วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe
<p><strong>วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา</strong><strong><br />ISSN 2985-251X (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong><strong> <br /></strong>วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษาเป็นวารสารรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความทางวิชาการ</p> <ul> <li>ด้านการสาธารณสุข (Public Health)</li> <li>วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Sciences)</li> <li>ด้านพฤติกรรมสุขภาพ (Health Behavior)</li> <li>ด้านสุขภาพศึกษา (Health Education)</li> <li>ด้านทันตสาธารณสุข (Dental Public Health)</li> <li>ด้านการพยาบาล (Nursing)</li> </ul> <p><strong> ประเภทของบทความ</strong> </p> <ul> <li>บทความวิจัย (Research Article)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic Article)</li> </ul> <p><strong> ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong></p> <ul> <li>ภาษาไทย (Thai)</li> <li>ภาษาอังกฤษ (English)</li> </ul> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ </strong><strong>3 ฉบับ</strong></p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน (January-April)</li> <li>ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม (May-August)</li> <li>ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม (September-December)</li> </ul> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong> </p> <ul> <li>บทความวิจัย ทุกบทความผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน <strong>(Double-Blind Review) </strong>ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน</li> <li>บทความวิชาการ ทุกบทความผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน <strong>(Double-Blind Review) </strong>ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินบทความ</strong></p> <p>ทั้งบทความวิจัย และบทความวิชาการ เก็บค่าธรรมเนียมบทความละ 3,500 บาท</p> <p><strong> ***<em>กองบรรณาธิการจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในกรณีที่ผู้ทรงคุณวุฒิปฎิเสธการตีพิมพ์ หรือกรณีที่ผู้เขียนบทความขอยกเลิกบทความ หลังจากบทความเข้าสู่กระบวนการ Review ส่งบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินแล้ว***</em></strong></p> <p><strong>ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมบทความ</strong></p> <p>1) กองบรรณาธิการ แจ้งให้ผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมเพื่อประเมินบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ หลังจากที่บทความผ่านกระบวนการปรับแก้เบื้องต้น (Pre review) แล้ว</p> <p>2) ผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย ชำระค่าธรรมเนียม</p> <p><strong>ชื่อบัญชี</strong> <strong>วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา ร่วมกับชมรมศิษย์เก่า<br />ธนาคารกรุงไทย ประเภท ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 662-5-XXXXX-X</strong> </p> <p>3) ส่งหลักฐานการโอนเงินในระบบของวารสารมายังช่อง Add Discussions</p> <p>4) กองบรรณาธิการ ตรวจสอบหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียม</p> <p>5) กองบรรณาธิการ นำบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Review)</p> <p>6) กองบรรณาธิการ ออกใบเสร็จรับเงินส่งให้ผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย ในระบบของวารสาร</p> <p>7) กองบรรณาธิการ ส่งใบเสร็จรับเงินฉบับจริงให้ผู้นิพนธ์/ผู้วิจัย ในกรณีที่แจ้งความประสงค์ไว้เท่านั้น</p> <p><strong>ขั้นตอนการประเมินบทความ</strong></p> <p>1. กองบรรณาธิการกลั่นกรองบทความหลังจากที่บทความส่งเข้ามายังระบบของวารสาร<br />2. แจ้งผู้เขียนบทความให้ปรับแก้เบื้องต้น (Pre-Review) ตามรูปแบบที่วารสารกำหนด<br />2.1 กรณีปรับแก้บทความเบื้องต้นแล้ว แจ้งให้ชำระค่าธรรมเนียมบทความ<br />2.2 กรณีปรับแก้บทความเบื้องต้นไม่สมบูรณ์ แจ้งให้ผู้เนิพนธ์ปรับแก้อีกครั้ง<br />2.3 กรณีผู้นิพนธ์ไม่ปรับแก้ ปฏิเสธการตีพิมพ์ <br />3. หลังจากที่ผู้นิพนธ์ชำระค่าธรรมเนียมบทความแล้ว นำบทความเข้าสู่กระบวนการประเมินบทความ (Review)<br />4. บทความที่ผ่านการประเมิน มีการปรับแก้ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือจนกว่าบทความจะสมบูรณ์ จึงเข้าสู่กระบวนการเผยแพร่ตีพิมพ์<br />4.1 กรณีที่ปรับแก้บทความไม่สมบูรณ์ แจ้งผู้นิพนธ์ปรับแก้อีกครั้ง<br />4.2 กรณีที่ไม่ปรับแก้บทความ ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ ปฏิเสธการตีพิมพ์<br />5. วารสารออกหนังสือตอบรับการตีพิมพ์ หลังจากที่ผู้นิพนธ์ปรับแก้ไขบทความตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง<br />6. กระบวนการปรับแก้ไขบทความยังคงมีต่อเนื่องจนกว่าจะเข้าสู่กระบวนการ Copyediting และ Production<br />7. กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้นิพนธ์อ่านทบทวนบทความเป็นครั้งสุดท้าย และยืนยันการเผยแพร่บทความ เนื้อหาของบทความและความคิดเห็นในบทความทั้งหมดเป็นของผู้นิพนธ์แต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่ความคิดเห็นของกองบรรณาธิการ ทางกองบรรณาธิการจะไม่รับผิดชอบใดๆเกี่ยวกับความผิดพลาดของบทความนั้นๆ<br />8. บทความที่ได้รับจดหมายตอบรับตีพิมพ์แล้ว หากท่านไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนของวารสาร หรือไม่ปรับแก้ไขบทความต่อเนื่องจนกว่าจะถึงกระบวนการก่อนการเผยแพร่ตีพิมพ์ หรือขาดการติดต่อกับกองบรรณาธิการวารสาร หรือหากทางกองบรรณาธิการตรวจสอบภายหลังพบว่ากระบวนการวิจัยของท่านไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมการวิจัย จดหมายตอบรับตีพิมพ์นั้นถือว่าเป็นโมฆะ กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตีพิมพ์<br />9. บทความที่เผยแพร่ตีพิมพ์กับวารสารแล้ว หากทางกองบรรณาธิการตรวจสอบพบว่ากระบวนการวิจัยไม่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมการวิจัย บทความดังกล่าวจะถูกถอนออกจากระบบของวารสาร ปฎิเสธการเผยแพร่ทันที</p> <p><strong>ประสานงานเกี่ยวกับวารสาร</strong> โทรศัพท์ 094-520-9823 และ 086-405-4053</p> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/1WA-npdQHi1bgCmvbfvsZJ5QGTYs3yyvq/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-size: 0.875rem;">ขั้นตอนการพิจารณาและประเมินบทความ</span></a></p>
วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
th-TH
วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา
2985-251X
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา (Thai Journal of Public Health and Health Education) เป็นลิขสิทธิ์ของ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี</p>
-
ผลของโปรแกรมเพิ่มสุขต่อความเครียดของผู้ดูแลเด็กพัฒนาการล่าช้า จังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/278971
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบใช้กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง (Pretest–posttest control group design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเพิ่มสุขต่อระดับความเครียดของผู้ดูแลเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า ระยะเวลาที่ศึกษา 6 สัปดาห์ เมษายน ถึง กรกฎาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็กพัฒนาการล่าช้า ที่พาเด็กมารับบริการที่คลินิกกระตุ้นพัฒนาการ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 30 คน โดยเลือกแบบเจาะจง กลุ่มทดลองเก็บข้อมูลที่คลินิกกระตุ้นพัฒนาการ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ คือ โปรแกรมเพิ่มสุขที่พัฒนาจากการประยุกต์ใช้แนวคิดของลาซารัสและโฟล์คแมน แบบสอบถามความเครียดของผู้ดูแลเด็ก ตรวจสอบความตรงโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ค่า CVI เท่ากับ 1 และมีค่าความเชื่อมั่นแอลฟาของครอนบราคทั้งฉบับเท่ากับ .93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ paired t-test และ independent t-test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และวิเคราะห์ขนาดอิทธิพลของผลการทดลอง Cohen’s d</p> <p> ผลการศึกษา ภายหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มสุข ผู้ดูแลเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากลุ่มทดลอง มีระดับความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง โดยก่อนการทดลองระดับความเครียดอยู่ในระดับมาก ( Xˉ= 3.01, S.D. = 0.32) และลดลงมาอยู่ในระดับปานกลางหลังการทดลอง ( Xˉ= 2.08, S.D. = 0.25) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีระดับความเครียด ( Xˉ= 2.08, S.D. = 0.24) ต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ( Xˉ= 3.19, S.D. = 0.42) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยมีขนาดอิทธิพลของโปรแกรมอยู่ในระดับสูงมาก (Cohen’s d = 3.78) สะท้อนถึงประสิทธิผลของโปรแกรมเพิ่มสุขในการลดระดับความเครียดของผู้ดูแลเด็กพัฒนาการล่าช้าเมื่อเปรียบเทียบกับการดูแลตามปกติ สามารถประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้ดูแลและเอื้อต่อประสิทธิภาพในการดูแลเด็ก</p>
ธิดารัตน์ ทองหนุน
ปิยะนันท์ นามกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
e278971
e278971
-
การพัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลำดวน ตำบลลำดวน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/279060
<p>การวิจัยเป็นเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านลำดวน ตำบลลำดวน อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ งานวิจัย ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2568 แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะพัฒนารูปแบบใช้กระบวนการ PAOR ตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart จำนวน 2 วงรอบ กลุ่มผู้เข้าร่วมประกอบด้วยภาคีเครือข่ายชุมชน 35 คน (คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง) และผู้สูงอายุ 60 คน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบคัดกรองความเสี่ยง Thai-FRAT แบบสอบถามการดูแลตนเอง และแบบประเมิน ADL ร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสังเกตและการสนทนากลุ่ม เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน (CVI รวม = 0.85) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มร้อยละ 28.33 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ สภาพที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย การทรงตัวบกพร่อง การใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยง การมองเห็นบกพร่อง และมีประวัติหกล้ม ระยะที่ 2 ได้รูปแบบการดำเนินงาน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) บูรณาการส่งเสริมสุขภาพร่วมกับโรงเรียนผู้สูงอายุ (2) คัดกรองและประเมินสมรรถนะด้วยเครื่องมือมาตรฐาน (3) ปรับสภาพแวดล้อมบ้านให้ปลอดภัยและเป็นมิตร (4) ส่งเสริมการออกกำลังกายร่วมกับบริการแพทย์แผนไทย และ (5) พัฒนาและยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินในชุมชน ระยะที่ 3 การประเมินผลภายหลังการใช้รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้ม พบว่าคะแนนความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001) ดังนั้น รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นต้นแบบการวางแผนป้องกันการพลัดตกหกล้มในระดับตำบลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการขยายผลอย่างยั่งยืน</p>
สัตนา ทวันเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
e279060
e279060
-
ปัจจัยทำนายการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองของสตรีอายุ 20 ปีขึ้นไป ในเขตบริการสุขภาพ จังหวัดสุรินทร์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/277120
<p>การศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาเชิงวิเคราะห์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง ในเขตบริการสุขภาพ จังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 -พฤษภาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป จำนวน 130 คน ที่คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบสมัครใจ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC ≥ 0.6) และมีค่าความเชื่อมั่น Cronbach's alpha 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 30.64 ปี (S.D. = 7.20) มีสถานภาพโสด ร้อยละ 49.20 การศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี ร้อยละ 50.00 อาชีพหลักคือรับราชการ ร้อยละ 24.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 19,407 บาท (S.D. = 12,625.61) และไม่เคยตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองมาก่อน ร้อยละ 100 ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.68, S.D. = 0.90) ปัจจัยที่ทำนายการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ได้แก่ การรู้เท่าทันสื่อ (β = 0.93) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ (β = 0.47) การจัดการตนเอง (β = -0.46) การสื่อสารสุขภาพ (β = -0.25) การตัดสินใจเลือกปฏิบัติ (β = 0.25) ระดับการศึกษา (β = 0.14) และอายุ (β = 0.11) โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการตรวจได้ร้อยละ 84.10 ผลการศึกษานี้ชี้ว่าการส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองควรมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อและการเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวกและเป็นมิตร เนื่องจากเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อพฤติกรรมการตรวจ ขณะเดียวกันควรออกแบบการสื่อสารเชิงรุกเพื่อแก้ไขความเชื่อมั่นเกินจริงในการดูแลสุขภาพตนเอง และเน้นการตัดสินใจเชิงสุขภาพ การยกระดับการศึกษา และกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย เพื่อนำไปสู่การยอมรับและการเข้าถึงการตรวจที่ยั่งยืนในสตรีไทย</p>
กรรณิกา เพ็ชรักษ์
เกตุนรินทร์ บุญคล้าย
อรปรียา ผ่องใส
วรรณชาติ ตาเลิศ
อนุศร การะเกษ
เยาวพา วรรณแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-14
2026-02-14
6 1
e277120
e277120
-
แนวทางการลดความวิตกกังวลของผู้รับบริการทันตกรรม อายุ 18-59 ปี ที่คลินิกทันตกรรมเพื่อการศึกษา วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดพิษณุโลก
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/277169
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความวิตกกังวล ปัจจัยที่เป็นสาเหตุความวิตกกังวล และแนวทางการลดความวิตกกังวล ของผู้รับบริการทันตกรรม อายุ 18-59 ปี ที่คลินิกทันตกรรมเพื่อการศึกษา วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้มารับบริการที่คลินิกทันตกรรม จำนวน 125 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ตรวจสอบความตรง และความเชื่อมั่นของแบบวัดความวิตกกังวลได้ 0.867 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์การถดถอยพหุ การศึกษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุความวิตกกังวลในอาสาสมัคร 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และศึกษาแนวทางการลดความวิตกกังวลในอาสาสมัคร 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเชิงคุณภาพด้วยวิธีสามเส้า วิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นสาเหตุและแนวทางการลดความวิตกกังวลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความวิตกกังวลของผู้รับบริการทันตกรรม ได้แก่ การไม่ได้รับความรู้หรือคำแนะนำจากครูอาจารย์ (β=0.22) การไม่ได้มารับบริการเคลือบหลุมร่องฟันและฟลูออไรด์ (β=0.25) การเคยมีประสบการณ์ถูกใช้เครื่องมือทางทันตกรรมมาก่อน (β=0.22) การไม่เคยรับบริการทันตกรรมมาก่อน (β=0.18) และการไม่เคยมีประสบการณ์อุดฟันมาก่อน (β=0.19) โดยตัวแปรทั้งหมดนี้สามารถทำนายความวิตกกังวลของผู้รับบริการทันตกรรมได้ร้อยละ 18.0 ปัจจัยที่เป็นสาเหตุความวิตกกังวล ได้แก่ การใช้เครื่องมือทางทันตกรรม ผู้ให้บริการทันตกรรม การเข้ารับบริการทันตกรรมบางประเภท และได้รับบาดเจ็บจากการทำหัตถการ และแนวทางการลดความวิตกกังวลของผู้รับบริการทันตกรรม ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และสภาพแวดล้อมในสถานบริการทันตกรรม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าปัจจัยดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการให้บริการของสถานบริการ ช่วยให้ผู้เข้ารับบริการทันตกรรม ลดความวิตกกังวล เข้ารับบริการได้อย่างสม่ำเสมอ ลดปัญหาสุขภาพช่องปากและปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการรับบริการทางทันตกรรมต่อไป</p>
พุธิตา สมัคการ
ภัทรวดี สรรค์วรรธนะ
สุวิญชา ผาบุลาน
กฤษฎนัย ศรีใจ
พัสตราภรณ์ พยัคฆภาพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-08
2026-03-08
6 1
e277169
e277169
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการที่พักอาศัยและสิ่งแวดล้อมในการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/278333
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการที่พักอาศัยและสิ่งแวดล้อมในการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 3 กลุ่ม คือ 1) ภาคีเครือข่าย คัดเลือกแบบเจาะจง 32 คน 2) ภาคีเครือข่าย สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ 285 คน และ 3) ผู้สูงอายุ สุ่มอย่างง่าย 331 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวทางการสนทนากลุ่ม แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถาม และแบบประเมินความเสี่ยงการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่าง ตุลาคม 2566 - กันยายน 2568 สถิติที่ใช้ คือ สถิติเชิงพรรณนา และการเปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบก่อนและหลังการพัฒนาด้วยสถิติ Paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าก่อนพัฒนากลุ่มตัวอย่างมีโอกาสเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม จำนวน 331 คน หลังการพัฒนา ได้รูปแบบการจัดการที่พักอาศัยและสิ่งแวดล้อมในการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ 3 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การบริหารจัดการแบบบูรณาการ 2) การมีส่วนร่วมทุกระดับ และ 3) การจัดกิจกรรมหลักในรูปแบบ (ปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านผู้สูงอายุ, ให้ความรู้และฝึกปฏิบัติการป้องกันการพลัดตกหกล้ม, สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและติดตามเยี่ยมบ้านและประเมินผลต่อเนื่อง) ผลการประเมินผลรูปแบบ พบว่า หลังการพัฒนารูปแบบภาพรวมลักษณะการจัดการที่พักอาศัยและสิ่งแวดล้อมมีความปลอดภัยต่อผู้สูงอายุมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001) และภาพรวมการมีส่วนร่วมทุกด้านของภาคีเครือข่ายหลังการพัฒนามากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value <0.001) ดังนั้น การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในบ้านและรอบบ้านให้มีความเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ สามารถป้องกันการพลัดตกหกล้ม ให้ผู้สูงอายุมีชีวิต ที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p>
วิชัย เจริญสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-01
2026-02-01
6 1
e278333
e278333
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหนอนพยาธิของประชาชนชุมชนชาวมอแกน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/278886
<div>การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหนอนพยาธิของประชาชนชุมชนชาวมอแกน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ประชากรที่ศึกษาคือ ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป คำนวณกลุ่มตัวอย่าง ได้ 153 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความรอบรู้ และพฤติกรรมการป้องกันโรคหนอนพยาธิ แบบสอบถามผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าความสอดคล้องของเนื้อหาระหว่าง 0.67-1.00 แบบสอบถามความรอบรู้มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.83 และพฤติกรรมการป้องกันโรคหนอนพยาธิ เท่ากับ 0.96 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น และสถิติอนุมานใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</div> <div>ผลการศึกษาพบว่า ระดับความรอบรู้ของกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1) ด้านที่อยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ (Xˉ = 3.25, S.D.= 0.20) ด้านความรู้ ความเข้าใจ (Xˉ = 3.13, S.D.= 0.91) ด้านทักษะการตัดสินใจ (Xˉ = 3.21, S.D.= 0.47) และด้านการรู้เท่าทันสื่อ (Xˉ = 3.10, S.D.= 0.44) สำหรับด้านการจัดการตนเอง (Xˉ = 2.25, S.D.= 0.43) และด้านทักษะการสื่อสาร อยู่ในระดับต่ำ (Xˉ = 2.09, S.D.= 0.44) 2) พฤติกรรมการป้องกันโรคหนอนพยาธิอยู่ในระดับปานกลาง (Xˉ = 2.74, S.D.= 0.21) และ 3) ปัจจัยที่สามารถทำนายมีพฤติกรรมการป้องกันโรคหนอนพยาธิ ได้แก่ ด้านการรู้เท่าทันสื่อเกี่ยวกับ โรคหนอนพยาธิ ด้านการเข้าถึงข้อมูลโรคหนอนพยาธิ และด้านทักษะการสื่อสารเกี่ยวกับโรคหนอนพยาธิ โดยสามารถอธิบายการผันแปรของพฤติกรรมการป้องกันโรคหนอนพยาธิ ร้อยละ 15.10 </div> <div>ฉะนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนและส่งเสริมความรอบรู้เกี่ยวกับโรคหนอนพยาธิ โดยจะต้องปรับกระบวนการให้ความรอบรู้ โดยพัฒนาล่าม หรือประชาชนชาวมอแกนมาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อการสื่อสารที่ถูกต้อง และเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเหมาะสม</div> <div> </div>
สยาม ชิ้นพงค์
บุญประจักษ์ จันทร์วิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-08
2026-03-08
6 1
e278886
e278886
-
ผลของโปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/279532
<p>การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลตนเองร่วมกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน (AIC) ต่อพฤติกรรมสุขภาพและความตั้งใจในการเลิกสารเสพติด เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) ดำเนินการระหว่างเดือนเมษายน 2568 ถึงตุลาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยยาเสพติดในระบบติดตามผล (Aftercare) ของโรงพยาบาลสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 38 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ การรับรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง การมีส่วนร่วมฯ และโปรแกรมที่บูรณาการทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเรม แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (HBM) และเทคนิค AIC ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) รายข้ออยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่น (Alpha) = 