https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/issue/feed
วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา
2026-02-01T15:27:37+07:00
ผศ.ดร.ภคิน ไชยช่วย (Asst.Prof.Dr.Pakin Chaichuay)
tjphe_editor@scphub.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา</strong><strong><br />ISSN 2985-251X (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong><strong> <br /></strong>วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษาเป็นวารสารรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความทางวิชาการ</p> <ul> <li>ด้านการสาธารณสุข (Public Health)</li> <li>วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Sciences)</li> <li>ด้านพฤติกรรมสุขภาพ (Health Behavior)</li> <li>ด้านสุขภาพศึกษา (Health Education)</li> <li>ด้านทันตสาธารณสุข (Dental Public Health)</li> <li>ด้านการพยาบาล (Nursing)</li> </ul> <p><strong> ประเภทของบทความ</strong> </p> <ul> <li>บทความวิจัย (Research Article)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic Article)</li> </ul> <p><strong> ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong></p> <ul> <li>ภาษาไทย (Thai)</li> <li>ภาษาอังกฤษ (English)</li> </ul> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ </strong><strong>3 ฉบับ</strong></p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน (January-April)</li> <li>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม (May-August)</li> <li>ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม (September-December)</li> </ul> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong> </p> <ul> <li>บทความวิจัย ทุกบทความผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน <strong>(Double-Blind Review) </strong>ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน</li> <li>บทความวิชาการ ทุกบทความผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน <strong>(Double-Blind Review) </strong>ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินบทความ</strong></p> <p>ทั้งบทความวิจัย และบทความวิชาการ เก็บค่าธรรมเนียมบทความละ 3,500 บาท</p> <p><strong> ***<em>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในกรณีที่ผู้ทรงคุณวุฒิปฎิเสธการตีพิมพ์ หรือกรณีที่ผู้เขียนบทความขอยกเลิกบทความ หลังจากบทความเข้าสู่กระบวนการ Review ส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินแล้ว***</em></strong></p> <p><strong>ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมบทความ</strong></p> <p>1) กองบรรณาธิการ แจ้งให้ผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ หลังจากที่บทความผ่านกระบวนการปรับแก้เบื้องต้น (Pre review) แล้ว</p> <p>2) ผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย ชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>ชื่อบัญชี</strong> <strong>วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา ร่วมกับชมรมศิษย์เก่า<br />ธนาคารกรุงไทย ประเภท ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 662-5-XXXXX-X</strong> </p> <p>3) ส่งหลักฐานการโอนเงินในระบบของวารสารมายังช่อง Add Discussions</p> <p>4) กองบรรณาธิการ ตรวจสอบหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียม</p> <p>5) กองบรรณาธิการ นำบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Review)</p> <p>6) กองบรรณาธิการ ออกใบเสร็จรับเงินส่งให้ผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย ในระบบของวารสาร</p> <p>7) กองบรรณาธิการ ส่งใบเสร็จรับเงินฉบับจริงให้ผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย ในกรณีที่แจ้งความประสงค์ไว้เท่านั้น</p> <p><strong>ขั้นตอนการประเมินบทความ</strong></p> <p>1. กองบรรณาธิการกลั่นกรองบทความหลังจากที่บทความส่งเข้ามายังระบบของวารสาร<br />2. แจ้งผู้เขียนบทความให้ปรับแก้เบื้องต้น (Pre-Review) ตามรูปแบบที่วารสารกำหนด<br />2.1 กรณีปรับแก้บทความเบื้องต้นแล้ว แจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมบทความ<br />2.2 กรณีปรับแก้บทความเบื้องต้นไม่สมบูรณ์ แจ้งให้ผู้เนิพนธ์ปรับแก้อีกครั้ง<br />2.3 กรณีผู้นิพนธ์ไม่ปรับแก้ ปฏิเสธการตีพิมพ์ <br />3. หลังจากที่ผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมบทความแล้ว นำบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินบทความ (Review)<br />4. บทความที่ผ่านการประเมิน มีการปรับแก้ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือจนกว่าบทความจะสมบูรณ์ จึงเข้าสู่กระบวนการเผยแพร่ตีพิมพ์<br />4.1 กรณีที่ปรับแก้บทความไม่สมบูรณ์ แจ้งผู้นิพนธ์ปรับแก้อีกครั้ง<br />4.2 กรณีที่ไม่ปรับแก้บทความ ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ ปฏิเสธการตีพิมพ์<br />5. วารสารออกหนังสือตอบรับการตีพิมพ์ หลังจากที่ผู้นิพนธ์ปรับแก้ไขบทความตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง<br />6. กระบวนการปรับแก้ไขบทความยังคงมีต่อเนื่องจนกว่าจะเข้าสู่กระบวนการ Copyediting และ Production<br />7. กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้นิพนธ์อ่านทบทวนบทความเป็นครั้งสุดท้าย และยืนยันการเผยแพร่บทความ เนื้อหาของบทความและความคิดเห็นในบทความทั้งหมดเป็นของผู้นิพนธ์แต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่ความคิดเห็นของกองบรรณาธิการ ทางกองบรรณาธิการจะไม่รับผิดชอบใดๆเกี่ยวกับความผิดพลาดของบทความนั้นๆ<br />8. บทความที่ได้รับจดหมายตอบรับตีพิมพ์แล้ว หากท่านไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนของวารสาร หรือไม่ปรับแก้ไขบทความต่อเนื่องจนกว่าจะถึงกระบวนการก่อนการเผยแพร่ตีพิมพ์ หรือขาดการติดต่อกับกองบรรณาธิการวารสาร หรือหากทางกองบรรณาธิการตรวจสอบภายหลังพบว่ากระบวนการวิจัยของท่านไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมการวิจัย จดหมายตอบรับตีพิมพ์นั้นถือว่าเป็นโมฆะ กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตีพิมพ์<br />9. บทความที่เผยแพร่ตีพิมพ์กับวารสารแล้ว หากทางกองบรรณาธิการตรวจสอบพบว่ากระบวนการวิจัยไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมการวิจัย บทความดังกล่าวจะถูกถอนออกจากระบบของวารสาร ปฎิเสธการเผยแพร่ทันที</p> <p><strong>ประสานงานเกี่ยวกับวารสาร</strong> โทรศัพท์ 094-520-9823 และ 086-405-4053</p> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/1WA-npdQHi1bgCmvbfvsZJ5QGTYs3yyvq/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 0.875rem;">ขั้นตอนการพิจารณาและประเมินบทความ</span></a></p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/278333
