https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/issue/feed วารสารหมอยาไทยวิจัย 2025-12-31T15:25:14+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.ภักศจีภรณ์ ขันทอง phaksachiphonk@gmail.com Open Journal Systems แพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก แพทย์พื้นบ้าน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/279641 บทบรรณาธิการ 2025-12-31T14:38:03+07:00 สุภัทรา กลางประพันธ์ supattra.kl@ubru.ac.th 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/279642 สารบัญ 2025-12-31T14:41:38+07:00 สุภัทรา กลางประพันธ์ supattra.kl@ubru.ac.th <p>สารบัญ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/275759 ประสิทธิผลและความปลอดภัยด้านคลินิกของน้ำมันกัญชาในผู้ป่วยที่มารับบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี 2025-06-17T09:55:41+07:00 สุริยนต์ มิ่งขวัญ suriyon.ming@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลก่อนและหลังการแทรกแซงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยด้านคลินิกของน้ำมันกัญชาในผู้ป่วยที่มารับบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 40 ราย เก็บข้อมูลในระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ถึง วันที่ 30 เมษายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบประเมิน EQ-5D-5L แบบประเมินคะแนนสุขภาพทางตรง (VAS) แบบประเมินอาการไม่สุขสบาย (ESAS) แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับฉบับภาษาไทย (T-PSQI) แบบบันทึกข้อมูลกัญชาทางการแพทย์(C-MOPH) บันทึกข้อมูลก่อนใช้น้ำมันกัญชา (แรกรับ) ติดตามในวันที่ 30 หลังใช้น้ำมันกัญชา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Signed Ranks test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายร้อยละ 55 และเป็นผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดร้อยละ 45 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 72.50 อายุเฉลี่ย 61.88±10.27 ปี มารับบริการด้วยอาการปวดเรื้อรัง อาการเบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ หลังใช้น้ำมันกัญชาทางการแพทย์ประมาณ 30 วัน ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตในมิติสุขภาพ 5 ด้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.05) อาการไม่สุขสบายโดยเฉพาะอาการปวด(<em>p</em> = 0.004) และเบื่ออาหาร(<em>p</em> &lt; 0.001) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อาการไม่พึงประสงค์ที่พบ คือ อาการปากแห้งและคอแห้ง ดังนั้นการใช้น้ำมันกัญชาทางการแพทย์อย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์หรือแพทย์แผนไทยผู้มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมไทย เป็นทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดอาการไม่สุขสบายของผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่มีปัญหาด้านอาการปวดเรื้อรัง หรือเบื่ออาหาร โดยไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรง</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/273261 ประสิทธิผลของแผ่นแปะสารสกัดผักเสี้ยนผีในการบรรเทาอาการปวดส้นเท้า ในผู้ป่วยโรครองช้ำ 2025-02-11T15:38:39+07:00 ปณิชา มีใย tal_terarat@hotmail.com ดวงพร นะคาพันธุ์ชัย Nacapunchai.D@yahoo.com <p>การศึกษาประสิทธิผลของแผ่นแปะสารสกัดผักเสี้ยนผีในการบรรเทาอาการปวดส้นเท้าในผู้ป่วยโรครองช้ำ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของแผ่นแปะสารสกัดผักเสี้ยนผีในการบรรเทาอาการปวดส้นเท้า และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความเจ็บปวดจากแรงกดบริเวณส้นเท้าก่อนและหลังใช้แผ่นแปะสารสกัดผักเสี้ยนผี เป็นการวิจัยเชิงทดลองกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยจำนวน 30 คน อายุ 20 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบันว่าเป็นโรครองช้ำ เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย (1) แบบบันทึกข้อมูล (2) แบบประเมินประสิทธิผล ได้แก่ แบบประเมินระดับความรู้สึกปวด และแบบประเมินความเจ็บปวดด้วยเครื่องวัดแรงกด และ (3) แบบประเมินความพึงพอใจการใช้แผ่นแปะสารสกัดผักเสี้ยนผีในการบรรเทาอาการปวดส้นเท้า วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบทีแบบจับคู่ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความรู้สึกปวดก่อนใช้แผ่นแปะ มีค่าคะแนนเฉลี่ย 6.17 ± 1.650 หลังใช้แผ่นแปะ มีระดับความรู้สึกปวดลงลดได้อย่างชัดเจน โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 3.20 ± 1.470 และ 2) กลุ่มตัวอย่างมีระดับความเจ็บปวดจากแรงกดหลังการใช้แผ่นแปะสารสกัดผักเสี้ยนผีในการบรรเทาอาการปวดส้นเท้าลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/275323 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างธาตุเจ้าเรือนและพฤติกรรมของการเกิดโรค ความดันโลหิตสูง ณ โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือกนครพนม 2025-07-02T09:51:50+07:00 ลัดดาวัลย์ ชูทอง laddawan_c@rmutt.ac.th ปิยธิดา สุดตาสอน Suttasorn.P@yahoo.com ณัฏฐา ปาทาน Patan.N@yahoo.com ธันยพร อากาสา Akasa.T@yahoo.com ณิชาภรณ์ จำปี Chumpee.N@yahoo.com ศศิธร ทรัพย์มูล Sapmool.S@yahoo.com ปุณยนุช อมรดลใจ Amorndoljai.P@yahoo.com นรินทร์ทร พันธ์สวัสดิ์ Pansawat.N@yahoo.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของธาตุเจ้าเรือนกับลักษณะของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและศึกษาพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าไคสแควร์ และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (56.00%) อายุ 31 ปีขึ้นไป (98.80%) ภูมิลำเนาอยู่ในภาคอีสาน (92.50%) มีธาตุเจ้าเรือนตามเดือนเกิดเป็นธาตุไฟ (36.25%) พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคความดันโลหิตสูงในภาพรวมอยู่ระดับต่ำ (𝑥̅ = 1.59 , S.D. = 0.67) เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า การพักผ่อนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (𝑥̅ = 1.93 , S.D. = 0.74) รองลงมาคือ อิริยาบถ (𝑥̅ = 1.68 , S.D. = 0.71) และการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ (𝑥̅ = 1.62 , S.D. = 0.67) ตามลำดับ ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับธาตุเจ้าเรือนตามเดือนเกิด พบเพียงสถานภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับหลักการทางการแพทย์แผนไทยว่าด้วยธาตุเจ้าเรือน เนื่องจากธาตุเจ้าเรือนตามเดือนเกิดแบ่งตามเดือนเกิดของบุคคล ซึ่งอยู่ในสถานภาพใดก็ได้ ปัจจัยส่วนบุคคลและธาตุเจ้าเรือนตามบุคลิกลักษณะ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ และพฤติกรรมการเกิดโรค ไม่มีความสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/275671 การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของตำรับยาอายุวัฒนะจากคัมภีร์ ประมวลตำรับยาอโรคยาศาล วัดป่ากุดฉนวนอุดมพร 2025-07-01T09:38:05+07:00 ศรัณย์ ฉวีรักษ์ saran.c@ubru.ac.th อัจฉรา สีสินธุ์ seesin2561@gmail.com เศรษฐพงศ์ แสนโคตร Saenkhot.S@yahoo.com รจนา ไชยบัน Chaiyaban.R@yahoo.com สุภัทรา กลางประพันธ์ supattra.kl@ubru.ac.th <p>คัมภีร์ประมวลตำรับยาอโรคยาศาล วัดป่ากุดฉนวนอดุมพร ได้กล่าวถึงตำรับยาอายุวัฒนะเป็นยาบำรุงร่างกายมีสรรพคุณช่วยส่งเสริมสุขภาพ และช่วยให้มีอายุยืน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาฤทธิ์ ทางเภสัชวิทยาผ่านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในตำรับยาอายุวัฒนะ จากคัมภีร์ประมวลตำรับยาอโรคยาศาล วัดป่ากุดฉนวนอุดมพร 2) โดยได้สกัดตำรับยาอายุวัฒนะตามกรรมวิธีแบบดั้งเดิม แบ่งสารสกัดออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 สารสกัดแบบน้ำ ส่วนที่ 2 นำสารสกัดไปทำเป็นผงแห้งด้วย Freeze dry จากนั้นทำการวิเคราะห์หาปริมาณฟีนอลิกรวมทั้งหมด ทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ FRAP ผลการศึกษา พบว่า สารสกัดแบบน้ำมีปริมาณฟีนอลิกรวม เท่ากับ 22.88±1.48 mg GAE/g extract วิธี DPPH มีค่า IC<sub>50 </sub>เท่ากับ 57.54±3.23 µg/mL และ วิธี FRAP มีค่าเท่ากับ 18.22±0.57 mg trolox® equivalent/g extract ตามลำดับ และสารสกัดแบบแห้ง มีปริมาณฟีนอลิกรวม เท่ากับ 65±1.62 mg GAE/g extract วิธี DPPH มีค่า IC<sub>50 </sub>เท่ากับ 20.09±4.86 µg/mL และวิธี FRAP มีค่าเท่ากับ 47.87±4.14 mg trolox® equivalent/g extract ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าตำรับยาอายุวัฒนะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดี ในสารสกัดแบบ Freeze dry ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลจากการวิจัยครั้งนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ผู้สนใจสามารนำไปพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/275713 ประสิทธิผลยาพอกผักคราดหัวแหวนต่อการลดอาการปวดส้นเท้า จากโรคลมปลายปัตคาตส้นเท้า 2025-07-01T12:38:03+07:00 พิไล ผลขาว pilai002514@gmail.com <p>การวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของยาพอกสมุนไพรผักคราดหัวแหวน (<em>Acmella oleracea</em> (L.) R.K. Jansen) ในการลดอาการปวดส้นเท้าในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตส้นเท้า ณ คลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 พฤศจิกายน 2567 ประเมินความปวดด้วยมาตรวัดความเจ็บปวดแบบตัวเลข (Numeric Rating Scale: NRS) ก่อนและหลังการพอกยา วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความเจ็บปวดก่อนและหลังการพอกส้นเท้า ด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติ Wilcoxon Matched-pairs Signed Ranks test ที่ความเชื่อมั่น 0.05 ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ช่วงอายุ 41–50 ปี และมีอาการปวดก่อนเข้ารับบริการมากกว่า 10 วัน คะแนนเฉลี่ยความปวดก่อนการพอกยาคือ 5.73 (SD = 1.25) และหลังการพอกครบ 5 ครั้งลดลงเป็น 1.16 (SD = 0.98) ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ดังนั้น ยาพอกสมุนไพรผักคราดหัวแหวนมีประสิทธิผลในการลดอาการปวดส้นเท้าได้ และสามารถนำไปพัฒนาเป็นแนวทางการรักษาทางเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการให้บริการในงานแพทย์แผนไทย</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/275877 ผลของลูกประคบตูกู (Tuku Ubat) ต่อการลดอาการปวดหลังส่วนล่าง โรงพยาบาลจะแนะ 2025-08-19T09:15:54+07:00 โซฟียะห์ วาเต๊ะ sofiyahwateh3@gmail.com <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) เพื่อประเมินประสิทธิผลของ Tuku Ubatในการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 60คน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30คน และกลุ่มควบคุม30คน กลุ่มทดลองได้รับการประคบด้วย Tuku Ubatส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการประคบด้วยลูกประคบสมุนไพรสด ประคบติดต่อกัน 3 วัน วันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีผลการวิจัยพบว่า อาการปวดหลังส่วนล่างของกลุ่มทดลองที่ได้รับการประคบด้วย Tuku Ubatลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลต่างของค่าเฉลี่ยของอาการปวดหลังส่วนล่างระหว่างก่อนการประคบ (วันที่ 0) และหลังการประคบวันที่ 3 ของกลุ่มทดลอง = 