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังการทดลองด้วยสถิติ Paired Samples t-test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่าภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องยาเสพติดเพิ่มขึ้นจาก 9.33 เป็น 12.70 คะแนน การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง และการรับรู้ประโยชน์ของการเลิกยาเสพติดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ในขณะที่การรับรู้อุปสรรคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < .001) ด้านพฤติกรรมการดูแลตนเอง พบว่า มีการพัฒนาจากระดับปานกลาง (Xˉ = 2.80, S.D. =0.65) สู่ระดับดี ( Xˉ = 4.10, S.D. =0.55) และมีความตั้งใจในการเลิกยาเสพติดเพิ่มขึ้น (Xˉ = 4.30, S.D. =0.60) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยชุมชนมีส่วนร่วมในด้านการปฏิบัติการอยู่ในระดับมาก ( Xˉ = 3.83, S.D. =0.65) การผนึกกำลังของชุมชนผ่านกระบวนการ AIC เป็นกลไกสำคัญในการสร้างตาข่ายทางสังคม (Social Safety Net) ที่ช่วยปรับเปลี่ยนเจตคติและเสริมสร้างสมรรถนะการดูแลตนเองของผู้ป่วยยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขควรนำไปขยายผลเพื่อสร้างความยั่งยืนในการบำบัดรักษาต่อไป</p>
ณัฏฐ์ชานันท์ กมลฤกษ์
ณรงศักดิ์ เข็มเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-02
2026-03-02
6 1
e279532
e279532
-
การพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลเพื่อลดพฤติกรรมความก้าวร้าวโดยไม่ใช้ยาของผู้ป่วยจิตเวช โรงพยาบาลศรีสะเกษ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjphe/article/view/276683
<p>ปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ หรือการขาดการสนับสนุนทางสังคม ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชมีจำนวนมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมก้าวร้าวในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชยังคงเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในการให้บริการสุขภาพจิต การพัฒนาการพยาบาลเพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ในสถานพยาบาลที่มีทรัพยากรจำกัดในการจัดการพฤติกรรมนี้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการพยาบาลสำหรับลดพฤติกรรมความก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเวช โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ดำเนินการศึกษา 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์ได้แก่ พยาบาล 7 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองฯ 34 คน กลุ่มทดลอง คือ ผู้ป่วยจิตเวช 34 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามต้องการจำเป็น แบบประเมินโปรแกรมการพยาบาลฯ โปรแกรมการพยาบาลฯ และแบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยค่าดัชนี PNI ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบ Independent t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยจิตเวชมักจะแสดงความก้าวร้าวทั้งคำพูดและการแสดงออก ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมฯ วิเคราะห์ด้วยค่าดัชนี PNI>.02 พบว่ามี 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การจัดกิจกรรมกลุ่ม (PNI=.38) 2) การประเมินผลกระทบด้านอารมณ์และจิตใจ (PNI=.36) 3)การประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวกับปัจจัยทางกายภาพ (PNI=.28) โปรแกรมการพยาบาลที่ถูกพัฒนาขึ้นมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การประเมินและวางแผน 2) การบำบัดด้วยกิจกรรม 3) การส่งเสริมสุขภาพจิตและการผ่อนคลาย 4) การจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม 5) การติดตามและประเมินผล โดยโปรแกรมที่ถูกพัฒนามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมาก (Mean=4.35) ภายหลังการทดลองใช้โปรแกรมการพยาบาลฯ พบว่าผู้ป่วยจิตเวชมีพฤติกรรมก้าวร้าวเพียงเล็กน้อย (Mean=1.15) ลดลงจากก่อนทดลองใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<.05) โปรแกรมการพยาบาลที่ถูกพัฒนาขึ้นทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ มีความเหมาะสมและนำไปใช้ได้จริงและสามารถลดพฤติกรรมก้าวร้าวได้ ข้อเสนอแนะคือ ควรมีการติดตามประเมินผลในระยะยาว เช่น 3-6 เดือน หรือมากกว่านั้น เพื่อวัดความคงที่ของพฤติกรรมผู้ป่วย และประเมินความยั่งยืนของผลลัพธ์จากโปรแกรม รวมทั้งศึกษาปัจจัยแวดล้อมหรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้จริง</p>
เทียนทอง เอื้อสามาลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-02-05
2026-02-05
6 1
e276683
e276683