การพัฒนารูปแบบการจัดการที่พักอาศัยและสิ่งแวดล้อมในการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์
2025-12-19T10:44:51+07:00
วิชัย เจริญสุข
wichai.charonesook@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการที่พักอาศัยและสิ่งแวดล้อมในการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 3 กลุ่ม คือ 1) ภาคีเครือข่าย คัดเลือกแบบเจาะจง 32 คน 2) ภาคีเครือข่าย สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ 285 คน และ 3) ผู้สูงอายุ สุ่มอย่างง่าย 331 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวทางการสนทนากลุ่ม แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถาม และแบบประเมินความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่าง ตุลาคม 2566 - กันยายน 2568 สถิติที่ใช้ คือ สถิติเชิงพรรณนา และการเปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบก่อนและหลังการพัฒนาด้วยสถิติ Paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าก่อนพัฒนากลุ่มตัวอย่างมีโอกาสเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม จำนวน 331 คน หลังการพัฒนา ได้รูปแบบการจัดการที่พักอาศัยและสิ่งแวดล้อมในการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ 3 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การบริหารจัดการแบบบูรณาการ 2) การมีส่วนร่วมทุกระดับ และ 3) การจัดกิจกรรมหลักในรูปแบบ (ปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านผู้สูงอายุ, ให้ความรู้และฝึกปฏิบัติการป้องกันการพลัดตกหกล้ม, สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและติดตามเยี่ยมบ้านและประเมินผลต่อเนื่อง) ผลการประเมินผลรูปแบบ พบว่า หลังการพัฒนารูปแบบภาพรวมลักษณะการจัดการที่พักอาศัยและสิ่งแวดล้อมมีความปลอดภัยต่อผู้สูงอายุมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001) และภาพรวมการมีส่วนร่วมทุกด้านของภาคีเครือข่ายหลังการพัฒนามากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001) ดังนั้น การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในบ้านและรอบบ้านให้มีความเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ สามารถป้องกันการพลัดตกหกล้ม ให้ผู้สูงอายุมีชีวิต ที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p>
2026-02-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/276683
การพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลเพื่อลดพฤติกรรมความก้าวร้าวโดยไม่ใช้ยาของผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาลศรีสะเกษ
2025-08-04T11:51:29+07:00
เทียนทอง เอื้อสามาลย์
tianthong.aersamane@gmail.com
<p>ปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ หรือการขาดการสนับสนุนทางสังคม ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชมีจำนวนมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมก้าวร้าวในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชยังคงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในการให้บริการสุขภาพจิต การพัฒนาการพยาบาลเพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ในสถานพยาบาลที่มีทรัพยากรจำกัดในการจัดการพฤติกรรมนี้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลสำหรับลดพฤติกรรมความก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเวช โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ดำเนินการศึกษา 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์ได้แก่ พยาบาล 7 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองฯ 34 คน กลุ่มทดลอง คือ ผู้ป่วยจิตเวช 34 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามต้องการจำเป็น แบบประเมินโปรแกรมการพยาบาลฯ โปรแกรมการพยาบาลฯ และแบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยค่าดัชนี PNI ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบ Independent t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยจิตเวชมักจะแสดงความก้าวร้าวทั้งคำพูดและการแสดงออก ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมฯ วิเคราะห์ด้วยค่าดัชนี PNI>.02 พบว่ามี 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การจัดกิจกรรมกลุ่ม (PNI=.38) 2) การประเมินผลกระทบด้านอารมณ์และจิตใจ (PNI=.36) 3)การประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวกับปัจจัยทางกายภาพ (PNI=.28) โปรแกรมการพยาบาลที่ถูกพัฒนาขึ้นมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การประเมินและวางแผน 2) การบำบัดด้วยกิจกรรม 3) การส่งเสริมสุขภาพจิตและการผ่อนคลาย 4) การจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม 5) การติดตามและประเมินผล โดยโปรแกรมที่ถูกพัฒนามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมาก (Mean=4.35) ภายหลังการทดลองใช้โปรแกรมการพยาบาลฯ พบว่าผู้ป่วยจิตเวชมีพฤติกรรมก้าวร้าวเพียงเล็กน้อย (Mean=1.15) ลดลงจากก่อนทดลองใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<.05) โปรแกรมการพยาบาลที่ถูกพัฒนาขึ้นทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ มีความเหมาะสมและนำไปใช้ได้จริงและสามารถลดพฤติกรรมก้าวร้าวได้ ข้อเสนอแนะคือ ควรมีการติดตามประเมินผลในระยะยาว เช่น 3-6 เดือน หรือมากกว่านั้น เพื่อวัดความคงที่ของพฤติกรรมผู้ป่วย และประเมินความยั่งยืนของผลลัพธ์จากโปรแกรม รวมทั้งศึกษาปัจจัยแวดล้อมหรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้จริง</p>
2026-02-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี