วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph <p>วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ(Thai Journal of Public Health and Health Sciences; TJPHS) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขอบเขตของวารสารครอบคลุมในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ นโยบายสุภาพและการจัดการการดูแลสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ สุขศึกษา พฤติกรรมสุขภาพ อาชีวอนามัย อนามัยสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา สาธารณสุขชุมชน ทันตสาธารณสุข เภสัชสาธารณสุข การพยาบาล และสาขาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์ สนับสนุนโดย คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข</p> Sirindhorn College of Public Health, Trang on behalf of Academic Institute of Public Health and Medical Technology Network(APHMN) th-TH วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ 2672-9148 <p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสาธารณสุข</p> ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/276867 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสุขของผู้สูงอายุและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสุขของผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 88 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงของแบบสอบถามด้านสุขภาวะและแบบสอบถามความสุข คือ 0.908 และ 0.938 ตามลำดับ ใช้สถิติ Multiple Linear Regression ในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 56.81) อายุ 60 – 70 ปี (ร้อยละ 71.69) มีการศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 67.05) มีอาชีพแบบไม่มีรายได้แน่นอน (ร้อยละ 64.77) มีโรคประจำตัว(ร้อยละ 59.09) สถานภาพสมรส (ร้อยละ 53.41) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 10,000 บาท (ร้อยละ 38.64) มีรายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 5,000 บาท (ร้อยละ 57.96) รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนต่อเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท (ร้อยละ 44.32) และส่วนใหญ่ไม่มีภาระหนี้สิน (ร้อยละ 76.14) ค่าเฉลี่ยความสุขของผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก (M = 4.28) การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุ พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขของผู้สูงอายุมี 3 ปัจจัย ได้แก่ อายุ (p = 0.009) การไม่มีอาชีพที่แน่นอน (p = 0.019) และ สุขภาวะทางสังคม (p = 0.011)โดยพบว่าอายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ความสุขของผู้สูงอายุลดลง การมีรายได้ไม่ประจำทำให้ความสุขลดลง และการที่มีสุขภาวะทางสังคมที่ดีส่งผลให้มีความสุขเพิ่มขึ้น และตัวแปรทั้ง 3 สามารถอธิบายความสุขของผู้สูงอายุได้ร้อยละ 21 หน่วยงานในท้องถิ่นจึงควรมีการส่งเสริมอาชีพที่มีรายได้ประจำให้แก่ผู้สูงอายุ และควรจัดให้มีกิจกรรมในชุมชนให้ผู้สูงอายุพบปะกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชน มีความสุขในชีวิตมากขึ้น</p> ดรุณวรรณ สมใจ ดวงหทัย แสงสว่าง วิภาวรรณ เพ็งพานิช ภาสกรณ์ กลิ่นขวัญ ภัทรวดี หอมสมบัติ ฐิตินันท์ จอระกา สุนันทา หงษ์โต อินทิรา เหิงขุนทด วิมลรัตน์ กุนะคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-17 2026-03-17 9 1 1 14 ผลของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรม การบริโภคอาหารและพฤติกรรมการทำกิจกรรมทางกายของนักเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จังหวัดชลบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/277035 <p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพฤติกรรมการทำกิจกรรมทางกายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 72 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จากเกณฑ์ดังนี้ 1) นักเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเริ่มอ้วน 2) อ่านออกและเขียนภาษาได้ 3) มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 36 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมควบคุมน้ำหนักซึ่งประกอบด้วย การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอ้วน ธงโภชนาการ การส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย และการสนับสนุนทางสังคมผ่านการใช้ตัวแบบ และแอปพลิเคชันไลน์เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการมีกิจกรรมทางกายมีค่าความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ .94 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ .85 และ .80 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกันและแบบเป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการมีกิจกรรมทางกายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมควบคุมน้ำหนักร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ทั้งนี้ บุคลากรสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ร่วมกับครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการมีกิจกรรมทางกายของนักเรียนได้อย่างเหมาะสมในสถานศึกษา</p> ธนากรณ์ ศรีเรือง นริสสรา รางแดง ณรัญญา พรหมศร ศศิธร ตันติเอกรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-24 2026-03-24 9 1 15 30 ผลของโปรแกรมการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโรค NCDs ด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิตโดยโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/276959 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโรค NCDs ด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิตโดยโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 60 คน ได้แก่ กลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามและโปรแกรมเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา paired t-test และ independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีลักษณะทางประชากรที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 41–50 ปี สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาประถมศึกษา รายได้ต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท และมีประสบการณ์ปฏิบัติงานเป็น อสม. 1–5 ปี และ 16–20 ปี ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโรค NCDs ด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิตก่อนการทดลองไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (M = 24.6, SD = 3.8 และ M = 24.6, SD = 4.2 ตามลำดับ, p = .955) แสดงว่าทั้งสองกลุ่มมีพื้นฐานความรู้เริ่มต้นที่เทียบเคียงกันได้ เมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลอง พบว่าหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ด้านหลักการส่งเสริมการดูแลตนเอง (M = 3.7 vs 3.1, p = .003) การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย (M = 3.4 vs 2.8, p = .002) และการลด ละ เลิกบุหรี่ แอลกอฮอล์ และสารเสพติด (M = 3.7 vs 3.2, p = .050) สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ความรู้ด้านโภชนาการ การนอนหลับและผลลัพธ์ต่อสุขภาพการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ และทักษะภาวะผู้นำและการจัดการ ไม่แตกต่างจากก่อนการทดลอง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ โดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (M = 26.7, SD = 3.5 และ M = 25.0, SD = 2.6 ตามลำดับ, p = .032) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมีประสิทธิผลในการพัฒนาความรู้ของ อสม. ด้านพฤติกรรมสุขภาพโรค NCDs ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น รพ.สต. และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ นำโปรแกรมนี้ไปขยายผลในพื้นที่อื่น และควรศึกษาติดตามผลระยะยาวเพื่อประเมินความคงทนของความรู้และพฤติกรรมสุขภาพของ อสม. ต่อไป</p> ธัญวรรณ เกิดดอนทราย จตุรงค์ เดชารุ่งโรจน์ พิรุฬ ศิริทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-01 2026-04-01 9 1 31 44 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารกิจกรรมทางกายและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/277316 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการบริโภค กิจกรรมทางกาย และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย รวมถึงวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายกับระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทยใน 5 ภูมิภาค ภูมิภาค การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุจำนวน 335 ราย จาก 5 ภูมิภาคโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลัก จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นและมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย (r = 0.85, p &lt; 0.01) ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ดีมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคที่สมดุล และพบว่าในบางภูมิภาค เช่น ภาคเหนือและภาคตะวันออก ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ดีย่อมส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มระดับกิจกรรมทางกาย อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคอื่นพบว่ากิจกรรมทางกายของผู้สูงอายุไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกหล่อหลอมด้วยบริบททางสังคมและวิถีชีวิต อาทิ การประกอบอาชีพเกษตรกรรม การใช้แรงงาน และการสนับสนุนจากท้องถิ่น ดังนั้น การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนจึงจำเป็นต้องบูรณาการความรอบรู้ด้านสุขภาพควบคู่ไปกับการปรับใช้ปัจจัยเชิงพื้นที่และวิถีชีวิตจริงของผู้สูงอายุ</p> มณฑล หวานวาจา ประวีณ์นุช กาญจนขจรศักดิ์ กมลวรรณ สุขประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-01 2026-04-01 9 1 45 61 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในเขตอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/279598 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และ 2) พัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานดังกล่าว ในเขตอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างคือภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จำนวน 340 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สถิติไคสแควร์ และการทดสอบ t แบบจับคู่ (Paired t-test)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 47.1) มีทัศนคติอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 56.5) และมีระดับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 83.2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ เพศ อายุ การได้รับข้อมูลข่าวสาร ตำแหน่งในชุมชน และทัศนคติ นอกจากนี้ ภายหลังการเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ระดับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรส่งเสริมการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทัศนคติที่เหมาะสมต่อการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ควบคู่กับการรณรงค์สร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย รวมทั้งการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเพียงพอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในเขตอำเภอเมืองสงขลา</p> จำลอง แก้วพิทยานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-10 2026-04-10 9 1 62 73 ปัจจัยทำนายความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) ในผู้ป่วยยาและสารเสพติด : การศึกษาย้อนหลังในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/278377 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) ในผู้ป่วยยาและสารเสพติด การศึกษาเป็นแบบย้อนหลัง (Retrospective study) โดยใช้ข้อมูลเวชระเบียนของผู้ป่วยจำนวน 4,507 ราย ที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ระหว่างเดือนมกราคม 2566 ถึงเดือนมีนาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติก</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การใช้สารเสพติดชนิดกัญชา (OR = 3.762), สารกระตุ้นประสาท (OR = 3.148), สุรา (OR = 2.077), ภาวะว่างงาน (OR = 1.784) และระยะเวลาการใช้สารเสพติดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้สารอนุพันธ์ของฝิ่นมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความเสี่ยง (OR = 0.637) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชนิดของสารเสพติด ระยะเวลาการใช้ และสถานะการจ้างงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถใช้ในการคัดกรองและเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและลดความรุนแรงในระดับบุคคลและสังคม</p> สิริยาภรณ์ บรรณสิทธิ์ รวินันท์ โสมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-18 2026-04-18 9 1 74 85 ความสัมพันธ์ระหว่างการทำหน้าที่ของครอบครัวและสถานะการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่มีหรือเคยมีประวัติติดบุหรี่ในกองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/277960 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการทำหน้าที่ของครอบครัวและสถานะการเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่มีหรือเคยมีประวัติติดบุหรี่ในกองตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รวมถึงสำรวจความแตกต่างด้านลักษณะการสูบบุหรี่และทัศนคติของครอบครัวต่อการสูบบุหรี่ระหว่างผู้ที่ยังสูบบุหรี่อยู่และเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จแล้ว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้เข้าร่วม 51 คน ได้แก่ ผู้สูบบุหรี่ปัจจุบัน 27 คน และผู้เลิกบุหรี่แล้ว 24 คน (เลิกนานแล้ว 19 คน เลิกไม่นาน 5 คน) การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามโครงสร้างซึ่งรวบรวมข้อมูลด้านสังคมประชากร ประวัติการสูบบุหรี่ ทัศนคติของครอบครัว และการทำงานของครอบครัวโดยใช้แบบสอบถาม Chulalongkorn Family Inventory (CFI) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Chi-square สำหรับตัวแปรเชิงกลุ่ม และ Mann–Whitney U test สำหรับตัวแปรเชิงปริมาณ พร้อมด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างคะแนน CFI และสถานะการเลิกบุหรี่ </p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้เลิกบุหรี่มีอายุมากกว่า แต่งงานมากกว่า มีการศึกษาสูงกว่า และมักทำงานนอกภาครัฐมากกว่าผู้สูบบุหรี่ (p &lt; 0.05) ขณะที่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านลักษณะการสูบบุหรี่และทัศนคติของครอบครัวต่อการสูบ คะแนนรวม CFI อยู่ในระดับดี (มัธยฐาน 108, IQR 101–118) โดยผู้เลิกบุหรี่มีคะแนนด้านการแก้ปัญหา (20 เทียบกับ 17, p = 0.021) และบทบาท (11 เทียบกับ 10, p = 0.014) สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพบว่าโอกาสเลิกบุหรี่เพิ่มขึ้นต่อการเพิ่มขึ้น 1 คะแนนในด้านการแก้ปัญหา (OR 1.27, 95% CI 1.037–1.556, p = 0.021) และด้านบทบาท (OR 1.748, 95% CI 1.121–2.724, p = 0.014) สรุปได้ว่า อายุ การสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รวมถึงการทำงานของครอบครัวที่ดีโดยเฉพาะด้านการแก้ปัญหาและบทบาท มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในการเลิกบุหรี่ และควรนำมาพิจารณาในการออกแบบโปรแกรมช่วยเลิกบุหรี่</p> ธนาดุล ปุณยลิขิต สุภัชฌา เก่งพานิช กุลเชษฐ์ เกษะโกมล กษิดิศ หล้าวงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-23 2026-04-23 9 1 86 98 การพัฒนารูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อป้องกันพลัดตกหกล้ม อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/277505 <p>วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุเพื่อการป้องกันการพลัดตกหกล้ม อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) พัฒนารูปแบบความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบ ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 110 คน คัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง และประเมินความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมโดยใช้แบบประเมิน Oxford Knee Score ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบด้วยโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ 6 ครั้ง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 82 คน ระยะที่ 3 ประเมินผลการใช้รูปแบบกับกลุ่มตัวอย่างเดิม จำนวน 82 คน ด้วยแบบประเมินอาการข้อเข่าเสื่อม Modified WOMAC Score ใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ Paired t-test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมีจำนวน 57 คน (ร้อยละ 69.50) มีอายุระหว่าง 71–80 ปีขึ้นไป มีจำนวน 59 คน (ร้อยละ 72) มีภาวะข้อเข่าเสื่อมระดับปานกลางมากที่สุดจำนวน 42 คน (ร้อยละ 38.20) มีสถานภาพสมรสจำนวน 66 คน (ร้อยละ 80.50) การศึกษาระดับประถมศึกษา มีจำนวน 64 คน (ร้อยละ 78.00) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท (ร้อยละ 68.30) ระยะเวลาป่วย 7–10 ปี (ร้อยละ 42.70) สำหรับโรคประจำตัวพบมากที่สุดคือโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 25 คน (ร้อยละ 30.50) ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 17 คน (ร้อยละ 20.73) รองลงมาคือโรคเบาหวาน จำนวน 24 คน (ร้อยละ 29.30) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงเช่นกัน จำนวน 17 คน (ร้อยละ 20.73) สำหรับโรคไขมันในหลอดเลือด จำนวน 17 คน (ร้อยละ 20.70) เป็นเพศหญิงจำนวน 12 คน (ร้อยละ 14.63) ขณะที่กลุ่มผู้ไม่มีโรคประจำตัวและกลุ่มอื่น ๆ พบอย่างละ 8 คน (ร้อยละ 9.80) โดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 6 คน (ร้อยละ 7.32) และ 5 คน (ร้อยละ 6.10) ตามลำดับ หลังการพัฒนา พบว่าระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นทุกมิติ โดยขั้นพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 4.09 (SD.=0.43) รองลงมาคือขั้นปฏิสัมพันธ์มีค่าเฉลี่ย 3.98 (SD.=0.44) และขั้นวิจารณญาณมีค่าเฉลี่ย 3.95 (SD.=0.50) ตามลำดับ ผลการประเมินแสดงให้เห็นว่าลักษณะอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้สูงอายุดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ศุลีพร อมรวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 9 1 99 115