วารสารกายภาพบำบัด
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjpt
<p><strong>เป้าหมายและขอบเขต:</strong></p> <p>วารสารกายภาพบำบัด (Thai J Phys Ther) เป็นวารสารอย่างเป็นทางการของสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย วารสารนี้มีพันธกิจในการเผยแพร่และแบ่งปันความรู้ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางด้านกายภาพบำบัดซึ่งสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติทางกายภาพบำบัดคลินิกรวมถึงการเรียนการสอนทางด้านกายภาพบำบัด วารสารนี้เผยแพร่บทความประเภท บทความวิจัย บทความปริทัศน์ และจดหมายถึงบรรณาธิการ</p> <p><strong>ISSN old number (2522-2566)</strong></p> <p>ISSN 0125-4634 (print)</p> <p>ISSN 2730-3004 (online)</p> <p><strong><span class="il">ISSN new number (2567-)</span> </strong></p> <p>ISSN 3027-7086 (online)</p> <p> </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณา: </strong>บทความต้นฉบับทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นอย่างน้อยสามคนผ่านกระบวนการ double-blinded review</p> <p><strong>ความถี่:</strong> กำหนดออก 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม </p> <p><strong>ภาษา:</strong> บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ, บทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์: </strong>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</p> <p><strong>การเข้าถึง: </strong>สามารถเข้าถึงบทความผ่านทางออนไลน์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย</p>สมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย Physical Therapy Association of Thailand (P.T.A.T.)th-THวารสารกายภาพบำบัด0125-4634แนวทางการออกกำลังกายในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง: การสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์และการประยุกต์ใช้ในชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/280764
<p>ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจงเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่ส่งผลต่อความพิการและภาระทางเศรษฐกิจในระดับประชากร แนวทางสากลแนะนำให้การออกกำลังกายเป็นการรักษาลำดับแรก อย่างไรก็ตาม แนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับการออกกำลังกายด้วยตนเองที่บ้านในบริบทชุมชนยังขาดความชัดเจน บทความนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยาย (narrative synthesis) มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการออกกำลังกายในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง และพัฒนาแนวทางการออกกำลังกายที่บ้าน พร้อมเสนอกรอบการประยุกต์ใช้ในระดับชุมชน การศึกษานี้สืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูล PubMed, Scopus, Cochrane Library และ PEDro ครอบคลุมการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม การทบทวนเชิงระบบ และการวิเคราะห์อภิมานในช่วงปี ค.ศ. 2015–2025 โดยคัดเลือกงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายในผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังแบบไม่จำเพาะเจาะจง <br />ผลการสังเคราะห์พบว่า การออกกำลังกายสามารถลดอาการปวดและความพิการได้ในระดับเล็กถึงปานกลาง มีความปลอดภัย และเหมาะสมเป็นการรักษาลำดับแรก โดยไม่พบรูปแบบการออกกำลังกายใดที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน โปรแกรมแบบผสมผสานที่รวมการฝึกความมั่นคงของแกนกลาง การเพิ่มความยืดหยุ่น และกิจกรรมแอโรบิกให้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม ผลการสังเคราะห์ยังสะท้อนให้เห็นรูปแบบโปรแกรมการออกกำลังกายที่หลากหลาย และนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการออกกำลังกายที่บ้านระยะเวลา 12 สัปดาห์ ภายใต้หลักการเพิ่มระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป การติดตามระดับความปวด และการส่งเสริมการกำกับตนเอง พร้อมทั้งเสนอรูปแบบการนำไปใช้จริงในชุมชนซึ่งผสมผสานองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ ความสามารถทางกายภาพ การควบคุมระบบประสาทและกล้ามเนื้อ การปรับ เปลี่ยนทางจิตสังคม และการควบคุมพฤติกรรมตนเอง โดยสรุป การออกกำลังกายที่บ้านโดยอิงตามกรอบแนวคิดชีวจิตสังคม มีศักยภาพสูงในการลดภาระของระบบสุขภาพและส่งเสริมการจัดการตนเองอย่างยั่งยืนในของชุมชนบริบท</p>จิรวัฒน์ ทิววัฒน์ปกรณ์ไพรัตน์ ฉิมหาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกายภาพบำบัด
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-262026-08-264828099Development and pilot testing of a mobile application for home-based exercise in children with cerebral palsy: A pilot pre-post study
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/278332
<p><strong>Introduction: </strong>Cerebral palsy (CP) is a permanent neurological disorder characterized by motor impairments and secondary complications such as joint contractures. Physical therapy and regular home-based exercise are essential for improving functional outcomes. Mobile applications are increasingly utilized to support these interventions by offering accessible platforms for health information and facilitating independent practice.</p> <p><strong>Objective: </strong>This study aimed to develop a mobile application for home-based exercises and to conduct a preliminary evaluation of its feasibility and potential utility by comparing pre- and post-intervention Gross Motor Function Measure-66 (GMFM-66) scores in children with cerebral palsy.</p> <p><strong>Methods: </strong>A non-randomized quasi-experimental pre–post pilot study design was employed. Eleven children with cerebral palsy (Gross Motor Function Classification System; GMFCS levels I–V; aged 2–15 years) participated. Children and their caregivers received the Nooja mobile application and were instructed to complete the prescribed exercises daily for a continuous period of one month. The primary outcome, motor function, was assessed using GMFM-66.</p> <p><strong>Results: </strong>A paired sample t-test indicated a statistically significant increase in GMFM-66 scores after the intervention (p=0.015), with a mean increase of 2.34 points.</p> <p><strong>Conclusion: </strong>Mean GMFM-66 scores increased after one month of mobile application use, suggesting preliminary feasibility and potential utility as a supportive tool for gross motor practice in children with cerebral palsy. Larger randomized controlled trials are necessary to confirm effectiveness and inform future rehabilitation strategies. The findings should be interpreted with caution due to the pilot pre–post study design</p>Prinnapak Mahasup Supitcha PornkrajangChanakan ChitjamnongchaiJiratchaya Kwansri Yanisa PugdeesuwanSiriluck Kanchanomai
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกายภาพบำบัด
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-262026-08-264823851ความรู้และความเข้าใจด้านความรอบรู้ทางสุขภาพของนักกายภาพบำบัดไทย ในการปฏิบัติงานทางคลินิก: การศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวาง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/279901
<p><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong><strong>: </strong>ความรอบรู้ด้านสุขภาพ <strong>(</strong>Health Literacy: HL) เป็นสมรรถนะที่สำคัญสำหรับนักกายภาพบำบัดในการสื่อสารและจัดการการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยด้านความตระหนักเรื่อง HL ในกลุ่มนักกายภาพบำบัดไทยยังมีจำกัด ซึ่งการขาดความเข้าใจอาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของการรักษาได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อสำรวจความรู้ และความเข้าใจด้านความรอบรู้ทางสุขภาพในการปฏิบัติงานทางคลินิกของนักกายภาพบำบัดไทย</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> การศึกษาวิจัยเชิงสำรวจแบบตัดขวางในนักกายภาพบำบัดที่มีประสบการณ์การทำงานในประเทศไทยอย่างน้อย 1 ปี เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ระหว่าง เดือนมกราคม ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>นักกายภาพบำบัดตอบแบบสอบถาม 118 ราย อายุเฉลี่ย 39.10 ± 9.86 ปี ประสบการณ์การทำงานเฉลี่ย 16.17 ± 10.09 ปี พบว่า ร้อยละ 53.39 ไม่เคยได้ยินคำว่า "ความรอบรู้ด้านสุขภาพ" และในกลุ่มที่คุ้นเคยกับคำดังกล่าว มีเพียงร้อยละ 35.29 ที่นิยามความหมายได้ถูกต้องครบถ้วน สำหรับความเข้าใจเชิงลึก พบว่าคะแนนการตอบถูกอยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ การประเมิน HL (ร้อยละ 37.93) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ HL (ร้อยละ 24.14) และการปรับแผนการรักษาตามระดับ HL (ร้อยละ 20.69) อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65.52) ตระหนักว่าหากผู้ป่วยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เพียงพอจะส่งผลดีต่อการรักษา</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>นักกายภาพบำบัดไทยยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพในหลายแง่มุมค่อนข้างจำกัด ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการเสริมสร้างความรู้และสมรรถนะอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมการบูรณาการความรอบรู้ด้านสุขภาพเข้ากับการปฏิบัติงานทางคลินิก ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการบริการและผลลัพธ์ที่ดีแก่ผู้ป่วยในระยะยาว</p>เจนจิรา ธนกำโชคชัยธีรดา รัฐศักดิ์นรมน ติ่งต้อยนันท์นภัส อิ่มใจกานต์ธีรา อารีรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกายภาพบำบัด
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-262026-08-264825269ผลการฝึกเดินบนพื้นนุ่มต่อการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง: การศึกษาเบื้องต้น
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjpt/article/view/282138
<p><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong><strong>: </strong>พื้นนุ่ม ไม่มั่นคง มีความท้าทายต่อการทำหน้าที่ของส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เช่น กล้ามเนื้อ การรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อ การควบคุมการทรงตัว และการใช้พลังงาน โดยคาดว่าการนำพื้นนุ่มมาร่วมกับการฝึกเดินอย่างจำเพาะจะช่วยส่งเสริมผลลัพธ์ของการฟื้นฟูความสามารถของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และความปลอดภัยของการฝึกเดินบนพื้นนุ่มในอาสาสมัครโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง และเปรียบเทียบผลลัพธ์ด้านการเคลื่อนไหวระหว่างการฝึกเดินบนพื้นแข็งและพื้นนุ่มเป็นเวลา 3 สัปดาห์</p> <p><strong>วิธีการวิจัย</strong><strong>:</strong> อาสาสมัครโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 12 คน ในการวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ได้รับการสุ่มเข้ารับการฝึกเดินบนพื้นเรียบแข็ง (กลุ่มควบคุม) และบนพื้นนุ่ม (กลุ่มทดลอง) กลุ่มละ 6 คน เป็นเวลา 30 นาที/ครั้ง 3 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ร่วมกับการประเมินการเดินระยะทาง 10 เมตร การทดสอบ Timed Up and Go และการลุก-นั่ง 5 ครั้ง ก่อนและหลังการฝึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test สำหรับการเปรียบเทียบภายในกลุ่ม และ Mann-Whitney U Test สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม กำหนดระดับนัยสำคัญที่ <em>p<</em>0.05</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>กลุ่มทดลองสามารถเดินบนพื้นนุ่มได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีการตกออก หรือผลกระทบอันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น หลังการฝึกครบ 3 สัปดาห์ อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มมีความสามารถของทุกตัวแปรในการศึกษานี้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p<</em>0.05) นอกจากนี้ ผลการประเมินการลุก-นั่ง 5 ครั้ง ภายหลังการฝึกของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ตัวแปรอื่นๆ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่ม (<em>p></em>0.05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong><strong>: </strong>การพัฒนาความสามารถในการลุก-นั่ง 5 ครั้ง ภายหลังการฝึกบนพื้นนุ่มแนะนำประสิทธิภาพของการใช้พื้นนุ่มไม่มั่นคงเพื่อท้าทายการทำงานของกล้ามเนื้อและการทรงตัว ผลการศึกษาแนะนำการใช้เบาะฝึกความสามารถที่มีอยู่ในศูนย์ฟื้นฟูความสามารถทั่วไป มาร่วมในการส่งเสริมการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกลาง</p>อัญวรรณ์ ณ ลำปางภัทรชัย คูสุวรรณพล สุทธภักติวิไลรัตน์ นามวงศ์สุกัลยา อมตฉายา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารกายภาพบำบัด
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-262026-08-264827079