วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe
<p><strong>วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา</strong><strong><br />ISSN 2985-251X (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong><strong> <br /></strong>วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษาเป็นวารสารรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความทางวิชาการ</p> <ul> <li>ด้านการสาธารณสุข (Public Health)</li> <li>วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Sciences)</li> <li>ด้านพฤติกรรมสุขภาพ (Health Behavior)</li> <li>ด้านสุขภาพศึกษา (Health Education)</li> <li>ด้านทันตสาธารณสุข (Dental Public Health)</li> <li>ด้านการพยาบาล (Nursing)</li> </ul> <p><strong> ประเภทของบทความ</strong> </p> <ul> <li>บทความวิจัย (Research Article)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic Article)</li> </ul> <p><strong> ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong></p> <ul> <li>ภาษาไทย (Thai)</li> </ul> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ </strong><strong>3 ฉบับ</strong></p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน (January-April)</li> <li>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม (May-August)</li> <li>ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม (September-December)</li> </ul> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong> </p> <ul> <li>บทความวิจัย ทุกบทความผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน <strong>(Double-Blind Review) </strong>ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน</li> <li>บทความวิชาการ ทุกบทความผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน <strong>(Double-Blind Review) </strong>ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินบทความ</strong></p> <p>ทั้งบทความวิจัย และบทความวิชาการ เก็บค่าธรรมเนียมบทความละ 3,500 บาท</p> <p><strong> ***<em>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในกรณีที่ผู้ทรงคุณวุฒิปฎิเสธการตีพิมพ์ หรือกรณีที่ผู้เขียนบทความขอยกเลิกบทความ หลังจากบทความเข้าสู่กระบวนการ Review ส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินแล้ว***</em></strong></p> <p><strong>ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมบทความ</strong></p> <p>1) กองบรรณาธิการ แจ้งให้ผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ หลังจากที่บทความผ่านกระบวนการปรับแก้เบื้องต้น (Pre review) แล้ว</p> <p>2) ผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย ชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>ชื่อบัญชี</strong> <strong>วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา ร่วมกับชมรมศิษย์เก่า<br />ธนาคารกรุงไทย ประเภท ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 662-5-XXXXX-X</strong> </p> <p>3) ส่งหลักฐานการโอนเงินในระบบของวารสารมายังช่อง Add Discussions</p> <p>4) กองบรรณาธิการ ตรวจสอบหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียม</p> <p>5) กองบรรณาธิการ นำบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Review)</p> <p>6) กองบรรณาธิการ ออกใบเสร็จรับเงินส่งให้ผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย ในระบบของวารสาร</p> <p>7) กองบรรณาธิการ ส่งใบเสร็จรับเงินฉบับจริงให้ผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย ในกรณีที่แจ้งความประสงค์ไว้เท่านั้น</p> <p><strong>ขั้นตอนการประเมินบทความ</strong></p> <p>1. กองบรรณาธิการกลั่นกรองบทความหลังจากที่บทความส่งเข้ามายังระบบของวารสาร</p> <p>2. แจ้งผู้เขียนบทความให้ปรับแก้เบื้องต้น (Pre-Review) ตามรูปแบบที่วารสารกำหนด<br />2.1 กรณีปรับแก้บทความเบื้องต้นแล้ว แจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมบทความ<br />2.2 กรณีปรับแก้บทความเบื้องต้นไม่สมบูรณ์ แจ้งให้ผู้เนิพนธ์ปรับแก้อีกครั้ง<br />2.3 กรณีผู้นิพนธ์ไม่ปรับแก้ ปฏิเสธการตีพิมพ์ (ภายหลักการติดตามอย่างน้อย 2 ครั้ง)</p> <p>3. หลังจากที่ผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมบทความแล้ว นำบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินบทความ (Review)</p> <p>4. บทความที่ผ่านการประเมิน มีการปรับแก้ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือจนกว่าบทความจะสมบูรณ์ จึงเข้าสู่กระบวนการเผยแพร่ตีพิมพ์<br />4.1 กรณีที่ปรับแก้บทความไม่สมบูรณ์ แจ้งผู้นิพนธ์ปรับแก้อีกครั้ง<br />4.2 กรณีที่ไม่ปรับแก้บทความ ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ ปฏิเสธการตีพิมพ์ (ภายหลักการติดตามอย่างน้อย 2 ครั้ง)</p> <p>5. วารสารออกหนังสือตอบ<span style="font-size: 