4.47(SD=1.00)เมื่อเทียบกับผลต่างของค่าเฉลี่ยของอาการปวดหลังระหว่างก่อนการประคบ (วันที่ 0) และหลังการประคบวันที่ 3 ของกลุ่มควบคุม = 2.13 (SD= 0.75)และผลการทดสอบ Mann–Whitney U test พบว่าทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ส่วนการเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ผลต่างของค่าเฉลี่ยของความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อระหว่างก่อนการประคบ (วันที่ 0) และหลังการประคบวันที่ 3 ของกลุ่มทดลอง = 12.03 (SD= 3.17)มากกว่า ผลต่างของค่าเฉลี่ยของความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อระหว่างก่อนการประคบ (วันที่ 0) และหลังการประคบวันที่ 3 ของกลุ่มควบคุม = 4.23(SD=2.66)โดยการวิเคราะห์ด้วย Mann-Whitney U Testพบว่าความแตกต่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) สรุปได้ว่าการประคบด้วย Tuku Ubatมีประสิทธิผลในการลดอาการปวดและเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้ออย่างมีนัยสำคัญ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นทางเลือกในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้พบว่าลูกประคบตูกู (Tuku Ubat) ได้รับความพึงพอใจในด้านประสิทธิภาพ ความเหมาะสม ความปลอดภัย ความคุ้มค่าและสามารถลดต้นทุนในการให้บริการ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/276387 การวิเคราะห์ปริมาณสารยูจีนอลและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของน้ำต้มกานพลูที่ได้จากการต้มในระยะเวลาที่แตกต่างกัน 2025-09-09T11:33:20+07:00 ชมาภรณ์ ชาญตะปะ Chantapa.P@yahoo.com อารีรัตน์ ระเด่น Raden.A@yahoo.com วศิน บำรุงชัยชนะ Bumrungchaichana.W@yahoo.com นิติรัตน์ มีกาย nitirat@scphpl.ac.th <p>งานวิจัยการศึกษาปริมาณสาร Eugenol และฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระในกานพลูโดยวิธีการต้ม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณสาร Eugenol ในกานพลูโดยวิธีการต้มในระยะเวลาต่างๆ และเพื่อศึกษาฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระในกานพลูโดยวิธีการต้มในระยะเวลาต่างๆ วิธีการทำโดยมีการต้มน้ำดอกกานพลู 4 ดอกต่อน้ำ 2,000 มิลลิลิตรในกาต้มน้ำร้อน เก็บน้ำต้มดอกกานพลูครั้งละ 100 มิลลิลิตร ตั้งแต่ต้มเดือด ทุก 10 นาทีเป็นเวลา 1 ชั่วโมง และ ทุก 3 ชั่วโมงเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เป็นจำนวน 15 ตัวอย่าง ทำการทดสอบปริมาณสารโดยวิธี High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ซึ่งจะใช้ Eugenol เป็นสารมาตรฐาน</p> <p>จากผลการทดสอบพบว่า พีคของสารมาตรฐาน Eugenol ในโครมาโตแกรมปรากฎที่เวลา 8 นาที และตัวอย่างน้ำต้มดอกกานพลูที่เก็บแต่ละเวลาพบว่า ปริมาณสารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 0-9 ชั่วโมงแรก และปริมาณสารมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ช่วง 12 ชั่วโมง ซึ่งช่วงที่มีความเข้มข้นของสารมากที่สุด คือ ช่วง 6 ชั่วโมง และ ความเข้มข้นของสารมีความคงตัวในช่วง 6-9 ชั่วโมงซึ่ง และผลการทดสอบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH assay และ ABTS assay ผลการทดสอบพบว่า ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระที่ทดสอบด้วยวิธี DPPH assay และ ABTS assay น้ำต้มดอกกานพลูที่ระยะเวลา 3 ชั่วโมง มีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำต้มดอกกานพลูที่ระยะเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งน้ำต้มดอกกานพลูที่ระยะเวลา 1ชั่วโมง และ 3 ชั่วโมง มีค่า IC<sub>50</sub> of DPPH เท่ากับ 121.48 mg/ml และ 100.41 mg/ml ตามลำดับ และ มีค่า IC<sub>50</sub> of ABTS เท่ากับ 94.98 mg/ml และ 70.71 mg/ml ตามลำดับ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/276577 