วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph
<p>วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ(Thai Journal of Public Health and Health Sciences; TJPHS) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขอบเขตของวารสารครอบคลุมในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ นโยบายสุภาพและการจัดการการดูแลสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ สุขศึกษา พฤติกรรมสุขภาพ อาชีวอนามัย อนามัยสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา สาธารณสุขชุมชน ทันตสาธารณสุข เภสัชสาธารณสุข การพยาบาล และสาขาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์ สนับสนุนโดย คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข</p>
Sirindhorn College of Public Health, Trang on behalf of Academic Institute of Public Health and Medical Technology Network(APHMN)
th-TH
วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
2672-9148
<p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสาธารณสุข</p>
-
ความชุกและปัจจัยสัมพันธ์กับความรู้สึกว้าเหว่ของผู้สูงอายุที่มารับบริการที่กองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/277988
<p>ความรู้สึกว้าเหว่ เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งภาวะนี้ได้ถูกพูดถึงมาก โดยเฉพาะในยุคหลังจากที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมทางสังคมในระยะยาว โดยภาวะนี้เชื่อมโยงกับผลกระทบด้านสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ โดยการศึกษาภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกของความรู้สึกว้าเหว่และปัจจัยสัมพันธ์กับความรู้สึกว้าเหว่ในผู้สูงอายุ ทำการศึกษาในผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ใช้การศึกษาแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน กลุ่มตัวอย่างจะถูกสุ่มอย่างง่าย ประกอบด้วยผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีความสามารถในการสื่อสารได้ จำนวนทั้งหมด 250 คน ทั้งหมด จะได้รับประเมินความรู้สึกว้าเหว่ด้วยแบบวัดความรู้สึกว้าเหว่ยูซีแอลเอฉบับ 6 ข้อ และภาวะซึมเศร้าด้วยแบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุไทย 15 ข้อ (TGDS-15) พร้อมเก็บข้อมูลด้านประชากร สุขภาพ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ข้อมูลทั้งหมดจะถูกวิเคราะห์เพื่อหาความชุกของภาวะความรู้สึกว้าเหว่ และวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยสัมพันธ์ </p> <p>ผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 42.8 มีความรู้สึกว้าเหว่ และพบปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยยะสำคัญ ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า (AOR 28.93, p-value 0.004), อายุ ≥70 ปี (AOR 25.99, p-value < 0.001), เพศชาย (AOR 9.44, p-value 0.019) และมีปัญหาสุขภาพ (AOR 26.75, p-value 0.001) ในทางกลับกัน พบว่า ผู้ที่มีระดับการศึกษาตั้งแต่มัธยมขึ้นไป (AOR 0.11, p-value 0.026) ผู้ที่มีงานอดิเรก (AOR 0.04, p-value 0.001) และผู้ที่มีการเข้าร่วมกิจกรรมสังคม (AOR 0.08, p-value 0.003) ถือเป็นปัจจัยป้องกัน อย่างมีนัยยะสำคัญ สรุปได้ว่า ความรู้สึกว้าเหว่ในผู้สูงอายุมีความชุกที่สูงและมีสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพและการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีบทบาททางสังคมและมีกิจกรรมยามว่าง อาจสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความรู้สึกว้าเหว่ได้</p>
ชิดชนก ชุมทอง
กรวีร์ เมธิสริยพงศ์
พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-22
2026-05-22
9 2
1
13
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะการเจริญเติบโต ในเด็กปฐมวัยที่มีภาวะขาดสารอาหาร จังหวัดยะลา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/276512
<p> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัยที่มีภาวะขาดสารอาหารใน ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กอายุ 0–5 ปี ที่มีภาวะขาดสารอาหาร จำนวน 140 คน คัดเลือกโดยใช้ตารางของ Krejcie and Morgan โดยใช้การสุ่มแบบมีระบบ (Systematic random sampling) จากฐานข้อมูลทะเบียนเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลา เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบความสัมพันธ์ ได้แก่ Pearson’s correlation, Spearman’s rank correlation, point-biserial correlation และ Chi-square test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า อายุของมารดามีความสัมพันธ์ในระดับต่ำกับน้ำหนักตามเกณฑ์อายุ (r = .173, p < .05) และส่วนสูงตามเกณฑ์อายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .216, p <.01) นอกจากนี้ การได้รับการดูแลขณะตั้งครรภ์ การได้รับนม และพัฒนาการของเด็กมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ในขณะที่ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ครัวเรือน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่า ปัจจัยด้านมารดาและการเลี้ยงดูมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัยที่มีภาวะขาดสารอาหาร ดังนั้น หน่วยงานด้านสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการดูแลมารดาในระยะตั้งครรภ์ การส่งเสริมการเลี้ยงดูที่เหมาะสม และการติดตามการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตที่เหมาะสมในเด็กกลุ่มเสี่ยง</p>
มยุรี ยีปาโล๊ะ
เขมพัทธ์ ขจรกิตติยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-11
2026-06-11
9 2
14
27
-
ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองในผู้สูงอายุที่มีการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยที่มารับบริการคลีนิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/278488
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมองในผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพด้านการพัฒนาศักยภาพสมองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และ 3) ประเมินความพึงพอใจต่อโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการในคลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 27 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมพัฒนาศักยภาพสมอง แบบคัดกรองโรคซึมเศร้า TGDS แบบประเมินสมรรถภาพสมอง TMSE แบบประเมิน MoCA test แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังจากการใช้โปรแกรม ผู้สูงอายุมีคะแนนพัฒนาศักยภาพสมองและคะแนนพฤติกรรมสุขภาพในการพัฒนาศักยภาพสมองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านสุขภาพสมองมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือ สุขภาพจิต สังคม สุขภาพร่างกาย และโภชนาการ ตามลำดับ นอกจากนี้ ความพึงพอใจต่อโปรแกรมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยกิจกรรมที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด ได้แก่ กิจกรรมเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ กิจกรรมกระตุ้นความจำ และเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพสมองของผู้สูงอายุ</p>
อรจิรา ศรีอำพัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-12
2026-06-12
9 2
28
41
-
คุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาลในโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/277678
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาล และ 2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาลในโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม คือ พยาบาลวิชาชีพผู้ปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 279 คน และกลุ่มตัวอย่างสนทนากลุ่ม คือ พยาบาลวิชาชีพ ผู้ปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัยประกอบไปด้วย 3 ส่วนได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินคุณภาพชีวิต ในวิชาชีพของพยาบาลที่แปลย้อยกลับจากเครื่องมือ The Professional Quality of Life Scale (ProQOL5) ของ Stamm (2010) 3) แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคของแต่ละด้านของ ProQOL5 ได้แก่ ด้านความพึงพอใจจากการทำงาน ด้านความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน และด้านความเหนื่อยล้าจากการทำงาน มีค่าเท่ากับ 0.88, 0.80 และ 0.82 ตามลำดับ และแนวคำถามในการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาล โรงพยาบาลนครพิงค์ อยู่ในระดับปานกลางทั้งสามด้าน ได้แก่ ด้านความพึงพอใจจากการทำงาน ด้านความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน และด้านความเหนื่อยล้าจากการทำงาน (mean = 37.63, S.D.=5.49; mean = 27.18, S.D. = 3.62; และ mean = 25.22, S.D. = 6.00 ตามลำดับ) แนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาลในโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี การเพิ่มระดับความสามารถของพยาบาล การเสริมสร้างสุขภาพทางด้านร่างกายและสุขภาพใจ การจัดการกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ และการจัดการความเครียดในการทำงาน ข้อเสนอแนะโรงพยาบาลต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจน การจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน ส่งเสริม สนับสนุนการฝึกอบรม การเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาชีพและทักษะการเสริมสร้างสุขภาพกาย สุขภาพใจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในวิชาชีพของพยาบาล โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่</p>
สีดา พรมพิงค์
ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์
ชญาภา แสนหลวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-12
2026-06-12
9 2
42
61
-
การพัฒนาระบบการดูแลแผลเท้าเบาหวานในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/279841
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา พัฒนา และประเมินผลระบบการดูแลแผลเท้าเบาหวานในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้แนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ดำเนินการตามวงจร 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน ปฏิบัติ สังเกต และสะท้อนผล เก็บข้อมูลจากเวชระเบียน การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกต ผู้ให้ข้อมูลหลัก 32 คน และนำระบบไปใช้กับผู้ป่วย 295 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบเดิมเป็นการดูแลเชิงรับ ขาดการเชื่อมโยงการคัดกรองกับการดูแลต่อเนื่อง ระบบที่พัฒนาประกอบด้วย 1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร 2) การคัดกรองและจำแนกระดับความเสี่ยง 4 ระดับ 3) การดูแลตามระดับความเสี่ยงโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ และ 4) การติดตามต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานพบว่า ผู้ป่วยได้รับการคัดกรองร้อยละ 100 ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำ (85.08%) พบปัญหาเท้าผิดรูปและเชื้อรา ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลตามแนวทางอย่างครอบคลุม ส่งผลให้ไม่พบการตัดเท้าและไม่เกิดแผลซ้ำในกลุ่มที่ได้รับการดูแลครบถ้วน บุคลากรมีความเข้าใจบทบาทชัดเจนขึ้น การดูแลมีความต่อเนื่อง และเกิดการทำงานเป็นทีม สรุประบบที่พัฒนาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลเชิงป้องกันและความต่อเนื่องของการดูแล ลดความเสี่ยงการเกิดแผลเท้าเบาหวาน ควรพัฒนาระบบติดตามระยะยาวและฐานข้อมูลมาตรฐานเพื่อความยั่งยืน</p>
ชยพล สุขโต
ธิดารัตน์ ข่าขันมะลี
ดรุณี คุณวัฒนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-12
2026-06-12
9 2
62
75