0.875rem;">รับการตีพิมพ์ หลังจากที่ผู้นิพนธ์ปรับแก้ไขบทความตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง</span></p> <p>6. กระบวนการปรับแก้ไขบทความยังคงมีต่อเนื่องจนกว่าจะเข้าสู่กระบวนการ Copyediting และ Production</p> <p>7. กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้นิพนธ์อ่านทบทวนบทความเป็นครั้งสุดท้าย และยืนยันการเผยแพร่บทความ เนื้อหาของบทความและความคิดเห็นในบทความทั้งหมดเป็นของผู้นิพนธ์แต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่ความคิดเห็นของกองบรรณาธิการ ทางกองบรรณาธิการจะไม่รับผิดชอบใดๆเกี่ยวกับความผิดพลาดของบทความนั้นๆ</p> <p>8. บทความที่ได้รับจดหมายตอบรับตีพิมพ์แล้ว หากท่านไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนของวารสาร หรือไม่ปรับแก้ไขบทความต่อเนื่องจนกว่าจะถึงกระบวนการก่อนการเผยแพร่ตีพิมพ์ หรือขาดการติดต่อกับกองบรรณาธิการวารสาร หรือหากทางกองบรรณาธิการตรวจสอบภายหลังพบว่ากระบวนการวิจัยของท่านไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมการวิจัย จดหมายตอบรับตีพิมพ์นั้นถือว่าเป็นโมฆะ กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตีพิมพ์</p> <p>9. บทความที่เผยแพร่ตีพิมพ์กับวารสารแล้ว หากทางกองบรรณาธิการตรวจสอบพบว่ากระบวนการวิจัยไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมการวิจัย บทความดังกล่าวจะถูกถอนออกจากระบบของวารสาร ปฎิเสธการเผยแพร่ทันที</p> <p><strong>ประสานงานเกี่ยวกับวารสาร</strong> โทรศัพท์ 094-520-9823 และ 063-167-9334</p> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/1WA-npdQHi1bgCmvbfvsZJ5QGTYs3yyvq/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 0.875rem;">ขั้นตอนการพิจารณาและประเมินบทความ</span></a></p>
วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
th-TH
วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา
2985-251X
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา (Thai Journal of Public Health and Health Education) เป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี</p>
-
การศึกษาระดับสติปัญญาของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ในสถานศึกษาทุกสังกัด ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/281221
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสติปัญญาของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล ปีที่ 3 ในสถานศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเทศบาลเมืองศรีสะเกษ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 13 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2568 ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 294 ราย โดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล แบบประเมินระดับสติปัญญาเด็ก 2 - 15 ปี ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้อง พบว่ามีค่าอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.80 ถือว่าเครื่องมือมีความเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีอายุเฉลี่ย 5.7 ปี (S.D.= 0.45) ในกลุ่มอายุ 6 ปีมากที่สุด ร้อยละ 72.45 มีพฤติกรรมการใช้หน้าจอ ร้อยละ 88.78 ใช้เวลาเฉลี่ย 63.5 (S.D.= 53.60) นาทีต่อวัน ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กร้อยละ 42.18 มีระดับสติปัญญาเฉลี่ย 94.06 (SD = 15.43) โดยเด็กมีระดับสติปัญญาอยู่ในระดับปานกลาง มากที่สุดร้อยละ 41.20 รองลงมาคือ ระดับสติปัญญาทึบ ร้อยละ 26.20 ระดับคาบเส้น ร้อยละ 13.30 และระดับสติปัญญาสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 11.60 ตามลำดับ ทั้งนี้ เด็กที่มีระดับสติปัญญาฉลาดและฉลาดมาก มีเพียงร้อยละ 4.50 ในขณะที่มีเด็กที่อยู่ในระดับบกพร่องทางสติปัญญา ร้อยละ 3.40 ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรติดตามควบคุมระยะเวลาการใช้หน้าจอของเด็ก และดูแลการจ่ายยาเสริมธาตุเหล็กให้ครอบคลุม รวมถึงสร้างระบบคัดกรองช่วยเหลือเด็กกลุ่มสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์อย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพ และเสริมสร้างทุนมนุษย์ทางสังคมต่อไป</p>
ทนง วีระแสงพงษ์
ปิยะพร มงคลศิริ
ศิรินภา หมายสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-06
2026-08-06
6 2
e281221
e281221
-
ความรอบรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและความต้องการส่งเสริมความรอบรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุข ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/279339
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และความต้องการส่งเสริมความรอบรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 259 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และแบบสอบถามความต้องการส่งเสริมความรอบรู้และรูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบคุณภาพ มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 0.98 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาร์ค เท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อสม.มีความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบโดยรวม ระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 44.87 และผลรวมคะแนนความรอบรู้ระดับดีขึ้นไปของแต่ละด้าน ตามสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างเรียงจากสูงสุดเรียงไปถึงต่ำสุด คือ ด้านการจัดการเงื่อนไขทางสุขภาพของตนเอง ร้อยละ 50.97 ด้านความรู้และความเข้าใจสุขภาพโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ร้อยละ 44.78 ด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ ร้อยละ 44.01 ด้านการตัดสินใจและการจัดการปัญหา ร้อยละ 43.49 ด้านความรู้และความเข้าใจสุขภาพโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ร้อยละ 42.86 และต่ำสุดคือ ด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ร้อยละ 37.06 ตามลำดับ สำหรับความต้องการส่งเสริมความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ พบว่ามีความต้องการส่งเสริมในระดับมากที่สุดเป็นส่วนใหญ่ โดยค่าเฉลี่ยทุกด้าน ร้อยละ 35.26 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าระดับความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบยังไม่เพียงพอควรส่งเสริมความรอบรู้แก่ อสม.ทุกด้านเพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบให้อยู่ในระดับดีขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลตนเองและเป็นแบบอย่างที่ดีในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแก่ประชาชน</p>
อรทัย พรมแก้ว
รัตนาภรณ์ จันทรา
กฤตย์นัย ธารารัตนสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-30
2026-07-30
6 2
e279339
e279339
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/282396
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริมกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2566 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 138 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถามปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้โดยใช้สถิติไคสแควร์และสถิติ สเปียร์แมน <br />ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยนำด้านความรู้ ด้านทัศนคติ ปัจจัยเอื้อและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากอยู่ระดับปานกลาง ร้อยละ 46.38, 60.14, 57.25 และ 85.51 ตามลำดับ ปัจจัยเสริมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 67.39 จากการศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยนำด้านข้อมูลส่วนบุคคล คือ เงินที่ได้รับมาโรงเรียนต่อวัน (r_s = 0.17, p-value = 0.046) ทัศนคติในการดูแลสุขภาพช่องปาก (r_s= 0.22, p-value = 0.009) ปัจจัยเอื้อ (r_s = 0.26, p-value = 0.002) และปัจจัยเสริม (r_s= 0.34, p-value < 0.001) มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 <br />ดังนั้นนำข้อมูลจากงานวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนด้านทันตสุขภาพในโรงเรียน โดยควรจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ กำหนดนโยบายให้ผู้ประกอบการในโรงอาหารงดจำหน่ายขนมกรุบกรอบและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน จัดกิจกรรมแปรงฟันหลังอาหารกลางวันอย่างสม่ำเสมอ และประสานหน่วยบริการทันตสาธารณสุขในพื้นที่จัดตรวจสุขภาพช่องปาก เพื่อปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีแก่นักเรียนอย่างยั่งยืน</p>
กิตติยา ศรีมาฤทธิ์
ยุวธิดากร ศิริวาลย์
ศักดิ์นรินทร์ ประสาร
วันเพ็ญ สมหอม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
6 2
e282396
e282396
-
ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงในการหกล้มของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/280075
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความเสี่ยงในการหกล้มและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงในการหกล้มของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชน ในผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในชุมชนอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ในช่วงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2566 - มกราคม พ.ศ. 2567 จำนวน 150 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบคัดกรองภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย แบบคัดกรองภาวะเปราะบาง และแบบประเมินภาวะหกล้มในชุมชน ตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือด้วยวิธีการทดสอบซ้ำ ได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น เท่ากับ 0.91 0.86 และ 0.99 ตามลำดับ และแบบสอบถามการทำบทบาทหน้าที่ของครอบครัว มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติกทวิภาค กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ความชุกของความเสี่ยงในการหกล้มของผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในชุมชน คือ ร้อยละ 57.33 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการหกล้มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศหญิง (OR<sub>adj</sub>=3.15, 95% CI=1.37-7.27, <em>p</em><0.01) ระดับการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษา (OR<sub>adj</sub>=9.24, 95% CI=1.64-52.13, <em>p</em><0.05) และความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (OR<sub>adj</sub>=2.68, 95% CI=1.20-6.01, <em>p</em><.05) ดังนั้นบุคลากรสุขภาพควรนำปัจจัยด้านเพศ ระดับการศึกษา และความเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย มาเป็นข้อมูลสำคัญในการคัดกรองและเฝ้าระวังเพื่อพัฒนาแนวทางการป้องกันการหกล้มเชิงรุกของผู้สูงอายุในชุมชน</p>
พรรภษา กูนแสง
สุภัสสรา ดวงตา
นายณัฐพล ไวกล้า
อรัญญา นามวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-31
2026-07-31
6 2
e280075
e280075
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ตำบลเมืองศรีไค อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/282657
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ดำเนินการวิจัยระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2568 เก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 41 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และตรวจสอบความเชื่อมั่นแบบสอบถามความรู้ด้วยวิธี KR 20 มีค่าเท่ากับ 0.723 แบบสอบถามทัศนคติ และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้วยการหา ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.834 และ 0.727 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติไควสแควร์ ฟิชเชอร์ และสหสัมพันธ์ สเปียร์แมน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับดี ร้อยละ 87.80 ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับดี ร้อยละ 97.56 และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับดี ร้อยละ 58.54 โรคประจำตัว มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (x^2=4.562, p-value=0.033) ดัชนีมวลกายมีความสัมพันธ์เชิงบวก กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยมีความสัมพันธ์ระดับน้อย (r=0.322, p-value=0.040) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวและมีดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐานจะมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ดีกว่า และพฤติกรรมที่ยังคงมีปัญหาที่ควรได้รับการส่งเสริมคือ การทำกิจกรรมร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว การเลือกรับประทานอาหารโดยคิดถึงประโยชน์ของอาหารมากกว่ารสชาติ และการควบคุมน้ำหนัก</p>
กอบแก้ว ติดใจดี
อัญชนา ไกยสิทธิ์
อนุสรณ์ บุญทรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-07
2026-07-07
6 2
e282657
e282657
-
ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกร จังหวัดสระบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/280084
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมของเกษตรกรจังหวัดสระบุรี ดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกร จังหวัดสระบุรี จำนวน 50 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพฯ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อคําถามกับวัตถุประสงค์ทุกข้อมีค่าระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 และตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เท่ากับ 0.96 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงเปรียบเทียบ Paired t-test กำหนดนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง หลังการทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกร สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ดังนั้น จึงแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมมีประสิทธิผลในการส่งเสริมความรู้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการป้องกันตนเองจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรได้อย่างเหมาะสม</p>
อณัญลักษณ์ วงษ์เป็ง
วิชุดา ศรีวงษ์กลาง
เบญจรัตน์ ศรีเมือง
ณัฐปาณี ศรีบุริน
อาภัสรา ทองดีนอก
ศิริลักษณ์ เทียนขาว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
6 2
e280084
e280084
-
นวัตกรรมมือจับสมุนไพรเพื่อการจัดการภาวะมือจิกเกร็งเรื้อรัง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/280691
