https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/issue/feed
วารสารกายภาพบำบัด
2025-12-29T20:41:16+07:00
Chitanongk Gaogasigam
chitanongg@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>เป้าหมายและขอบเขต:</strong></p> <p>วารสารกายภาพบำบัด (Thai J Phys Ther) เป็นวารสารอย่างเป็นทางการของสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย วารสารนี้มีพันธกิจในการเผยแพร่และแบ่งปันความรู้ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางด้านกายภาพบำบัดซึ่งสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติทางกายภาพบำบัดคลินิกรวมถึงการเรียนการสอนทางด้านกายภาพบำบัด วารสารนี้เผยแพร่บทความประเภท บทความวิจัย บทความปริทัศน์ และจดหมายถึงบรรณาธิการ</p> <p><strong>ISSN old number (2522-2566)</strong></p> <p>ISSN 0125-4634 (print)</p> <p>ISSN 2730-3004 (online)</p> <p><strong><span class="il">ISSN new number (2567-)</span> </strong></p> <p>ISSN 3027-7086 (online)</p> <p> </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณา: </strong>บทความต้นฉบับทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นอย่างน้อยสามคนผ่านกระบวนการ double-blinded review</p> <p><strong>ความถี่:</strong> กำหนดออก 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม </p> <p><strong>ภาษา:</strong> บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ, บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์: </strong>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <p><strong>การเข้าถึง: </strong>สามารถเข้าถึงบทความผ่านทางออนไลน์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/274945
การทดสอบลุกขึ้นยืน 1 ครั้ง: เครื่องมือคัดกรองที่ประยุกต์ใช้ได้ง่ายสำหรับระบุความจำเป็น ในการใช้อุปกรณ์ช่วยเดินของผู้สูงอายุ
2025-09-04T12:03:35+07:00
นลินี ติยะบุตร
nalinee719@gmail.com
วรรณไพร จันทร์วิเศษ
wanchan175@gmail.com
ปัทมวรรณ เพชรแสวง
opalpattamawan@gmail.com
วิไลรัตน์ นามวงศ์
wilaisae@kku.ac.th
สุกัลยา อมตฉายา
samata@kku.ac.th
<p><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong><strong>:</strong> กระทรวงสาธารณสุขได้แจกจ่ายอุปกรณ์ช่วยเดินเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองและความปลอดภัยของผู้สูงอายุ แต่ยังไม่มีวิธีคัดกรองมาตรฐานและประยุกต์ใช้ได้ง่ายในการระบุความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ช่วยเดินสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งอาจทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบอันไม่พึงประสงค์จากการใช้อุปกรณ์ช่วยเดินโดยไม่จำเป็น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบการใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ความแข็งแรงขา การทรงตัว การเดิน ระหว่างผู้สูงอายุที่ผ่านและไม่ผ่านที่ทำการทดสอบการลุกขึ้นยืน 1 ครั้ง</p> <p><strong>วิธีการวิจัย: </strong>อาสาสมัครที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 93 คน ได้รับการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามผลการประเมินความสามารถในการลุกขึ้นยืน 1 ครั้ง ได้แก่ “ผ่าน” (ไม่ใช้มือช่วย)” หรือ “ไม่ผ่าน” (ใช้มือช่วยหรือความช่วยเหลือจากภายนอก) อาสาสมัครยังได้รับการสัมภาษณ์และประเมินข้อมูลการใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน อาการปวดของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ การลุกขึ้นยืน 5 ครั้ง timed up and go test และเดินเป็นระยะทาง 10 เมตร ทำการเปรียบเทียบผลการศึกษาระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent samples t-test และ chi-square test.</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>มีอาสาสมัคร 48 คน ที่ผ่านการทดสอบลุกขึ้นยืน 1 ครั้ง ในจำนวนนี้มีเพียง 1 คนที่ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ขณะที่อาสาสมัคร 45 คน ไม่ผ่านการทดสอบลุกขึ้นยืน 1 ครั้ง ในจำนวนนี้ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน 37 คน (ร้อยละ 82) พบว่าอาสาสมัครกลุ่มนี้มีอายุ อาการปวดของระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ และมีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวมากกว่ากลุ่มที่ผ่านการทดสอบการยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>การทดสอบลุกขึ้นยืน 1 ครั้ง เป็นเครื่องมือตรวจคัดกรองที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อระบุความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ช่วยเดินของผู้สูงอายุได้ง่ายในสถานที่ต่างๆ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกายภาพบำบัด
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/270155
ผลของโปรแกรมการฝึกกิจกรรมอย่างมีเป้าหมายในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตัน ระยะกลาง ผ่านบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางไกล: นพรัตน์โมเดล
2025-09-17T15:10:32+07:00
ธัญญลักษณ์ ปามุทา
poompimpam2@gmail.com
วรางคณา บุญช่วย