การพัฒนาตำรับยาสมุนไพรตรีกฏุกในรูปแบบแคปซูล 2025-09-18T07:09:11+07:00 นันทิกานต์ พิลาวัลย์ Philawan.N@yahoo.com กัญจนภรณ์ ธงทอง Tongthong.K@yahoo.com รัชชรินธร โพธิ์ลอง Pholong.R@yahoo.com แพรวา โสภาเวช Sopavach.P@yahoo.com ศิรินทิพย์ พรมเสนสา Promsensa.S@yahoo.com ปภาภัสสร์ ธีระพัฒนวงศ์ Thiraphatthanavong.P@yahoo.com สมบูรณ์ เจตลีลา Jateleela.S@yahoo.com ฐิติรัตน์ ศรีสมบัติ Srisombut.T@yahoo.com เพชรรัตน์ รัตนชมภู yui.petcharat8888@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตำรับยาแคปซูลตรีกฏุก ศึกษาปริมาณสารช่วยในการผลิตยาแคปซูล และประเมินความคงสภาพของตำรับภายใต้สภาวะเร่ง ตำรับตรีกฏุกประกอบด้วยพริกไทย ดีปลี และขิงแห้ง ในอัตราส่วน 1:1:1 โดยพบว่าผงสมุนไพรแต่ละชนิดมีลักษณะเป็นผงละเอียด ไม่จับตัวเป็นก้อน และให้ผลผลิตร้อยละ 92.10, 91.39 และ 90.61 ตามลำดับ เมื่อรวมเป็นตำรับพบว่ามีลักษณะเป็นผงละเอียดสีน้ำตาล กลิ่นเฉพาะ และรสเผ็ดร้อน การตรวจวัดค่าความชื้น 3 ครั้ง พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ได้แก่ ตรีกฏุก 1.667% พริกไทย 2% ดีปลี 2% และขิงแห้ง 0.667%</p> <p>การประเมินคุณสมบัติทางกายภาพของยาแคปซูลทั้ง 8 สูตรตำรับ ประกอบด้วยรูปแบบผง 4 สูตร และรูปแบบแกรนูล 4 สูตร ผลการประเมินคุณสมบัติทางกายภาพพบว่า สูตรผงที่เหมาะสมที่สุดคือสูตรที่ 2 ประกอบด้วย spray dried Lactose 9.5% และ Magnesium Stearate 0.5% ส่วน สูตรแกรนูลที่ดีที่สุดคือสูตรที่ 7 ประกอบด้วย Lactose 1.5%, Corn Starch 5%, PVP K90 0.5%, Maltodextrin 2.5% และ Magnesium Stearate 0.5% ซึ่งเหมาะสมต่อการขึ้นรูปเป็นแคปซูลตรีกฏุกมากที่สุด</p> <p>การควบคุมคุณภาพพบว่าแคปซูลทุกสูตรมีลักษณะทางกายภาพปกติ การทดสอบความแปรปรวนของน้ำหนักผงยาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตาม USP 41-NF 36 และตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ปี 2018 การทดสอบการแตกตัวพบว่าแตกตัวหมดภายใน 15.48 นาที การศึกษาความคงตัวในสภาวะเร่งที่ 45°C และความชื้น 75% RH เป็นเวลา 4 เดือน พบว่า สูตรที่ 7 ในภาชนะปิดสนิทมีความคงสภาพดี ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน USP 39 และสอดคล้องกับมาตรฐาน USP 41-NF 36 และตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ปี 2018</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/261368 ผลของการสักยารักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนเรื้อรัง 2025-12-04T17:23:15+07:00 ทิยานันท์ ปานิตย์เศรษฐ์ thiyanan.s@rmutsv.ac.th ศรินทร์รัตน์ จิตจำ sarinrat.j@rmusv.ac.th สิริรัตน์ เลาหประภานนท์ sirirut.t@rmutsv.ac.th ชฎาพร เกลี้ยงจันทร์ Chadaporn.s@rmutsv.ac.th นูรฮายาตี ปูลาประเปะ Nn9171463@rmutsvmail.com วสันต์ หะยียะห์ยา wasan.h@rmutsv.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการสักยารักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนเรื้อรัง ในอาสาสมัคร อายุ 20–60 ปี จำนวน 30 คน ที่มารับบริการที่เรือนศรีวิชัยคลินิกการแพทย์ไทย เปรียบเทียบก่อนและหลังการสักยา บันทึกข้อมูลด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินระดับความเจ็บปวด (Pain score) ด้วยเครื่องมือ Numerical Rating scale การวัดองศาการเคลื่อนไหวของคอด้วยเครื่องมือ Goniometer และการตรวจจุดกดเจ็บด้วยเครื่องมือ Manual Algometer อาสาสมัครได้รับการสักยารักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนบนเรื้อรัง ในบริเวณที่ปวด จำนวน 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 3 วัน ใช้เวลาครั้งละ 20 นาที วิเคราะห์ผลการวิจัยโดยใช้สถิติ Repeated Measures ANOVA</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การวัดระดับความเจ็บปวดก่อนการสักยามีค่าเฉลี่ย 5.60±0.89 คะแนน และหลังทำการสักยาครั้งที่ 3 ค่าเฉลี่ย 3.46±1.67 คะแนน อาการปวดลดลงเฉลี่ย 2 คะแนน การประเมินองศาการเคลื่อนไหวของคอในท่าก้มหน้าคางชิดอก ก่อนการสักยามีค่าเฉลี่ย 34.00±4.79 องศา หลังการสักยาครั้งที่ 3 มีองศาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 42.07±3.85 องศา การวัดองศาคอท่าเงยหน้ามองเพดาน ก่อนการสักยามีค่าเฉลี่ย 31.90±8.96 องศา หลังการสักยาครั้งที่ 3 มีองศาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 45.40±9.84 องศา และการวัดองศาคอในท่าเอียงหูชิดไหล่ก่อนการสักยา มีค่าเฉลี่ย 29.20±13.65 องศา หลังการสักยาครั้งที่ 3 มีองศาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32.67±2.64 องศา และเมื่อเปรียบเทียบความสามารถทนต่อจุดกดเจ็บก่อนการสักยามีค่าเฉลี่ย 56.93±18.64 kg/cm² หลังการสักยาครั้งที่ 3 สามารถทนต่อจุดกดเจ็บได้เพิ่มขึ้นมีค่าเฉลี่ย 63.47±16.94 kg/cm² แตกต่างทางนัยสำคัญทางสติที่ระดับ p-value ≤ 0.05</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/147-164 ประสิทธิผลของการสูดดมยาสมุนไพรเพื่อลดความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงชนิด White Coat Hypertension ณ โรงพยาบาลสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ 2025-12-12T09:57:59+07:00 ธานี สุขไชย thanee30062532@gmail.com จรัสศรี สหุนัน Sahunan.J@yahoo.com บุญยัง คำหาญ Khumhan.B@yahoo.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของการสูดดมยาสมุนไพรต่อค่าความดันโลหิต อัตราการเต้นชีพจร อัตราการหายใจ และระดับความเครียดของผู้มารับบริการ โรงพยาบาลสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง (One-group pretest–posttest design) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้รับบริการที่มีภาวะความดันโลหิตสูงแบบ White Coat Hypertension จำนวน 100 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า–ออก ผู้เข้าร่วมได้รับการสูดดมยาสมุนไพรสูตรตำรับ 11 ชนิด ได้แก่ ใบเล็บครุฑ หัวเปราะหอมขาว ขมิ้นชัน กระวาน กานพลู อบเชย ลูกผักชี พริกไทยดำ พิมเสน การบูร เมนทอล เป็นเวลา 5 นาทีร่วมกับการนั่งพัก เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ แบบบันทึกสัญญาณชีพ และแบบประเมินความเครียด ST-5 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบความแตกต่างด้วย Paired t-test สำหรับข้อมูลที่มีการแจกแจงปกติ และ Wilcoxon Signed-Rank Test สำหรับข้อมูลที่ไม่เป็นปกติ ผลการศึกษาพบว่า หลังการสูดดมยาสมุนไพร ค่าความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงจากเฉลี่ย 152.05 mmHg เป็น 127.90 mmHg (Mean diff = 24.15; t(99) = 16.16; <em>p</em> &lt; 0.001; d = 1.62) และค่าความดันไดแอสโตลิกลดลงจาก 82.38 mmHg เป็น 72.63 mmHg (Mean diff = 9.75; t(99) = 9.28; <em>p</em> &lt; 0.001; d = 0.93) อัตราการเต้นชีพจรลดลงจาก 81.58 เป็น 73.04 ครั้ง/นาที (t(99) = 6.46; <em>p</em> &lt; 0.001) และอัตราการหายใจลดลงจาก 18.60 เป็น 17.64 ครั้ง/นาที (t(99) = 4.02; <em>p</em> &lt; 0.001) ระดับความเครียด ST-5 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่ามัธยฐานจาก 3 เป็น 1 (z = –8.68; <em>p</em> &lt; 0.001; r = 0.87) ความพึงพอใจต่อการใช้ยาดมสมุนไพรอยู่ในระดับดีมาก สรุปได้ว่า ยาดมสมุนไพรไทยมีประสิทธิผลในการลดค่าความดันโลหิต สัญญาณชีพ และระดับความเครียดในระยะสั้นในผู้ที่มีภาวะ White Coat Hypertension อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียวก่อน–หลัง จึงควรมีการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในอนาคต</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารหมอยาไทยวิจัย