วารสารรังสีเทคนิค
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt
<p>วารสารรังสีเทคนิค เป็นวารสารวิชาการของสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และเปิดโอกาสให้บุคลากรทางรังสีเทคนิค นิสิต นักศึกษา และบุคลากรทางการแพทย์ เสนอผลงานวิจัยทางวิชาการ บทความที่น่าสนใจ บทความปริทัศน์ และเทคโนโลยีทางด้านรังสีเทคนิค วิทยาศาสตร์ทางรังสี ฟิสิกส์การแพทย์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องทางด้านรังสีวิทยา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อวงการรังสีเทคนิค วงการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผู้สนใจทั่วไป</p>
The Thai Society of Radiological Technolgists (สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย)
en-US
วารสารรังสีเทคนิค
0857-1422
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย (The Thai Society of Radiological Technologists)</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทยและบุคคลากรท่านอื่น ๆในสมาคม ฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p>
-
หัตถการการปักเข็มภายใต้เครื่องเอกซเรย์เต้านม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/270988
<p>มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงไทยและทั่วโลก การที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมคือการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเป็นประจำทุกปี กล่าวคือหากเมื่อพบรอยโรคได้เร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้เริ่มเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ถึงแม้การผ่าตัดยังคงเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่พบรอยโรคในระยะเริ่มแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรอยโรคที่เป็นชนิดที่ไม่สามารถคลำได้ก้อน หรือมีขอบเขตที่ไม่แน่ชัด จำเป็นต้องใช้เทคนิคการปักเข็มเพื่อระบุตำแหน่งของรอยโรคก่อนการผ่าตัด เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถผ่าตัดได้แม่นยำ ชัดเจน และเก็บรอยโรคได้ครอบคลุม สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยโรคผู้ป่วย และความพร้อมของเครื่องมือในแต่ละสถานที่นั้นๆ บทความนี้ได้รวบรวมความรู้และรายละเอียดเกี่ยวกับการปักเข็มเพื่อระบุตำแหน่งรอยโรคภายใต้การนำของเครื่องเอกซเรย์เต้านม ประกอบไปด้วย ข้อบ่งชี้ในการทำ ขั้นตอนและวิธีการทำหัตถการที่เป็นชนิดสองมิติและสามมิติ อุปกรณ์และชนิดของเข็มที่ใช้ ข้อดีข้อเสีย รวมไปถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยในระหว่างทำหัตถการ</p>
ศิชา เชิดเกียรติกุล
จิระภา นวลโฉม
ชัยวัฒน์ เชิดเกียรติกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
50 1
89
100
-
ประสิทธิภาพการคัดกรองวัณโรคของนวัตกรรม “AI Chest 4AII (DMS-TU) For Thai People” ที่โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/271096
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> “AI Chest 4All (DMS–TU) For Thai People” มีความสามารถในการแปลผลภาพถ่ายรังสีทรวงอก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการคัดกรองวัณโรคของปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าว <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเป็นภาพถ่ายรังสีทรวงอกของกลุ่มผู้รับบริการตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี จำนวนทั้งหมด 7,175 ภาพ เก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2566 บันทึกข้อมูลการแปลผลภาพถ่ายรังสีทรวงอกของนวัตกรรม AI Chest 4All (DMS–TU) For Thai People เปรียบเทียบกับการแปลผลของรังสีแพทย์ ด้วยค่าความไว (Sensitivity), ค่าความจำเพาะ (Specificity) และค่าความแม่นยำ (Accuracy) <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พบว่า ค่าความไว, ความจำเพาะ และความแม่นยำ เท่ากับร้อยละ 87.50, 98.60 และ 98.53 ตามลำดับ <strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ AI Chest 4 All (DMS–TU) For Thai People ในการคัดกรองวัณโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยค้นหาผู้ป่วยได้รวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาได้ทันที ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่กระจายของวัณโรค และลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรคลง</p>
สิรินธร ศรีทับทิม
นุชรี ภักดิ์วาปี
น้ำทิพย์ หมั่นพลศรี
สิรินญา นันทะนางกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-25
2025-10-25
50 1
1
7
-
การพัฒนาโปรแกรมการนัดตรวจพิเศษทางรังสีวิทยา ในกลุ่มงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลพิจิตร
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/271134
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การตรวจพิเศษทางรังสีวิทยาเป็นเครื่องมือสำคัญในการวินิจฉัย และการติดตามการรักษาโรคต่างๆ อย่างไรก็ตาม ระบบการนัดตรวจแบบเดิมประสบปัญหาความล่าช้า อ่านลายมือได้ไม่ชัดเจน การนัดตรวจซ้ำซ้อน สร้างความไม่สะดวกแก่ผู้ป่วยและส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้บริการของโรงพยาบาล เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการพัฒนาโปรแกรมนัดตรวจพิเศษทางรังสีวิทยา <strong>การดำเนินการวิจัย</strong>: เริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาของการนัดตรวจในแบบเดิม การออกแบบและพัฒนาโปรแกรม การประเมินความพึงพอใจการใช้งาน และการประเมินความพึงพอใจต่อระบบการนัดตรวจในรูปแบบเดิม เปรียบเทียบกับการใช้งานโปรแกรมนัดตรวจที่พัฒนาขึ้น <strong>ผลการวิจัย</strong>: ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน หลังการใช้งานโปรแกรม ด้านขั้นตอนการนัดตรวจเพิ่มขึ้น 70% ด้านความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 62.50% ด้านความสะดวกในการนัดตรวจเพิ่มขึ้น 67.50% ด้านถูกต้องของการลงข้อมูลการตรวจเพิ่มขึ้น 65% ด้านการสืบค้นข้อมูลการนัดตรวจเพิ่มขึ้น 72.50% ด้านการลดโอกาสนัดตรวจซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้น 65% ด้านระยะเวลาในการคอยใบนัดตรวจจากเดิม 10-15 นาทีต่อราย ลดลงเหลือ 2-3 นาที และไม่พบอุบัติกการณ์การนัดตรวจซ้ำซ้อน <strong>สรุปผลวิจัย</strong><strong>:</strong> โปรแกรมนัดตรวจพิเศษทางรังสีวิทยาที่สร้างขึ้นสามารถใช้งานทดแทนการนัดตรวจในระบบเดิม ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพลดขั้นตอนการนัดตรวจ ลดระยะเวลาในการรอคอยใบนัด เพิ่มความพึงพอใจต่อกระบวนการนัดตรวจ และเสริมสร้างความสามารถในการจัดการและให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น</p>
วรุณยุพา นุ้ยเย็น
สุรสิทธิ์ แก้วแท้
สุวัฒน์ ทับมั่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-10-26
2025-10-26
50 1
8
21
-
การประเมินผลของกราฟสอบเทียบค่าเลขซีทีต่อความแม่นยำในการคำนวณระยะหยุดของโปรตอนในการวางแผนการรักษา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/275426
<p><strong>บทนำ:</strong> ในการรักษามะเร็งด้วยการฉายรังสีอนุภาคโปรตอน ความแม่นยำของการคำนวณระยะหยุดของโปรตอน (proton range) มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโปรตอนมีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือการปลดปล่อยพลังงานสูงสุดที่ปลายทางของการเดินทางในเนื้อเยื่อ หรือที่เรียกว่า Bragg peak ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยในการคำนวณค่าการหยุดของโปรตอนอาจส่งผลต่อการกระจายปริมาณรังสีในตำแหน่งเป้าหมายและอวัยวะข้างเคียงได้โดยตรง การคำนวณนี้อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างค่าเลขซีทีจากภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์กับค่า Proton Stopping Power Ratio (SPR) ซึ่งแสดงในรูปของ CT calibration curve ดังนั้นความถูกต้องของกราฟสอบเทียบนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความถูกต้องของการคำนวณปริมาณรังสีในระบบวางแผนการรักษา <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของกราฟสอบเทียบ CT calibration curve ที่ใช้ในโปรแกรมวางแผนการรักษาอนุภาคโปรตอน ณ ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย <strong>วิธีการศึกษา:</strong> สร้างกราฟสอบเทียบโดยวัดความสัมพันธ์ระหว่างค่าเลขซีทีและค่า Proton Stopping Power ของแท่งวัสดุจำลองจากหุ่น Gammex และนำกราฟที่ได้ไปใช้ในการคำนวณระยะหยุดของโปรตอน (proton range) ภายในโปรแกรมวางแผนการรักษา จากนั้นนำค่าที่คำนวณได้มาเปรียบเทียบกับค่าที่วัดจริงโดยใช้เครื่องวัดปริมาณรังสี Giraffe dosimeter จากการฉายด้วยเครื่อง Varian ProBeam ทั้งในหุ่นจำลอง (phantom) และในเนื้อเยื่อจริง <strong>ผลการศึกษา:</strong> ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างค่า Proton range ที่คำนวณและค่าที่วัดได้ (P-value = 0.21) โดยความแตกต่างของระยะ R80 เฉลี่ยใน phantom และเนื้อเยื่อจริงมีค่า 1.53 ± 3.85 มิลลิเมตร และ 0.51 ± 3.08 มิลลิเมตร ตามลำดับ และสำหรับระยะ R90 มีค่า 1.54 ± 3.82 มิลลิเมตร และ 0.83 ± 2.43 มิลลิเมตร ตามลำดับ วัสดุจำลองจำนวน 6 ชนิดผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐาน AAPM TG-185 ส่วนวัสดุที่เหลือมีผลลัพธ์สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าในเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และเครื่องฉายรังสีโปรตอนรุ่นเดียวกัน <strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> กราฟสอบเทียบ CT calibration curve ที่ใช้ในโปรแกรมวางแผนการรักษาในปัจจุบันมีความถูกต้องและน่าเชื่อถืออยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ สามารถนำไปใช้ในการคำนวณปริมาณรังสีและวางแผนการรักษาอนุภาคโปรตอนได้อย่างแม่นยำ</p>
กัลยรัตน์ ภูริวิกรัย
ปัฐมาวดี ณรงค์กรสิริชัย
ชุลี วรรณวิจิตร
อิศรา อิศรางกูร ณ อยุธยา
วิรุฬห์ มั่นคงทรัพย์สิน
มินตรา แก้วเสมอ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-07
2025-12-07
50 1
22
31
-
เปรียบเทียบปริมาณการจับฟลูออรีน-18 เอฟดีจี ในภาพเพทที่แก้ค่าการดูดกลืนรังสีด้วยข้อมูลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่มีและไม่มีสารทึบรังสีในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/276285
<p><strong>บทนำ:</strong> ปัจจุบันมีการรวมเครื่องเพทและซีทีไว้ในเครื่องเดียวกันโดยจะนำข้อมูลของภาพเพทที่แสดงถึงการทำงานของอวัยวะนั้นๆ มารวมกับข้อมูลซีที ที่แสดงถึงลักษณะทางกายวิภาค นอกจากนั้นภาพซีทีสามารถนำมาใช้ในการแก้ไขการดูดกลืนรังสีของเนื้อเยื่อในข้อมูลภาพเพท ซึ่งภาพซีที แสดงถึงคุณสมบัติในการดูดกลืนรังสีของเนื้อเยื่อในบริเวณที่มีโฟตอน โดยหากใช้ข้อมูลของซีทีที่มีการฉีดสารทึบรังสีมาใช้ในการสร้างภาพเพท การแก้ค่าการดูดกลืนรังสีอาจมากกว่าปกติ ซึ่งจะก่อให้เกิดความผิดพลาดในการประเมินปริมาณการจับสารเภสัชรังสีในเนื้อเยื่อ (Standardized Uptake Values; SUV) <strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบค่าปริมาณการจับสารเภสัชรังสีในเนื้อเยื่อในภาพเพท ที่แก้ค่าการดูดกลืนรังสีด้วยข้อมูลซีที ที่มีและไม่มีสารทึบรังสี ในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ <strong>วิธีการศึกษา: </strong>ศึกษาในหุ่นจำลอง ที่บรรจุ F-18 FDG 157 MBq โดยมีการเติมสารทึบรังสีต่างกัน 3 ชุด คือ 0, 100 และ 200 มิลลิลิตร วาด ROI ลงในบริเวณที่มีการกระจายรังสีสม่ำเสมอทั้งหมด 5 ตำแหน่ง หลังจากนั้นศึกษาในผู้ป่วย 32 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 48.33 ± 13.27 ปี และไม่มีความผิดปกติที่ตับ วาด ROI 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ตับ ม้าม หัวใจ หลอดเลือดดำใต้กระดูกไหปลาร้า และก้อนมะเร็ง <strong>ผลการศึกษา:</strong> ค่าเปอร์เซ็นต์ความแตกต่างของ SUV ที่ได้จากการภาพเพทที่แก้ค่าการดูดกลืนรังสีด้วยข้อมูลซีทีที่มีสารทึบรังสี เมื่อเทียบกับที่ไม่มีสารทึบรังสี ในตำแหน่งตับ ม้าม หัวใจ หลอดเลือดดำใต้กระดูกไหปลาร้า และก้อนมะเร็งนั้น โดยค่าเปอร์เซ็นต์ความแตกต่างของ SUV<sub>max</sub> เท่ากับ 7.64 ± 4.19%, 8.05 ± 5.17%, 12.32 ± 5.73%, 9.55 ± 4.85% และ 7.09 ± 5.51% ตามลำดับ และค่าเปอร์เซ็นต์ความแตกต่างของ SUV<sub>mean</sub> เท่ากับ 8.19 ± 5.34%, 8.68 ± 5.70%, 12.54 ± 5.86, 10.04 ± 4.97% และ 6.01 ± 5.04% ตามลำดับ ความแตกต่างดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P </em>value < 0.05) และมีความสัมพันธ์เชิงเส้นสูงระหว่างค่าที่ได้จากทั้งสองวิธี (R<sup>²</sup> > 0.95) <strong>สรุปผล</strong><strong>การศึกษา</strong><strong>:</strong> ค่า SUV<sub>max</sub> และ SUV<sub>mean</sub> จากภาพเพทที่แก้ค่าการดูดกลืนรังสีด้วยข้อมูลซีทีที่มีสารทึบรังสี แตกต่างจากภาพที่ไม่มีสารทึบรังสีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
ณัฐ น้อยพินิจ
ธัญลักษณ์ สวัสดิ์นะที
เบญจมาศ พรหมเผ่า
กรกช วรธรรมมงคล
บุญกุล มณีรักษ์
ธนวัฒน์ สนทราพรพล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-13
2025-12-13
50 1
32
41
-
การวิเคราะห์พื้นผิวโดยใช้เมทริกซ์การเกิดร่วมระดับสีเทาสำหรับการประเมินคุณภาพของภาพสมองระหว่างเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สองรุ่น
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/277176
<p><strong>บทนำ: </strong>เทคนิคเมทริกซ์การเกิดร่วมระดับสีเทาเป็นวิธีการวิเคราะห์พื้นผิวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันในการใช้ประเมินคุณภาพภาพซีทีในเชิงตัวเลข <strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพของภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ส่วนสมองที่ได้จากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบหลายหัววัดสองรุ่นจากผู้ผลิตที่แตกต่างกัน โดยใช้การวิเคราะห์พื้นผิวเชิงตัวเลขเพื่อกำหนดค่ากระแสไฟฟ้าหลอด (มิลลิแอมป์) ที่เหมาะสมที่สุดของเครื่องทดลองให้มีคุณภาพภาพเทียบเท่าเครื่องมาตรฐาน<strong> วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยจำนวน 146 ราย เปรียบเทียบภาพที่ได้จากเครื่องมาตรฐาน (120 กิโลโวลต์, 300 มิลลิแอมป์, ไม่ใช้เทคนิคลดปริมาณรังสี) กับภาพจากเครื่องทดลอง (120 กิโลโวลต์, ปรับ มิลลิแอมป์ เป็น 280, 300, 310, และ 315, สร้างภาพด้วยเทคนิค IR-B) ทำการวิเคราะห์พื้นผิวด้วยเมทริกซ์การเกิดร่วมระดับสีเทา (GLCM) จากบริเวณที่สนใจ (ROI) ที่ฐานกะโหลกศีรษะ ก้านสมอง และสมองกลีบข้าง จากนั้นคำนวณหาค่าเฉลี่ย ค่าความเปรียบต่าง ค่าความเป็นเนื้อเดียวกัน และค่าเอนโทรปี เพื่อเปรียบเทียบเชิงปริมาณ<strong> ผลการศึกษา: </strong>ค่าการวิเคราะห์พื้นผิวที่คำนวณได้ ได้แก่ ค่าระดับสีเทาเฉลี่ย (66.24–183.25), ค่าความเปรียบต่าง (53.17–93.25), ค่าความเป็นเนื้อเดียวกัน (0.14–0.24), และค่าเอนโทรปี (4.24–6.48) พบว่าภาพที่ได้จากเครื่องทดลองที่ตั้งค่า 120 กิโลโวลต์ และ 310 มิลลิแอมป์ ให้ค่าการวิเคราะห์พื้นผิวใกล้เคียงกับภาพมาตรฐานมากที่สุด <strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>คุณภาพของภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จากเครื่องทดลองที่ปรับค่ากระแสไฟฟ้าหลอดเป็น 310 มิลลิแอมป์ โดยใช้เทคนิค IR-B) มีคุณภาพใกล้เคียงกับเครื่องมาตรฐาน (300 มิลลิแอมป์) โดยไม่ปรับค่ากิโลโวลต์ ผลการศึกษานี้ยืนยันการตั้งค่ากระแสหลอดเอกซเรย์ที่เหมาะสมที่สุดเพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพของภาพที่เทียบเท่ากัน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการกำหนดค่ากลางสำหรับมาตรฐานการประกันคุณภาพ ของภาพในเครือข่ายโรงพยาบาล</p>
เสริมศักดิ์ แสงเพ็ชร
สุกัญญา เมืองใจ
ทัศนีย์ บุญมาลา
สรัลยา ทองสว่าง
รุจิกานต์ ชัยสนาม
พิชาญ แก้วพุกัม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-13
2025-12-13
50 1
42
53
-
การศึกษาความคลาดเคลื่อนของระบบการจัดท่าผู้ป่วยของ Exactrac Dynamic (EXTD) ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งทรวงอก มะเร็งช่องท้องและมะเร็งอุ้งเชิงกราน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/276290
<p><strong>บทนำ: </strong>Exactrac Dynamic (EXTD) เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ใช้รังสีในการตรวจสอบตำแหน่งผู้ป่วยและถูกนำมาใช้แทนระบบที่ต้องใช้รังสีในกระบวนการตรวจสอบตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม EXTD มีข้อจำกัดคือไม่สามารถประเมินการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในได้โดยตรง<strong> วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนในการจัดท่าผู้ป่วยของ ExacTrac Dynamic สำหรับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งบริเวณทรวงอก ช่องท้องและอุ้งเชิงกราน <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>จัดท่าผู้ป่วยด้วยฟังก์ชัน Surface-Guided Radiation Therapy (SGRT) ของระบบ EXTD ในผู้ป่วยจำนวน 60 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งบริเวณทรวงอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน และรับการรักษาด้วยเทคนิค Volumetric Modulated Arc Therapy (VMAT) โดยใช้เครื่องเร่งอนุภาค Varian TrueBeam linear accelerator (Linac) ณ แผนกรังสีรักษา โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี และทำ Cone-Beam Computed Tomography (CBCT) เพื่อตรวจสอบความคลาดเคลื่อนของการจัดท่าในหกทิศทาง ได้แก่ แนวตั้ง (Vertical), แนวยาว (Longitudinal), แนวขวาง (Lateral), การก้ม-เงย (Pitch), การเอียงซ้าย-ขวา (Roll), และ การหมุนรอบแกน (Yaw) ภาพ CBCT ถูกนำมาเปรียบเทียบกับภาพอ้างอิงจากระบบวางแผนการรักษา จากนั้นวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของความแตกต่างระหว่างการจัดท่าก่อนการฉายรังสีด้วยระบบ SGRT ของ EXTD และ CBCT เพื่อตรวจสอบว่าค่าที่ได้ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดโดย International Atomic Energy Agency (IAEA)<strong> ผลการศึกษา: </strong>ค่าเฉลี่ยความแตกต่างของความคลาดเคลื่อนจากระบบ SGRT ของ EXTD ในหกทิศทางมีดังนี้: Vertical -0.20 ±1.87, -1.99 ±1.99, -1.36 ±2.47 มิลลิเมตร (mm), Longitudinal -1.76±1.84, -1.50 ±3.00, -0.93 ±4.49 mm , Lateral -0.58 ±1.40, -2.29 ±2.58, -1.12 ±2.14 mm, Yaw -0.63 ±0.96, -0.47 ±1.23,-0.28 ±0.81 องศา, Pitch -0.32 ±0.70, 0.09 ±1.27, -0.08 ±0.93 องศา, Roll 0.07 ±0.80, 0.09 ±0.58, 0.23 ±0.93 องศา โดยค่าที่รายงานนี้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งทรวงอก, ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน ตามลำดับ ซึ่งค่าทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดโดย IAEA <strong>สรุปผลการศึกษา: </strong>ค่าความคลาดเคลื่อนในการจัดตำแหน่งการฉายให้ผู้ป่วยด้วยระบบ ExacTrac Dynamic อยู่ภายในเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับได้ตามมาตรฐาน โดยผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า EXTD สามารถใช้แทน CBCT ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่รอยโรคอยู่บริเวณทรวงอกส่วนบน ช่องท้องส่วนบน และอุ้งเชิงกราน ซึ่งมีการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายในน้อย ทั้งนี้การใช้ EXTD แทนการใช้ CBCT ในผู้ป่วยที่มีการเคลื่อนไหวต่ำช่วยลดความถี่ในการถ่ายภาพซ้ำและลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับสะสมจากการถ่ายภาพซ้ำโดยยังคงรักษาความถูกต้องของตำแหน่งการรักษาได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ</p>
คณนันท์ อุทิตสาร
เภาวรินทร์ ขยายวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-13
2025-12-13
50 1
54
61
-
การประเมินค่าดัชนีปริมาณรังสีและดัชนีความเบี่ยงเบนในการถ่ายภาพเอกซเรย์ทั่วไปด้วยระบบดิจิทัล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/278994
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> ค่าดัชนีปริมาณรังสี (Exposure index; EI) และดัชนีความเบี่ยงเบน (Deviation; DI) เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินความเหมาะสมของปริมาณรังสีและคุณภาพของภาพถ่ายรังสีด้วยระบบเอกซเรย์ดิจิทัล <strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินการกระจายของค่า EI และ DI จากการถ่ายภาพเอกซเรย์ทั่วไปบริเวณทรวงอก ช่องท้อง อุ้งเชิงกราน และกระดูกสันหลังส่วนเอวด้วยเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> รวบรวมข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลเทคนิคการให้รังสี ข้อมูลดัชนีชี้วัด และข้อมูลปริมาณรังสีของผู้ป่วยย้อนหลัง ตามเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เข้ารับบริการถ่ายภาพด้วยเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป ยี่ห้อ Samsung ในช่วงเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 จำนวนทั้งสิ้น 602 ราย วิเคราะห์ผลทางสถิติเชิงพรรณนา <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยที่เข้ารับการถ่ายภาพมีช่วงอายุตั้งแต่ 16 - 93 ปี เพศหญิงมากกว่าเพศชาย และมีค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index; BMI) ในช่วง 12.45 – 46.06 โดยพบค่า EI ส่วนใหญ่ในทุกตำแหน่งของการถ่ายภาพต่ำกว่าค่า EI เป้าหมายที่บริษัทผู้ผลิตกำหนด ค่า DI ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง -3 ถึง -1 ในทุกตำแหน่งโดยเฉพาะที่ทรวงอก และพบการกระจายของค่า DI กว้างที่ช่องท้อง อุ้งเชิงกราน และกระดูกสันหลังส่วนเอว <strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ค่า EI และ DI จากการศึกษานี้แสดงถึงการให้ปริมาณรังสีนอกช่วงค่าเหมาะสมโดยยังมีคุณภาพเพียงพอต่อการแปลผลทางคลินิก การนำค่า EI และ DI มาใช้ประเมินความคลาดเคลื่อน ช่วยสะท้อนคุณภาพ ความเหมาะสมของเทคนิคการถ่ายภาพ และความปลอดภัยทางรังสีของผู้ป่วยได้</p>
ฉวี ฤาชาพันธ์
ชยธร สุทธิประภา
ธนพล พวงพุ่ม
ศิริลักษณ์ ฤทธิ์บัว
ศุจิกา คงราช
ลัคนา อภิปัญญาโสภณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-14
2025-12-14
50 1
62
67
-
การกำหนดค่าปริมาณรังสีอ้างอิงของการสร้างภาพด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จำลองการรักษาในโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/279171
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ค่าปริมาณรังสีอ้างอิงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเฝ้าระวังและเพิ่มประสิทธิภาพปริมาณรังสีในงานเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สำหรับหน่วยงาน ค่า typical values ซึ่งนิยามเป็นค่ามัธยฐานของการกระจายข้อมูลสามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดและทบทวนค่าปริมาณรังสีอ้างอิง <strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อกำหนดค่าปริมาณรังสีอ้างอิงในรูปแบบ typical values สำหรับเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จำลองการรักษาของโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Siemens รุ่น SOMATOM Confidence RT Pro รวม 292 ราย เก็บข้อมูลช่วงเดือนมกราคม–ธันวาคม 2567 เก็บข้อมูลผู้ป่วยและพารามิเตอร์การสร้างภาพ ค่าปริมาณรังสีในหนึ่งหน่วยปริมาตรของการสแกน (CTDI<sub>vol</sub>) และค่าปริมาณรังสีตลอดช่วงความยาวในการสแกน (DLP) ใน 5 บริเวณ ได้แก่ สมอง ศีรษะ–ลำคอ ทรวงอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน ค่า typical values ถูกกำหนดจากค่ามัธยฐาน และหาความสัมพันธ์ระหว่างค่า DLP กับข้อมูลผู้ป่วยและพารามิเตอร์การสร้างภาพ <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ค่าปริมาณรังสีมีความแตกต่างตามบริเวณตรวจ โดยค่า typical values ของ CTDI<sub>vol</sub> และ DLP ในสมองสูงสุด (68.83 mGy, 2173.05 mGy·cm) และต่ำสุดในศีรษะ–ลำคอ (7.24 mGy, 325.00 mGy·cm) ส่วนทรวงอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกรานมีค่าใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์พบว่า mAs และระยะสแกนมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับค่า DLP ทุกบริเวณ (p<0.001) ขณะที่อายุไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนค่า BMI มีความสัมพันธ์เฉพาะในบริเวณทรวงอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน นอกจากนี้ pitch มีความสัมพันธ์กับ DLP ในทุกบริเวณยกเว้นสมอง <strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ค่า typical values ที่ได้จากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นสำหรับการพัฒนา DRLs ในอนาคต สำหรับการสร้างภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จำลองการรักษา ซึ่งช่วยเสริมความปลอดภัยด้านรังสีในการวางแผนรังสีรักษาได้</p>
ศศิประภา เนียมสวรรค์
ธัญรัตน์ ชูศิลป์
นันทิพร คุ้มสุวรรณ์
เนตรทราย เกตุบุตร
สุพิชญา กับปินะ
สุมาลี ยับสันเทียะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
50 1
68
78
-
การพัฒนาโปรแกรมสำหรับการเรียนรู้การประมวลผลภาพดิจิทัลในระดับเบื้องต้น
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjrt/article/view/279180
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> การถ่ายภาพรังสีในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากระบบฟิล์ม-สกรีนไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนผ่านนี้กำหนดให้นักรังสีเทคนิคต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับการจัดการและการประมวลผลภาพดิจิทัล เพื่อสร้างภาพถ่ายรังสีทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง แมตแล็บเป็นโปรแกรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับการประมวลผลภาพ มีส่วนต่อประสานกราฟิกกับผู้ใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานที่รวดเร็วและง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดทั่วไปที่ผู้ใช้ต้องพิมพ์คำสั่งในหน้าต่าง อาจสร้างความสับสนสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้พื้นฐานที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับโปรแกรม <strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้มีเป้าหมายที่จะพัฒนาโปรแกรมที่ช่วยในการเรียนรู้คำสั่งและการแปลงภาพ โดยเน้นที่หัวข้อต่างๆ เช่น โมเดลช่องสี การกรองภาพ และการเพิ่มประสิทธิภาพของภาพ <strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> โปรแกรมนี้ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะเพื่อเป็น เครื่องมือสำหรับการเรียนรู้การประมวลผลภาพดิจิทัล ได้มีการประเมินการทำงานของโปรแกรมโดยเปรียบเทียบภาพและฮิสโตแกรมที่สร้างโดยโปรแกรมกับภาพและฮิสโตแกรมที่ได้จากการดำเนินการคำสั่งเดียวกันในพื้นที่ทำงานของแมตแล็บ และทำการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนในนิสิตระดับปริญญาตรีสาขารังสีเทคนิค จำนวน 63 คน <strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> การเปรียบเทียบนี้เผยให้เห็นว่า ค่ารากที่สองของความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยกำลังสอง และค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ เป็น 0 สำหรับคำสั่งทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ว่าได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้นฮิสโตแกรมจากทั้งสองภาพซ้อนทับกันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งยืนยันความแม่นยำและความสามารถในการใช้งานของคำสั่งต่างๆ ในโปรแกรมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมในการส่งเสริมการเรียนรู้ <strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95%</p>
กาญจนา มู้จันทร์
ชนัญชิดา สุริเจย์
วายุดา วะชุม
ฐิติพงศ์ แก้วเหล็ก
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
50 1
79
88