วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph <p>วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ(Thai Journal of Public Health and Health Sciences; TJPHS) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและผลงานวิจัยทางด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ขอบเขตของวารสารครอบคลุมในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ นโยบายสุภาพและการจัดการการดูแลสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ สุขศึกษา พฤติกรรมสุขภาพ อาชีวอนามัย อนามัยสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา สาธารณสุขชุมชน ทันตสาธารณสุข เภสัชสาธารณสุข การพยาบาล และสาขาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์ สนับสนุนโดย คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข</p> th-TH <p>บทความทุกบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารสาธารณสุข</p> tjph-editor@scphtrang.ac.th (ดร.ภก.พยงค์ เทพอักษร) wiphawan@scphtrang.ac.th (นางสาววิภาวรรณ แก้วลาย) Tue, 25 Oct 2022 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจัดการเชิงกลุ่มเพื่อการเพิ่มศักยภาพผู้ปกครองและครูในการประเมิน และเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กต่ำกว่า 5 ปี ศูนย์พัฒนาการเด็กเล็กภายใต้ การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดพัทลุง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/252050 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการ<em>วิจัยแบบผสมผสาน </em>(Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินระดับความรู้ ทัศนคติ และความสามารถในการตรวจประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียนของกลุ่มผู้ปกครองและครูประจำศูนย์พัฒนาการเด็กเล็ก และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการจัดการเชิงกลุ่มของกลุ่มผู้ปกครองและครูประจำศูนย์พัฒนาการเด็กเล็ก กลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ตัวแทนผู้ปกครอง และตัวแทนครูจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจงจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 33 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และชุดประเมินพัฒนาการเด็กเล็กก่อนวัยเรียน ทำการศึกษาเดือนสิงหาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2563 ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเปรียบเทียบ T-test. ผลการประเมินและเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 95.24) มีการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 95.24) ผลการพัฒนาศักยภาพการจัดการเชิงกลุ่มด้านการประเมินและเฝ้าระวังพัฒนาการเด็กวัยก่อนเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และความสามารถในการประเมินของกลุ่มตัวอย่าง เพิ่มขึ้นโดยก่อนเข้าร่วมโครงการมีคะแนนเฉลี่ย(SD) เท่ากับ 80.27 (10.24), 75.46(7.28), และ 82.43(12.61) เพิ่มเป็น 85.77(9.57), 85.45(6.58) และ 89.50(10.20) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.022, 0.014 และ 0.002 ตามลำดับ ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ดังนั้น การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) เป็นกระบวนการวิจัยที่เป็นวงจรของการสะท้อนคิด และการปฏิบัติ มุ่งเน้นรูปแบบของการประชุมร่วมกันทั้งแบบ Face to face และ Online ในช่องทางที่จัดตั้งตามมติของกลุ่มคือ Line กลุ่ม ในชื่อ กลุ่มไลท์ “กลุ่มเฝ้าระวังฯในศพด. จ.พัทลุง” มีความเหมาะสมในการประเมินและเฝ้าระวังพัฒนาการของเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กภายใต้การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดพัทลุง</p> โสมศิริ เดชารัตน์, พิริยะลักษณ์ เพชรห้วยลึก, ธนวรรณ บัวเจริญ Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/252050 Tue, 25 Oct 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/256844 <p>การจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุเป็นบริการที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุภาครัฐจึงตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้รับผิดชอบงานสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้บริหารในระดับจังหวัด จำนวนทั้งสิ้น 27 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า กิจกรรมหรือสวัสดิการที่จัดบริการให้กับผู้สูงอายุที่พบมากคือ การจ่ายเบี้ยยังชีพ การรักษาพยาบาลฟรี และกิจกรรมนันทนาการ ในขณะที่สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย ด้านความมั่นคงทางสังคมครอบครัว และด้านการสร้างบริการและเครือข่ายการเกื้อหนุน ยังจัดบริการได้ไม่พียงพอ และปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุคือการกำหนดเป็นนโยบายเน้นหนักของ อปท. และการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากผู้บริหารหน่วยงาน รวมถึงการประสานงานและการจัดหาทรัพยากรร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในปัจจุบันรูปแบบการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ในการดำเนินงานมีทั้งแบบทางการดั้งเดิมและผ่านสื่อสังคมออนไลน์ แต่พบว่ายังขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนโดยผู้สูงอายุมักมีส่วนร่วมในระดับการเข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น โดยสรุปหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำหนดให้งานสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุเป็นนโยบายเน้นหนักตามบทบาทความรับผิดชอบของ อปท. ร่วมกับการสร้างเสริมการมีส่วนร่วมจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งจากชุมชน หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จะช่วยให้การจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ</p> นิธิศ ธานี, สุวรรณา ภัทรเบญจพล, อนุวัฒน์ วัฒนพิชญากูล Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/256844 Tue, 25 Oct 2022 00:00:00 +0700 ความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากและปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกัน โรคฟันผุในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เขตชนบท จังหวัดอุบลราชธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/258349 <p> การวิจัยภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปาก ระดับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุและปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เขตชนบท จังหวัดอุบลราชธานี สุ่มตัวอย่างแบบหลาย จำนวน 402 คน จากนักเรียน 18,042 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปาก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุด้วย Multivariable linear regression</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 50.75 มีอายุเฉลี่ย 13.97 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มากที่สุด ร้อยละ 39.80 ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 63.43 จบการศึกษาระดับประถมศึกษามากที่สุด ร้อยละ 49.75 ส่วนใหญ่นักเรียนไม่ได้พักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ร้อยละ 55.47 ไปใช้บริการทางทันตกรรมเมื่อมีอาการผิดปกติเท่านั้น ร้อยละ 81.84 โดยไปรับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมากที่สุด ร้อยละ 48.25 และส่วนใหญ่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 96.27 มีพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 75.37 ความรอบรู้ด้านสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 70.90 โดยตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ ได้แก่ ทักษะความรู้ ความเข้าใจข้อมูล (B = -0.73, 95%CI = -0.90 - -0.57) การพักอาศัยกับพ่อแม่ (B = 3.53, 95%CI = 1.12-5.93) และรับบริการทันตกรรมที่โรงเรียน (B = 5.86, 95% CI = 1.44-10.28) ตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถอธิบายความผันแปรของคะแนนพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุได้ร้อยละ 20</p> <p> ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการเรียนรู้ โดยการให้ข้อมูลความรู้เรื่องโรคฟันผุกับผู้ปกครองที่ไม่ใช่พ่อแม่โดยตรง เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุที่ดี และสนับสนุนให้มีหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ที่โรงเรียน เพื่อส่งเสริมการป้องกันโรคฟันผุในกลุ่มวัยนี้ลดการเกิดโรคฟันผุ ในฟันแท้และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการไปรับบริการทางทันตกรรม</p> กิตติยา ศรีมาฤทธิ์, นิยม จันทร์นวล Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/258349 Tue, 25 Oct 2022 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพต่อความรู้ เจตคติ และทักษะการช่วย ฟื้นคืนชีพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดปทุมธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/258964 <table> <tbody> <tr> <td> <p>การวิจัยนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ เจตคติ และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการอบรมช่วยฟื้นคืนชีพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดปทุมธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดปทุมธานี จำนวน 37 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมอบรมการช่วยฟื้นคืนชีพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามเจตคติ และแบบประเมินทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน แบบสอบถามมีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.70-1.00 และมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุดและค่าต่ำสุด และสถิติการเปรียบเทียบแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (Pair t-test) ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ด้านการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน เจตคติต่อการช่วยฟื้นคืนชีพ และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน หลังการเข้าร่วมโปรแกรมอบรมมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) ผลคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมของความรู้ เท่ากับ 4.91 และ 12.16 ทัศนคติ เท่ากับ 3.25 และ 3.82 และทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานเท่ากับ 1.68 and 2.72 ตามลำดับ ดังนั้น โปรแกรมอบรมส่งผลให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีความรู้เพิ่มขึ้น มีเจตคติที่ดีและมีทักษะในการปฏิบัติที่ถูกต้อง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้</p> </td> </tr> </tbody> </table> นาตยา ดวงประทุม, ทัศพร ชูศักดิ์, ทิวากร พระไชยบุญ Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/258964 Sun, 30 Oct 2022 00:00:00 +0700 ความต้องการบริการสุขภาพของวัยรุ่นสาวประเภทสอง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/257665 <p>การศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการบริการสุขภาพของกลุ่มวัยรุ่นสาวประเภทสอง ผู้ให้ข้อมูลคือวัยรุ่นสาวประเภทสอง อายุ 16-19 ปี จำนวน 9 คน เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกระหว่าง 1 ธันวาคม 2563 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564 ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ที่ได้รับการถอดความคำต่อคำเป็นภาษาไทยและบันทึกของผู้วิจัยถูกนำไปสู่วิเคราะห์ด้วยวิธีวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการศึกษา พบว่า ผู้ให้ข้อมูลทุกรายไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับคลินิกสุขภาพบุคคลข้ามเพศที่ให้บริการในเขตพื้นที่ และผู้ให้ข้อมูลเสนอความต้องการบริการสุขภาพสำหรับสาวประเภทสอง แบ่งเป็น 4 ประเด็น คือ (1) บริการสุขภาพเฉพาะสำหรับสาวประเภทสอง (2) คุณลักษณะของผู้ให้บริการ ณ สถานบริการสุขภาพสำหรับสาวประเภทสอง (3) การบริการสุขภาพที่เกี่ยวกับยา ณ ร้านยาในชุมชน และ (4) ความต้องการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพองค์รวม เช่น การเข้าใจและยอมรับเพศสภาพ การให้ความรู้เรื่องเพศสภาพในงานอนามัยโรงเรียน ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ผลการศึกษาในงานวิจัยนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนให้บริการสุขภาพที่เหมาะสมกับความต้องการและเพศสภาพตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของการเข้าสู่การเป็นสาวประเภทสอง ดังนั้น ภาครัฐและเครือข่ายสุขภาพที่เกี่ยวข้องควรมีการเตรียมการด้านบุคลากร รวมทั้งเภสัชกรที่ปฏิบัติงานที่ร้านยาในชุมชน ให้มีความรู้และความเข้าใจในความแตกต่างของเพศสภาพและการดูแลสุขภาพของสาวประเภทสอง ดูแลติดตามการใช้ยาฮอร์โมนและให้ความรู้ด้านยา นอกจากนี้ควรจัดให้มีส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเพศสภาพที่หลากหลายในสังคมวงกว้างเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของสาวประเภทสองต่อไป</p> หทัยรัตน์ สุขศรี, ศันสนีย์ จันทสุข, พิทยา ศรีเมือง, ศศิวิมล ทองพั้ว Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/257665 Sun, 30 Oct 2022 00:00:00 +0700 ความชุกและความสัมพันธ์ระหว่างการติดสื่อโซเชียลมีเดียกับภาวะซึมเศร้าและ วิตกกังวลในผู้สูงอายุที่มารับบริการที่คลินิกตรวจโรคเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/249181 <p>การศึกษาแบบภาพตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความชุกและความสัมพันธ์ระหว่างการติดสื่อโซเชียลมีเดียกับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในผู้สูงอายุเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการที่คลินิกตรวจโรคเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ระหว่างเดือนเมษายน ถึง กรกฎาคม 2563 โดยวิธีสุ่มจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการติดสื่อโซเชียลมีเดีย และแบบสอบถามวัดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย หาความสัมพันธ์โดยสถิติไคสแควร์ค่าสัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสมการถดถอยโลจิสติกส์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 66.04 ± 5.06 ปี ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียเฉลี่ย 2.21± 1.3 ชั่วโมงต่อวัน มีความชุกของการติดสื่อโซเชียลมีเดียระดับความเสี่ยงสูงร้อยละ 5 ความชุกของภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลร้อยละ 9 และ 12.3 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์ของเพียร์สันระหว่างการติดสื่อโซเชียลมีเดียกับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลเท่ากับ -0.248(P&lt;0.001) การทดสอบด้วยสมการถดถอยโลจิสติกส์พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีการติดสื่อโซเชียลมีเดียในระดับความเสี่ยงต่ำ จะมีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีความเสี่ยงการติดสื่อโซเชียลมีเดียระดับปานกลาง และระดับสูง 15.13 เท่า และ 6.08 เท่า ตามลำดับ</p> <p>สรุปการติดสื่อโซเชียลมีเดียกับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในผู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ก็พบปัจจัยอื่นๆที่อาจมีผลต่อภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลด้วย เช่น โรคประจำตัว ปัญหาครอบครัว ปัญญาหาเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น ดังนั้นควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในผู้สูงอายุต่อไป</p> พิธาน จินดาวัฒนวงศ์, กุลเชษฐ์ เกษะโกมล, พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ Copyright (c) 2022 วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/249181 Sun, 30 Oct 2022 00:00:00 +0700