ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ซึ่งพัฒนาตามกรอบแนวคิดของ Soukup ระยะที่ 1 ถึง 3 โดยมุ่งเน้นการจัดการตนเองของผู้ป่วยเป็นหลัก เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการควบคุมปริมาณน้ำและอาหารในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยเฉพาะการป้องกันภาวะน้ำเกิน นวัตกรรมประกอบด้วยสื่อความรู้เรื่องน้ำและอาหาร วิดีโอสาธิตการคำนวณปริมาณปัสสาวะและปริมาณน้ำดื่มใน 24 ชั่วโมง และการให้ความรู้ผ่าน E-book, LINE Application และ Chatbot การประยุกต์ใช้นวัตกรรมนี้ดำเนินการกับผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 2 ราย ณ หน่วยไตเทียม โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ในช่วงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เป็นเวลา 8 สัปดาห์</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยทั้งสองรายมีระดับความรู้เกี่ยวกับการควบคุมน้ำและอาหารเพิ่มขึ้น โดยมีคะแนนความรู้หลังการใช้นวัตกรรมเกินร้อยละ 80 อีกทั้งผู้ป่วยยังมีพฤติกรรมการจัดการตนเองอยู่ในระดับดีและแสดงความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมในระดับสูง นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมภาวะน้ำเกินได้ดีขึ้นและลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ แสดงให้เห็นว่านวัตกรรม “Smart Hemodialysis Self-Management” มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยฟอกเลือด และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะน้ำเกิน ลดการกลับมารักษาซ้ำ ตลอดจนเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่งานวิจัยในกลุ่มผู้ป่วยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/256816
ประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาสมุนไพรตำรับเคอร่าต่อลักษณะอาการของโรคโควิด-๑๙ ระยะเริ่มต้น
2025-07-02T00:50:52+07:00
รังสรรค์ บุตรชา
pussadee10@yahoo.com
ผุสดี สระทอง
pussadee10@yahoo.com
พยงค์ เทพอักษร
pussadee10@yahoo.com
กตัญชลี ทับศรี
pussadee10@yahoo.com
สุวรรณี สร้อยสงค์
pussadee10@yahoo.com
วิมลนันท์ พุฒิวณิชพงศ์
pussadee10@yahoo.com
<p> การระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์ Omicron ในช่วงต้นปี 2565 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขไทย โดยมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 4 ล้านราย และผู้เสียชีวิตสะสม 27,899 ราย ยาต้านไวรัสสังเคราะห์มีราคาแพงและมีปริมาณจำกัด ยาสมุนไพรตำรับเคอร่าเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพ มีฤทธิ์ยับยั้ง main protease และ RdRp ของเชื้อ SARS-CoV-2 แต่ยังขาดการศึกษาทางคลินิก วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาสมุนไพรตำรับเคอร่ากับยาโมลนูพิราเวียร์ในผู้ป่วยโรคโควิด-19 ระยะเริ่มต้น วิธีการวิจัย: การศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมที่โรงพยาบาลประชาธิปัตย์ จังหวัดปทุมธานี ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2565 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวน 230 ราย (อัตราส่วน 1:1) แบ่งเป็นกลุ่มที่รักษาด้วยยาสมุนไพรเคอร่า (n=115) รับประทานวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 10 วัน และกลุ่มที่รักษาด้วยยาโมลนูพิราเวียร์ (n=115) รับประทาน 800 มก. ทุก 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 วัน ติดตามผลในวันที่ 3, 7, 10 และ 30 ของการรักษา ประเมินอาการทางคลินิก การตรวจหาเชื้อด้วย ATK และผลข้างเคียง วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Independent t-test, Mann-Whitney U test, Chi-square test และ Cochran's Q test (p<0.05)</p> <p> ผลการวิจัย ยาสมุนไพรตำรับเคอร่ามีประสิทธิผลเทียบเท่ายาโมลนูพิราเวียร์ในการขจัดเชื้อไวรัส (p>0.05) โดยมีข้อได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญในการลดระยะเวลาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (3.80 vs 4.69 วัน, p=0.036, d=-0.33) และอาการคลื่นไส้ (1.35 vs 2.48 วัน, p=0.012, r=-0.42) อัตราการคงอยู่ในการศึกษาสูง 97.5% ในทั้งสองกลุ่ม ไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง การส่งต่อโรงพยาบาล หรือการเสียชีวิต กลุ่มยาเคอร่ารายงานผลประโยชน์เพิ่มเติมด้านการนอนหลับดีขึ้นและถ่ายอุจจาระอ่อนลง (31.30%) สรุปยาสมุนไพรตำรับเคอร่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิผลและปลอดภัยในการรักษาโรคโควิด-19 ระยะเริ่มต้น เหมาะสำหรับการบูรณาการเข้าสู่ระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในบริบทที่ต้องการทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/275096
พฤติกรรมสุขภาพและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาเทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-07-02T21:27:02+07:00
ณัฐวดี แก้วสายทอง
nuthawadee.ngk@gmail.com
เพ็ญ สุขมาก
Phen.s@psu.ac.th
สุวภาคย์ เบญจธนวัฒน์
suvapak.b@psu.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพ คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นประชากรวัย 50 ปีขึ้นไป จำนวน 210 คน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการประชุมกลุ่มย่อยผู้ให้ข้อมูลหลัก 12 คน ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่าวัยก่อนผู้สูงอายุและวัยผู้สูงอายุ มีพฤติกรรมสุขภาพการดูแลสุขภาพช่องปาก การดื่มสุรา การออกกำลังกาย และการสูบบุหรี่ อยู่ในระดับดี ทั้งสองกลุ่มมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารในระดับพอใช้ (=3.54, S.D = 1.24 และ =3.33, S.D = 0.97) ในขณะที่วัยผู้สูงอายุมีการจัดการความเครียดในระดับพอใช้ (=3.51, S.D = 1.36) ส่วนคุณภาพชีวิต ทั้งสองกลุ่ม มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพจิต สุขภาพกาย และสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับดี และคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจระดับปานกลาง (=3.58, S.D = 1.24 และ =3.62, S.D = 0.26) ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต คือ 1) ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ 2) ปรับพฤติกรรมการบริโภคโดยส่งเสริมให้มีร้านอาหาร แผงลอยจำหน่ายอาหารสุขภาพ 3) จัดให้มีพื้นที่สาธารณะเพื่อทุกกลุ่มวัยทำกิจกรรมร่วมกัน 4) พัฒนาศักยภาพกองทุนการออมชุมชนเพื่อส่งเสริมการออม 5) ส่งเสริมการรวมกลุ่มแปรรูปสินค้าเกษตรกรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและรายได้ 6) จัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว 7) จัดกิจกรรมพัฒนาสุขภาพจิตในชมรมและโรงเรียนผู้สูงอายุ</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/274313
สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมกับภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ในประเทศไทย: การทบทวนปัจจัยเสี่ยงและนัยสำคัญทางสาธารณสุข
2025-07-02T22:06:08+07:00
สิริพร สาสกุล
siriporn_sas@nation.ac.th
<p> ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft Lip and Palate: CLP) เป็นความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้าที่พบได้บ่อย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และสุขภาวะทางจิตสังคมของผู้ป่วย (Hodges et al., 2022) แม้ว่าพันธุกรรมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่าสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic Status: SES) มีบทบาทสำคัญต่อความชุกและความรุนแรงของภาวะนี้ (Beaty et al., 2016; Jindal et al., 2018) บทความนี้มุ่งเน้นการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง SES กับภาวะ CLP ในประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องและผลกระทบทางสาธารณสุข</p> <p> ผลการศึกษาระบุว่า SES ระดับต่ำสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ภาวะทุพโภชนาการของมารดา (Sivertsen et al., 2020) การดูแลสุขภาพครรภ์ที่ไม่ดีเพียงพอ การได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม (Shaw et al., 2019) การเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำกัด (WHO, 2021) และนโยบายการเสริมกรด โฟลิกในอาหาร สามารถช่วยลดความชุกของความผิดปกติแต่กำเนิด รวมถึง CLP ได้ (Parker et al., 2023; Wilcox et al., 2019) ดังนั้นการลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพผ่านนโยบายและมาตรการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมจึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดอุบัติการณ์และความรุนแรงของ CLP ในประเทศไทย</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/273498
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวที่บกพร่อง ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เข้ารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอก
2025-07-02T22:37:26+07:00
พัชริดา บุญญสุวรรณ
patcharida.b_336@hotmail.com
กรวีร์ เมธิสริยพงศ์
patcharida.b_336@hotmail.com