<p>การวิจัยเชิงพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรมป้องกันภาวะมือจิกเกร็งเรื้อรังในผู้พิการ ระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน – ธันวาคม 2568 แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สำรวจปัญหาและข้อมูลเบื้องต้น 2) ออกแบบนวัตกรรม 3) ประเมินนวัตกรรมต้นแบบ 4) ปรับปรุงนวัตกรรม และ 5) ประเมินความเหมาะสม กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าหน้าที่สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการบ้านอุบลฮักแพง จำนวน 10 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามประเมินความเป็นไปได้และความเหมาะสมของนวัตกรรม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความสอดคล้องทุกข้อมีค่า IOC ≥ 0.67 และค่าความเชื่อมั่นมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.85 การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test กำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ต้นแบบนวัตกรรมมือจับสมุนไพรเพื่อจัดการภาวะมือจิกเกร็งเรื้อรังทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจระดับมากทุกด้าน ยกเว้นความทนทานที่อยู่ในระดับปานกลาง หลังจากปรับปรุงนวัตกรรมแล้ว พบว่ามี 4 ด้านที่มีความพึงพอใจมากที่สุด ได้แก่ การเรียนรู้การใช้งานได้ง่าย ความปลอดภัย การแก้ปัญหาตรงความต้องการ และความสามารถใช้งานได้จริง ส่วนความทนทานยังคงอยู่ระดับปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบกับต้นแบบก่อนปรับปรุง กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 5 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้การใช้งานได้ง่าย (p=0.021) การแก้ปัญหาตรงความต้องการ (p=0.020) ความสามารถใช้งานได้จริง (p=0.010) การลดภาระผู้ดูแล (p=0.034) และความพึงพอใจโดยรวม (p=0.008) สรุปได้ว่านวัตกรรมมือจับสมุนไพรสามารถประยุกต์ใช้ในผู้พิการที่มีปัญหามือจิกเกร็งเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยลดภาระในการดูแลความสะอาดของมือและเล็บผู้พิการด้วย</p>
รัชฎาพร พิสัยพันธุ์
นันทิกา มุมา
มาริสา พันธ์พิพัฒน์
ภักศจีภรณ์ ขันทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-06
2026-08-06
6 2
e280691
e280691
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของผู้สูงอายุ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/280730
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของผู้สูงอายุ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการวิจัยระหว่างวันที่ 2 – 31 ตุลาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 371 คนสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ค่าความเที่ยงของทัศนคติ เท่ากับ 0.94 การรับรู้สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ เท่ากับ 0.92 และการเข้าถึงบริการสุขภาพ เท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่ามัธยฐาน เปอร์เซนไทล์ที่ 25 และ 75 การวิเคราะห์ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันกำหนดนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีระดับทัศนคติ อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 93.53 การรับรู้สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 94.34 การเข้าถึงบริการสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของผู้สูงอายุ อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 87.06 และ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของผู้สูงอายุ ได้แก่ อาชีพ (p = 0.040) รายได้ต่อเดือน (p = 0.013) โรคประจำตัว (p < 0.001) ทัศนคติ (r = 0.53, p < 0.001) และการรับรู้สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ (r = 0.69, p < 0.001) จากผลการศึกษาควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยเน้นประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์ผ่าน อสม. และหอกระจายข่าว เพื่อสร้างทัศนคติเชิงบวก พร้อมจัดกิจกรรม สร้างความมั่นใจในบริการปฐมภูมิ</p>
ชวลิตร สุขผดุง
ฐาวรี ขันสำโรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-07
2026-07-07
6 2
e280730
e280730
-
ผลของรูปแบบการนิเทศงานคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ (คปสอ.) แบบมีส่วนร่วมของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี และหน่วยงานในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/281202
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์: เพื่อ 1) ศึกษาการนิเทศงาน คปสอ.ปี 2567 และ 2568 2) พัฒนารูปแบบ และประเมินผลการดำเนินงานตามรูปแบบการนิเทศงาน คปสอ. มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นค้นหาปัญหา เป็นการศึกษาย้อนหลังจากเอกสาร ขั้นพัฒนารูปแบบฯ ที่ทดสอบความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของรูปแบบฯ กลุ่มตัวอย่างเคยเป็นผู้นิเทศงานในปี 2568 แต่ปี 2569 ไม่ได้เป็นผู้นิเทศ มีทั้งหมด 10 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และขั้นการประเมินผลรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้นิเทศงานและผู้รับการนิเทศงาน 80 คน ใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นก่อน ขณะ และหลังการนิเทศงาน ดัชนีีความสอดคล้องมีค่าระหว่าง 0.66-1 ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent t-test และ One-way ANOVA โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ขั้นค้นหาปัญหา การนิเทศงานปี 2567 ไม่เน้นเรื่องผลงานตามตัวชี้วัด แต่เน้นความเข้าใจในงานและการทำงานร่วมกัน ส่วนปี 2568 เน้นการติดตามผลงานตามตัวชี้วัด แต่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับการนิเทศ และไม่มีผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้าร่วม 2) ขั้นพัฒนารูปแบบ ปี 2569 ได้พัฒนา Health-Chan Co-Supervision Model ที่เป็นข้อตกลงร่วมในด้าน Team หรือการสร้างทีมผู้นิเทศงาน KPI หรือการกำหนดตัวชี้วัดที่ใช้ร่วมกัน Slide format หรือการสร้างรูปแบบสไลด์การนำเสนอ Schedule หรือการกำหนดวันและเวลา และ Room arrangement หรือการจัดห้องประชุม โดยรูปแบบมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติในระดับสูง 3) ขั้นประเมินผลรูปแบบ พบว่า ความคิดเห็นการนิเทศงาน ก่อน ขณะ และหลังในภาพรวม และรายข้ออยู่ในระดับดี เมื่อนำมาเปรียบเทียบ พบว่า สถานที่ปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน ทำให้ค่าเฉลี่ยความคิดเห็นทั้งก่อนและหลังการนิเทศงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (p=0.007 และ p=0.006) โดยผู้บริหารและทีมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นสูงที่สุด สรุป Health-Chan Co-Supervision Model สามารถสร้างความตระหนัก และการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้น จึงควรมีนโยบายการนิเทศงาน และกำหนดไว้ในแผนให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่องและขยายผลต่อไป</p>
วรา เศลวัตนะกุล
บัญชา พร้อมดิษฐ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-17
2026-07-17
6 2
e281202
e281202
-
ผลของการเตรียมความพร้อมด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดจิตตปัญญา ต่อความรู้และการรับรู้สมรรถนะตนเอง ในการปฏิบัติการพยาบาลในผู้ป่วยวิกฤต ของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/279062
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ และคะแนนการรับรู้สมรรถนะตนเองของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตก่อนและหลังการได้รับการเตรียมความพร้อมด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดจิตตปัญญา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2567 ที่ขึ้นฝึกปฏิบัติรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2 จำนวน 32 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย (1) รูปแบบการเตรียมความพร้อมโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของโคล์ปร่วมกับแนวคิดจิตตปัญญา (2) แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยวิกฤต และ (3) แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะตนเอง ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และตรวจสอบความเชื่อมั่นแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยวิกฤตด้วยวิธี KR 20 มีค่าเท่ากับ 0.85 และแบบประเมินการรับรู้สมรรถนะตนเองด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้ และค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้สมรรถนะของตนเองก่อนและหลัง ด้วยสถิติ paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 มีคะแนนความรู้ภายหลังการได้รับการเตรียมความพร้อมมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 14.64 คะแนน (SD = 3.03) ซึ่งมีค่าสูงกว่าก่อนการได้รับการเตรียมความพร้อมที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.23 คะแนน (SD = 2.50) ด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดจิตตปัญญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = 5.12, p-value < 0.001) สำหรับคะแนนการรับรู้สมรรถนะตนเอง ภายหลังการได้รับการเตรียมความพร้อมมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.43 คะแนน (SD = 0.39) ซึ่งมีค่าสูงกว่าก่อนการได้รับการเตรียมความพร้อมที่มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.23 คะแนน (SD = 0.37) ด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดจิตตปัญญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = 5.67, p-value < 0.001) จากผลการวิจัย อาจารย์ผู้สอนควรมีการเตรียมความพร้อมโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับแนวคิดจิตปัญญา เพื่อเพิ่มพูนความรู้และการรับรู้สมรรถนะตนเองให้กับนักศึกษาสามารถนำไปปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
อรุณรัตน์ โยธินวัฒนบำรุง
นิสากร จันทวี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-30
2026-05-30
6 2
e279062
e279062