วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph
<p>วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ(Thai Journal of Public Health and Health Sciences; TJPHS) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขอบเขตของวารสารครอบคลุมในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ นโยบายสุภาพและการจัดการการดูแลสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ สุขศึกษา พฤติกรรมสุขภาพ อาชีวอนามัย อนามัยสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา สาธารณสุขชุมชน ทันตสาธารณสุข เภสัชสาธารณสุข การพยาบาล และสาขาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์ สนับสนุนโดย คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข</p>
Sirindhorn College of Public Health, Trang on behalf of Academic Institute of Public Health and Medical Technology Network(APHMN)
th-TH
วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
2672-9148
<p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสาธารณสุข</p>
-
บทบาทของชุมชนในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้สารเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/277117
<p>การใช้สารเสพติดในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งในมิติสุขภาพและมิติทางสังคมเศรษฐกิจ แม้ว่าทฤษฎีการมีส่วนร่วมของชุมชนจะถูกนำมาใช้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหา แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ยังมีความไม่สอดคล้องและมีช่องว่าง เนื่องจากรูปแบบการดำเนินงานส่วนใหญ่ยังติดกับดักการมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์ ขาดการเสริมสร้างพลังอำนาจตัดสินใจ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของชุมชนในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้สารเสพติดและระบุปัจจัยความท้าทายภายใต้กรอบทฤษฎีการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการทบทวนบทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า บทบาทชุมชนในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้สารเสพติดปรากฏใน 5 มิติหลัก ได้แก่ การวางแผน การดำเนินงาน การใช้ประโยชน์ การรับผลประโยชน์ และการประเมินผล ผ่านการขับเคลื่อนกลไกโมเดล 4M ทั้งในด้านการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ การเฝ้าระวัง การประสานความร่วมมือระหว่างภาคส่วน และการสร้างแรงจูงใจพร้อมการสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบเชิงวิเคราะห์สำคัญ ชี้ให้เห็นว่าการขับเคลื่อนในพื้นที่ยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ ข้อจำกัดด้านการรักษาความลับ และความเสี่ยงต่อการเกิดตราบาปซ้ำ จึงเสนอแนะการบูรณาการทุนทางสังคม ร่วมกับการปรับปรุงมาตรการลดการตีตรา สร้างระบบการดูแลที่ไร้รอยต่อและยั่งยืนตามบริบททางวัฒนธรรม เพื่อยกระดับจากการมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์ไปสู่การเสริมพลังอำนาจ อันจะนำไปสู่ระบบบริการสุขภาพที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของมารดาและทารกอย่างเป็นรูปธรรม</p>
วันเพ็ญ ศรีจิตร
วีรวรรณ บุญวงศ์
ปัญญา เลิศไกร
ลัญจกร นิลกาญจน์
ประยูร ภักดีพัฒนาทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
9 2
152
165
-
ความชุกและปัจจัยสัมพันธ์กับความรู้สึกว้าเหว่ของผู้สูงอายุที่มารับบริการที่กองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/277988
<p>ความรู้สึกว้าเหว่ เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งภาวะนี้ได้ถูกพูดถึงมาก โดยเฉพาะในยุคหลังจากที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมทางสังคมในระยะยาว โดยภาวะนี้เชื่อมโยงกับผลกระทบด้านสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ โดยการศึกษาภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกของความรู้สึกว้าเหว่และปัจจัยสัมพันธ์กับความรู้สึกว้าเหว่ในผู้สูงอายุ ทำการศึกษาในผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ใช้การศึกษาแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน กลุ่มตัวอย่างจะถูกสุ่มอย่างง่าย ประกอบด้วยผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีความสามารถในการสื่อสารได้ จำนวนทั้งหมด 250 คน ทั้งหมด จะได้รับประเมินความรู้สึกว้าเหว่ด้วยแบบวัดความรู้สึกว้าเหว่ยูซีแอลเอฉบับ 6 ข้อ และภาวะซึมเศร้าด้วยแบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุไทย 15 ข้อ (TGDS-15) พร้อมเก็บข้อมูลด้านประชากร สุขภาพ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ข้อมูลทั้งหมดจะถูกวิเคราะห์เพื่อหาความชุกของภาวะความรู้สึกว้าเหว่ และวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยสัมพันธ์ </p> <p>ผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 42.8 มีความรู้สึกว้าเหว่ และพบปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยยะสำคัญ ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า (AOR 28.93, p-value 0.004), อายุ ≥70 ปี (AOR 25.99, p-value < 0.001), เพศชาย (AOR 9.44, p-value 0.019) และมีปัญหาสุขภาพ (AOR 26.75, p-value 0.001) ในทางกลับกัน พบว่า ผู้ที่มีระดับการศึกษาตั้งแต่มัธยมขึ้นไป (AOR 0.11, p-value 0.026) ผู้ที่มีงานอดิเรก (AOR 0.04, p-value 0.001) และผู้ที่มีการเข้าร่วมกิจกรรมสังคม (AOR 0.08, p-value 0.003) ถือเป็นปัจจัยป้องกัน อย่างมีนัยยะสำคัญ สรุปได้ว่า ความรู้สึกว้าเหว่ในผู้สูงอายุมีความชุกที่สูงและมีสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพและการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีบทบาททางสังคมและมีกิจกรรมยามว่าง อาจสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความรู้สึกว้าเหว่ได้</p>
ชิดชนก ชุมทอง
กรวีร์ เมธิสริยพงศ์
พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-22
2026-05-22
9 2
1
13
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะการเจริญเติบโต ในเด็กปฐมวัยที่มีภาวะขาดสารอาหาร จังหวัดยะลา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/276512
<p> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัยที่มีภาวะขาดสารอาหารใน ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กอายุ 0–5 ปี ที่มีภาวะขาดสารอาหาร จำนวน 140 คน คัดเลือกโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan โดยใช้การสุ่มแบบมีระบบ (Systematic random sampling) จากฐานข้อมูลทะเบียนเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบความสัมพันธ์ ได้แก่ Pearson’s correlation, Spearman’s rank correlation, point-biserial correlation และ Chi-square test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า อายุของมารดามีความสัมพันธ์ในระดับต่ำกับน้ำหนักตามเกณฑ์อายุ (r = .173, p < .05) และส่วนสูงตามเกณฑ์อายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .216, p <.01) นอกจากนี้ การได้รับการดูแลขณะตั้งครรภ์ การได้รับนม และพัฒนาการของเด็กมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ในขณะที่ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ครัวเรือน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า ปัจจัยด้านมารดาและการเลี้ยงดูมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัยที่มีภาวะขาดสารอาหาร ดังนั้น หน่วยงานด้านสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการดูแลมารดาในระยะตั้งครรภ์ การส่งเสริมการเลี้ยงดูที่เหมาะสม และการติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตที่เหมาะสมในเด็กกลุ่มเสี่ยง</p>
มยุรี ยีปาโล๊ะ
เขมพัทธ์ ขจรกิตติยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-11
2026-06-11
9 2
14
27
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองในผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยที่มารับบริการคลีนิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/278488
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองในผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพด้านการพัฒนาศักยภาพสมองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และ 3) ประเมินความพึงพอใจต่อโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในคลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 27 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง แบบคัดกรองโรคซึมเศร้า TGDS แบบประเมินสมรรถภาพสมอง TMSE แบบประเมิน MoCA test แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังจากการใช้โปรแกรม ผู้สูงอายุมีคะแนนพัฒนาศักยภาพสมองและคะแนนพฤติกรรมสุขภาพในการพัฒนาศักยภาพสมองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านสุขภาพสมองมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ สุขภาพจิต สังคม สุขภาพร่างกาย และโภชนาการ ตามลำดับ นอกจากนี้ ความพึงพอใจต่อโปรแกรมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยกิจกรรมที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด ได้แก่ กิจกรรมเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ กิจกรรมกระตุ้นความจำ และเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพสมองของผู้สูงอายุ</p>
อรจิรา ศรีอำพัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-12
2026-06-12
9 2
28
41
-
คุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาลในโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/277678
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาล และ 2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาลในโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม คือ พยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 279 คน และกลุ่มตัวอย่างสนทนากลุ่ม คือ พยาบาลวิชาชีพ ผู้ปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัยประกอบไปด้วย 3 ส่วนได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินคุณภาพชีวิต ในวิชาชีพของพยาบาลที่แปลย้อยกลับจากเครื่องมือ The Professional Quality of Life Scale (ProQOL5) ของ Stamm (2010) 3) แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคของแต่ละด้านของ ProQOL5 ได้แก่ ด้านความพึงพอใจจากการทำงาน ด้านความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน และด้านความเหนื่อยล้าจากการทำงาน มีค่าเท่ากับ 0.88, 0.80 และ 0.82 ตามลำดับ และแนวคำถามในการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาล โรงพยาบาลนครพิงค์ อยู่ในระดับปานกลางทั้งสามด้าน ได้แก่ ด้านความพึงพอใจจากการทำงาน ด้านความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน และด้านความเหนื่อยล้าจากการทำงาน (mean = 37.63, S.D.=5.49; mean = 27.18, S.D. = 3.62; และ mean = 25.22, S.D. = 6.00 ตามลำดับ) แนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาลในโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี การเพิ่มระดับความสามารถของพยาบาล การเสริมสร้างสุขภาพทางด้านร่างกายและสุขภาพใจ การจัดการกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ และการจัดการความเครียดในการทำงาน ข้อเสนอแนะโรงพยาบาลต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจน การจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน ส่งเสริม สนับสนุนการฝึกอบรม การเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาชีพและทักษะการเสริมสร้างสุขภาพกาย สุขภาพใจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาล โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่</p>
สีดา พรมพิงค์
ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์
ชญาภา แสนหลวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-12
2026-06-12
9 2
42
61
-
การพัฒนาระบบการดูแลแผลเท้าเบาหวานในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/279841
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พัฒนา และประเมินผลระบบการดูแลแผลเท้าเบาหวานในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้แนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการตามวงจร 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน ปฏิบัติ สังเกต และสะท้อนผล เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกต ผู้ให้ข้อมูลหลัก 32 คน และนำระบบไปใช้กับผู้ป่วย 295 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบเดิมเป็นการดูแลเชิงรับ ขาดการเชื่อมโยงการคัดกรองกับการดูแลต่อเนื่อง ระบบที่พัฒนาประกอบด้วย 1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 2) การคัดกรองและจำแนกระดับความเสี่ยง 4 ระดับ 3) การดูแลตามระดับความเสี่ยงโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ และ 4) การติดตามต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานพบว่า ผู้ป่วยได้รับการคัดกรองร้อยละ 100 ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ (85.08%) พบปัญหาเท้าผิดรูปและเชื้อรา ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลตามแนวทางอย่างครอบคลุม ส่งผลให้ไม่พบการตัดเท้าและไม่เกิดแผลซ้ำในกลุ่มที่ได้รับการดูแลครบถ้วน บุคลากรมีความเข้าใจบทบาทชัดเจนขึ้น การดูแลมีความต่อเนื่อง และเกิดการทำงานเป็นทีม สรุประบบที่พัฒนาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลเชิงป้องกันและความต่อเนื่องของการดูแล ลดความเสี่ยงการเกิดแผลเท้าเบาหวาน ควรพัฒนาระบบติดตามระยะยาวและฐานข้อมูลมาตรฐานเพื่อความยั่งยืน</p>
ชยพล สุขโต
ธิดารัตน์ ข่าขันมะลี
ดรุณี คุณวัฒนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-12
2026-06-12
9 2
62
75
-
ผลการนวดไทยและการประคบสมุนไพรต่อความดันโลหิตในผู้ป่วยที่รับบริการ คลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/275530
<p> การนวดไทยและการประคบสมุนไพรเป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่ได้รับความนิยมในการส่งเสริมสุขภาพและบรรเทาอาการปวดเมื่อย โดยมีรายงานว่าสามารถส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบประสาทอัตโนมัติ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับความดันโลหิตก่อนและหลังการนวดไทยร่วมกับการประคบสมุนไพร และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตในผู้รับบริการคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยเป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลองในกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (One-group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้รับบริการที่มีสุขภาพดี จำนวน 34 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยได้รับการนวดไทยร่วมกับการประคบสมุนไพรสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเครียด และการวัดสัญญาณชีพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการนวดไทยร่วมกับการประคบสมุนไพร ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงจาก 126.50 ± 10.68 เป็น 118.94 ± 11.22 มิลลิเมตรปรอท และค่าเฉลี่ยความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงจาก 78.47 ± 6.66 เป็น 70.50 ± 6.63 มิลลิเมตรปรอท แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สำหรับปัจจัยด้านพฤติกรรม ไม่พบความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตภายหลังการนวดและประคบสมุนไพร สรุปผลการวิจัย การนวดไทยร่วมกับการประคบสมุนไพรสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตในผู้รับบริการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนถึงผลเชิงบวกต่อระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกาย จึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมสุขภาพและสนับสนุนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในคลินิกแพทย์แผนไทย อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาที่มีกลุ่มควบคุมและขนาดตัวอย่างที่มากขึ้นเพื่อยืนยันประสิทธิผลในอนาคต</p>
สาธิยา สีหนาท
สุณัฐชนก จิตจักร์
ปรารถนา เมืองแก้ว
อรณิชา ครองยุติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
9 2
76
87
-
การศึกษาเพื่อประเมินความพึงพอใจและอุปสรรคการเข้าถึงบริการสุขภาพ ของผู้รับบริการชาวต่างชาติ ณ โรงพยาบาลพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/281835
<p> การศึกษาภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจและศึกษาความต้องการด้านสุขภาพรวมถึงอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของผู้รับบริการชาวต่างชาติ ณ โรงพยาบาลพื้นที่ชายแดนแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเชิงปริมาณคือผู้รับบริการชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สอดจำนวน 350 คน และการศึกษาเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้รับบริการในโรงพยาบาลจำนวน 30 คน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้รับบริการชาวต่างชาติมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.14, S.D. = 0.75) จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจ ได้แก่ พฤติกรรมบริการของบุคลากร (Beta = 0.523) สิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก (Beta = 0.263) และกระบวนการให้บริการ (Beta = 0.186) สามารถอธิบายความพึงพอใจของผู้รับบริการชาวต่างชาติได้ร้อยละ 81.2 สำหรับผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่า อุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงบริการคือ ข้อจำกัดด้านภาษาและการสื่อสาร ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมาย โดยผู้รับบริการมีความต้องการระบบล่ามที่ครอบคลุม และสิทธิประโยชน์ด้านหลักประกันสุขภาพที่สอดคล้องกับระดับรายได้ ข้อสรุปและการนำไปใช้ แม้ระดับความพึงพอใจจะอยู่ในระดับสูง สถานพยาบาลควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนล่ามและการพัฒนารูปแบบประกันสุขภาพทางเลือกสำหรับแรงงานข้ามชาติ เพื่อลดช่องว่างและส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน</p>
วรวลัญช์ วงษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
9 2
88
106
-
ผลของโปรแกรมประเมินการใช้ยาต่อความเหมาะสมในการสั่งใช้ยา Levofloxacin: การศึกษาแบบย้อนหลัง retrospective cohort ในโรงพยาบาลชะอำ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/278922
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเหมาะสมในการสั่งใช้ยา Levofloxacin ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมประเมินการใช้ยา (Drug Use Evaluation; DUE) และกลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรม การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ย้อนหลังแบบกลุ่ม (retrospective cohort analytic study) โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลชะอำ จำนวน 201 ราย แบ่งเป็นกลุ่มก่อนใช้โปรแกรม (n=98) และหลังใช้โปรแกรม (n=103) ความเหมาะสมในการสั่งใช้ยาถูกประเมินตามแนวทางเวชปฏิบัติ ได้แก่ Infectious Diseases Society of America (IDSA) guideline และแนวทางเวชปฏิบัติของประเทศไทย โดยพิจารณา 3 ด้าน ได้แก่ ข้อบ่งใช้ ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Chi-square test, Fisher’s exact test, Mann-Whitney U test และ multivariable logistic regression</p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มหลังใช้โปรแกรมมีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า (59.23±17.31 เทียบกับ 68.20±16.92 ปี; p=0.001) และมีสัดส่วนผู้ป่วยที่มีผลการเพาะเชื้อสูงกว่า (61.2% เทียบกับ 40.8%; p=0.005) อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบความเหมาะสมในการสั่งใช้ยา พบว่ากลุ่มหลังใช้โปรแกรมมีความเหมาะสมเพิ่มขึ้นในด้านระยะเวลาการใช้ยา (100% เทียบกับ 93.9%; p=0.037) ส่วนด้านข้อบ่งใช้ (71.8% เทียบกับ 62.2%; p=0.161) และด้านขนาดยา (100% เทียบกับ 96.9%; p=0.119) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการวิเคราะห์พหุคูณ พบว่าการใช้โปรแกรม DUE ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเหมาะสมด้านข้อบ่งใช้ (adjusted OR 0.36; 95% CI 0.05–2.41; p=0.290) ในขณะที่ผลการเพาะเชื้อมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (adjusted OR 0.15; 95% CI 0.08–0.31; p<0.001) สรุปผลหลังการดำเนินโปรแกรม DUE พบความเหมาะสมด้านระยะเวลาการใช้ยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ด้านข้อบ่งใช้และขนาดยาไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษานี้สนับสนุนบทบาทของโปรแกรม DUE ในการส่งเสริมการใช้ยา levofloxacin อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะด้านระยะเวลาการรักษา</p>
พรรณเชษฐ์ วิจิตรมงคลกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
9 2
107
118
-
ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะนอนไม่หลับของผู้สูงอายุ ในตำบลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/280733
<p> การศึกษานี้เป็นงานวิจัยภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ เพื่อประเมินความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ ต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง กลุ่มตัวอย่าง 330 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มแบบสะดวก ใช้แบบสอบถามที่ครอบคลุมข้อมูลทั่วไป ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัว เศรษฐกิจและสังคม ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและพฤติกรรมแบบประเมินดัชนีความรุนแรงของภาวะนอนไม่ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ</p> <p> ความชุกของภาวะนอนไม่หลับในผู้สูงอายุใน ต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เท่ากับ 37.56% ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อภาวะนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ ได้แก่ ระดับการศึกษา ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาประถมหรือต่ำกว่า และมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นไป มีโอกาสเกิดภาวะนอนไม่หลับสูงกว่าผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น อาชีพ ผู้ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพมีอัตราการเกิดภาวะนอนไม่หลับเพิ่มขึ้น 2.78 เท่าของผู้ที่ประกอบอาชีพ (<em>p-value</em> < 0.001) สถานภาพสมรส ผู้ที่มีสถานภาพหย่าร้าง หม้าย และแต่งงานมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มโสด การขาดผู้ดูแลเพิ่มโอกาสเกิดภาวะนอนไม่หลับ 3.76 เท่า (<em>p-value</em> =0.003) ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอมีโอกาสเกิดภาวะนอนไม่หลับเพิ่มขึ้น 2.02 เท่าของผู้มีรายได้เพียงพอ (<em>p-value</em> = 0.038) และโรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยป้องกัน โดยผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูงมีโอกาสเกิดภาวะนอนไม่หลับลดลง 72% เทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่มีโรคดังกล่าว (aOR = 0.28,<em> p-value</em> < 0.001) ซึ่งอาจเป็นผลจากการได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด สรุปได้ว่าภาวะนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ ต.ห้วยยอดเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสุขภาพ สังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการไม่ได้ประกอบอาชีพ การขาดผู้ดูแล และความไม่เพียงพอของรายได้</p>
วิชัย พิบูลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
9 2
119
135
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/278694
<p> การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปากของผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่าง 215 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิจากทุกตำบลตามสัดส่วนประชากร และสุ่มอย่างง่ายแบบ จับฉลากไม่ใส่คืนจากทะเบียนผู้ป่วย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2568 โดยใช้แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางคลินิก ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม แบบตรวจสุขภาพช่องปาก และแบบประเมิน OHIP-14 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยพหุลอจิสติก กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมากกครึ่งเป็นเพศหญิง ร้อยละ 67.4 อยู่ในวัยผู้สูงอายุตอนต้น ร้อยละ 70.7 มีโรคประจำตัว ร้อยละ 72.1 และได้ทำความสะอาดช่องปาก ร้อยละ 98.1 ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 87.9 ไม่ได้บริหารใบหน้าหรือนวดกระตุ้นต่อมน้ำลาย ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพช่องปาก ได้แก่ สภาพตัวฟันธรรมชาติ (OR<sub>adj</sub>=9.95, 95% CI: 3.81–25.97, p<0.001) ความสะอาดช่องปาก (OR<sub>adj</sub>=4.73, 95% CI: 1.95–11.47, p=0.001) จำนวนซี่ฟัน (OR<sub>adj</sub>=4.38, 95% CI: 1.28–14.98, p=0.019) และภาวะปากแห้งร่วมกับน้ำลายน้อย (OR<sub>adj</sub>=6.44, 95% CI: 2.40–18.97, p<0.001) ส่วนจำนวนคู่ฟันสบหลัง (OR<sub>adj</sub>=0.25, 95% CI: 0.07–0.90, p=0.033) และความช่วยเหลือทางสังคมด้านสุขภาพช่องปาก (OR<sub>adj</sub>=0.26, 95% CI: 0.09–0.72, p=0.009) เป็นปัจจัยเชิงป้องกัน ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทันตกรรม การทำความสะอาดช่องปาก การบริหารใบหน้าและนวดกระตุ้นต่อมน้ำลาย</p>
วิทยา หลูโป
กีรติ พลเพชร
อรวรรณ นามมนตรี
ปุญญพัฒน์ ไชยเมล์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
9 2
136
151