<p> ที่มาและวัตถุประสงค์ : การหมดประจำเดือน เป็นภาวะการเปลี่ยนแปลงที่ผู้หญิงทุกคนต้องพบเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อตัวบุคคลในหลายด้าน และอาจส่งผลกับความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวได้ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกและปัจจัยเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวที่บกพร่องของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลและให้คำแนะนำแก่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เข้ารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอกอย่างเป็นองค์รวม แบบวิจัย : การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง วัสดุและวิธีการ : ดำเนินการศึกษาในกลุ่มประชากรผู้หญิงอายุ 45 ถึง 65 ปี ที่เข้ารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอก จำนวน 200 คน ที่ประจำเดือนไม่มาต่อเนื่องอย่างน้อย 12 เดือน รวมถึงการหมดประจำเดือนจากการผ่าตัด และการรักษาที่สูญเสียการทำงานของรังไข่ถาวร เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และแบบประเมินการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว (Chulalongkorn Family Inventory: CFI) การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ</p> <p> ผลการศึกษา : ผู้เข้าร่วมวิจัย 200 คน มีความชุกการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวที่บกพร่องในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนร้อยละ 21 โดยพบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ได้แก่ การมีบุตร 3 คนขึ้นไป (adjusted OR 5.465, p 0.009) อาการท้องอืด/ท้องเฟ้อ (adjusted OR 0.335, p 0.026) การมีเหงื่อออกเยอะ (adjusted OR 3.456, p 0.003) และ การยังมีเพศสัมพันธ์อยู่ (adjusted OR 0.138, p 0.002) สรุป : ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวที่บกพร่องที่ ได้แก่ การมีบุตร 3 คนขึ้นไป และการมีเหงื่อออกเยอะ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการลดลงของการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวที่บกพร่อง ได้แก่ อาการท้องอืด/ท้องเฟ้อ และการยังมีเพศสัมพันธ์อยู่ ซึ่งการศึกษาสามารถช่วยเพิ่มความตระหนักในการดูแลผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่เข้ารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอก ให้ได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สำหรับการทำวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกันนี้ในอนาคต อาจพิจารณาการศึกษาเชิงยาวเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจดำเนินการศึกษาการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวในแต่ละด้านโดยละเอียด หรือการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และสมาชิกในครอบครัวคนอื่นเพิ่มเติม เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/258001
ปัจจัยพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดพิษณุโลกในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่
2022-07-11T11:26:49+07:00
จิตาริภรณ์ รุ่งฉาย
savvy1243@gmail.com
ประกฤต ประภาอินทร์
prakrit@scphpl.ac.th
<p> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ โดยมุ่งศึกษาภาวะผู้นำที่แท้จริงและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังขาดการศึกษาอย่างชัดเจนในบริบทการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิของไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 147 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์ 4 ส่วน ประกอบด้วย ข้อมูลลักษณะทางประชากร ภาวะผู้นำที่แท้จริง ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และประสิทธิผลของการบริหารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เก็บรวบรวมข้อมูลเดือนตุลาคม 2563 ได้แบบสอบถามคืน 136 ฉบับ คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 92.5 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีการเพิ่มตัวแปรอิสระแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นปัจจัยพยากรณ์ประสิทธิผลของการบริหารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>β</em>=0.794; <em>p</em>-value ≤ 0.001) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลได้ร้อยละ 62.8 (adjusted R<sup>2</sup> = 0.628) ดังนั้น ควรเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้แก่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการบริหารจัดการให้สูงขึ้น</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