warangkanaphysical@gmail.com
งามเนตร โพธิ์แสงดา
natelamp8@gmail.com
ณัฐกาญจน์ รุณรงค์
nuttakarn@g.swu.ac.th
กานดา ชัยภิญโญ
kanda@g.swu.ac.th
<p><strong><span style="font-size: 0.875rem;">ที่มาและความสำคัญ: </span></strong>การพัฒนาบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางไกล (Telerehabilitation; TR) เป็นแนวทางที่ส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้าถึงการฟื้นฟูได้ นพรัตน์โมเดลเป็นการพัฒนาโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพเพื่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตันระยะกลางโดยการฝึกกิจกรรมอย่างมีเป้าหมายผ่านบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางไกล</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกกิจกรรมอย่างมีเป้าหมาย (Task-oriented training; TOT) ผ่านบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางไกล (TR) เปรียบเทียบกับการฟื้นฟูสมรรถภาพในคลินิก (In clinic; IC) และการฟื้นฟูตามมาตรฐานทั่วไป (Control) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตัน</p> <p><strong>วิธีการวิจัย:</strong> ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตัน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่ม TR และกลุ่ม IC ได้รับโปรแกรมการฝึก TOT 5 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก, 3 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วงสัปดาห์ที่ 3-12 และ 2 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วงสัปดาห์ที่ 13-24 ตามลำดับ และกลุ่ม Control ได้รับการฟื้นฟูตามมาตรฐานทั่วไป ประเมินผลการรักษาโดยใช้ Fugl-Meyer assessment lower extremities (FMA-LE), Mobility to participation scale (MPASS), Barthel index (BI) และ Euro Qol Group 5 Dimension 5 Levels (EQ-5D-5L) หลังจากได้รับโปรแกรมการฝึก ที่ 2, 6, 12 และ 24 สัปดาห์ วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ Two-Way Mixed ANCOVA</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตัน 61 คน แบ่งเป็นกลุ่ม TR 18 คน กลุ่ม IC 24 คน และกลุ่ม Control 19 คน หลังได้รับโปรแกรมการฝึก MPASS, BI และ EQ-5D-5L ในกลุ่ม TR และกลุ่ม IC เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่ม Control อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม TR และ กลุ่ม IC ในทุกตัวแปร</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> โปรแกรมการฝึกแบบ TOT แบบ TR และ IC สามารถเพิ่มการทำงานของรยางค์ส่วนล่าง การเคลื่อนไหวเพื่อการมีส่วนร่วม ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตในระดับที่ไม่แตกต่างกัน และมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่ม Control ดังนั้น TR จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตันระยะกลางเข้าถึงบริการฟื้นฟูได้</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกายภาพบำบัด
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/276045
ประสิทธิผลของการออกกำลังกายขณะฟอกเลือดต่อความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด ด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลชุมพวง
2025-11-25T08:29:22+07:00
ปิยวรรณ แปลนดี
pipo_pd@hotmail.com
<p><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong><strong>:</strong> ปัจจุบัน ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เข้ารับการบำบัดทดแทนไตด้วยเครื่องไตเทียมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งภาวะดังกล่าวมักส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยล้าง่ายและสมรรถภาพทางกายลดลง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาผลของการออกกำลังกายขณะฟอกเลือดต่อความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม</p> <p><strong>วิธีการวิจัย: </strong>กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ณ โรงพยาบาลชุมพวง จำนวน 22 ราย แบ่งออกเป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายขณะฟอกเลือด 11 ราย และกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายขณะฟอกเลือด 11 ราย ด้วยการบริหารเข่าแบบมีแรงต้านจากถุงทราย ในช่วง 2 ชั่วโมงแรกของการฟอกเลือด ความถี่ 3 ครั้ง/สัปดาห์ ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ เปรียบเทียบความสามารถในการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวด้วยการทดสอบ Timed Up and Go test (TUG) และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาด้วยการทดสอบ Five Times Sit to Stand test (FTSTS) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Independent t-test และ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่า กลุ่มทดลองมีผลการทดสอบ TUG และ FTSTS ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=0.001)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>การออกกำลังกายระหว่างการฟอกเลือดสามารถช่วยปรับปรุงสมดุลการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารกายภาพบำบัด