วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph <p>วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ(Thai Journal of Public Health and Health Sciences; TJPHS) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขอบเขตของวารสารครอบคลุมในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ นโยบายสุภาพและการจัดการการดูแลสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ สุขศึกษา พฤติกรรมสุขภาพ อาชีวอนามัย อนามัยสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา สาธารณสุขชุมชน ทันตสาธารณสุข เภสัชสาธารณสุข การพยาบาล และสาขาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์ สนับสนุนโดย คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข</p> th-TH <p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสาธารณสุข</p> tjph-editor@scphtrang.ac.th (Phayong Thepaksorn, Ph.D.) wiphawan@scphtrang.ac.th (Wiphawan Kaewlai) Tue, 07 Jun 2022 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของโปรแกรมความปลอดภัยในการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ครัวเรือน บ้านบก อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/254193 <table> <tbody> <tr> <td> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมความปลอดภัยในการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ครัวเรือน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) ตามความสมัครใจทั้งชายและหญิงจำนวนทั้งสิ้น 50 คน โดยให้โปรแกรมความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง 8 กิจกรรมเป็นเวลา 14 สัปดาห์ วิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้แรงจูงใจในการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ก่อนให้โปรแกรมความปลอดภัยมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ( =2.32± S.D.=0.65) หลังการให้โปรแกรมมีค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก ( =2.80± S.D.=0.41) แรงสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ก่อนให้โปรแกรมมีค่าคะแนนเฉลี่ยความปลอดภัยอยู่ในระดับมาก( =2.38± S.D.=0.84) หลังการให้โปรแกรมมีค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมาก ( =2.76± S.D.=0.44) พฤติกรรมในการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ ก่อนให้โปรแกรมความปลอดภัยมีค่าคะแนนเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก ( =2.49± S.D.=0.63) หลังการให้โปรแกรมมีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นอยู่ในระดับมาก ( =2.86± S.D.=0.35) ภายหลังการให้โปรแกรมความปลอดภัยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>p</em>-<em>value </em>&lt; 0.001) เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการให้โปรแกรมความปลอดภัย ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การรับรู้แรงจูงใจในการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ แรงสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้และพฤติกรรมในการป้องกันการเกิดเพลิงไหม้ แสดงถึงการให้โปรแกรมความปลอดภัยผ่านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านความปลอดภัยร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมที่เป็นระบบจะช่วยส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความปลอดภัยในชุมชนทิศทางที่ดีขึ้น</p> </td> </tr> </tbody> </table> ชัยกฤต ยกพลชนชัย, ญาณิฐา แพงประโคน, จารุพร ดวงศรี Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/254193 Tue, 26 Apr 2022 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นของคนงานในโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/244576 <p> การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นของคนงาน และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นของคนงานโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา สุ่มตัวอย่างอย่างง่าย จำนวน 208 คน จากคนงาน 400 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งแบบประเมินความรู้มีค่าความเชื่อมั่นตามสูตรของคูเดอร์ริชาร์ดสัน (KR - 20) เท่ากับ 0.76 ส่วนพฤติกรรมมีค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาคอัลฟา (α – Cronbach Coefficient) เท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ พฤติกรรม โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นของคนงาน วิเคราะห์ด้วยสถิติไคสแควร์ และสถิติสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษาพบว่า คนงานส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 77.4 อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 38.5 ศึกษาระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 52.4 สถานภาพสมรส ร้อยละ 65.9 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 91.8 มีประสบการณ์ในการทำงานในโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราน้อยกว่า 10 ปี ร้อยละ 97.6 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 98.6 และไม่เคยอบรมการป้องกันฝุ่น ร้อยละ 80.8 คนงานมีพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นอยู่ในระดับดี จำนวน 115 คน คิดเป็นร้อยละ 55.3 โดยเพศมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นของคนงาน (<em>P</em>&lt;0.01) และความรู้มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นของคนงานในทางเดียวกัน ในระดับปานกลาง (r=0.514 , <em>P</em> &lt;0.01)</p> <p><strong> </strong> ดังนั้น โรงงาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือโรงพยาบาล ควรมีการอบรม เพิ่มสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ หรือการจัดการรณรงค์ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากฝุ่นและส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม ให้กับคนงานในโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา โดยเฉพาะกลุ่มเพศชายซึ่งมีระดับพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นต่ำกว่าเพศหญิง จะส่งผลให้มีพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่นของคนงานในโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราสูงขึ้น </p> โซเฟีย มะแซ, อัญชลี พงศ์เกษตร, ชมพูนุช สุภาพวานิช, จามรี สอนบุตร, มะการิม ดารามะ Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/244576 Wed, 01 Jun 2022 00:00:00 +0700 ความรู้ ทัศนคติที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานเก็บขนขยะของเทศบาลตำบลในจังหวัดภูเก็ต https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/255299 <p>งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวางโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานเก็บขนขยะ และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของความรู้ ทัศนคติที่มีผลต่อพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานเก็บขนขยะในพื้นที่เทศบาลตำบล 9 แห่งของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 136 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงานในระดับน้อย และมีทัศนคติด้านความปลอดภัยในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนพฤติกรรมด้านความปลอดภัยในการทำงานของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับดี ทั้งนี้ ความรู้ฯ และทัศนคติฯ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของกลุ่มตัวอย่าง (r=0.323) และ (r=0.281) ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรอบรมเพิ่มความรู้ด้านความปลอดภัยและสร้างทัศนคติที่ถูกต้องในการทำงาน รวมไปถึงควรมีมาตรการติดตามทำงานของกลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนการจัดสรรเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมเพื่อให้พนักงานเก็บขนขยะได้มีเวลาพัก ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานเก็บขนขยะได้</p> จิตติพงศ์ สังข์ทอง, นิศากร ตันติวิบูลชัย Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/255299 Wed, 01 Jun 2022 00:00:00 +0700