วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm <p><strong>วารสารหมอยาไทยวิจัย<br /></strong><strong>คณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี<br /><br /></strong>วารสารหมอยาไทยวิจัย (Journal of Traditional Thai Medical Research) เป็นวารสารวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์พื้นบ้าน ที่จัดทำขึ้นโดยคณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนการติดต่อความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง<br />วารสารหมอยาไทยวิจัยเป็นวารสารที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) มีการตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ทุก 6 เดือน ฉบับละ 6-10 บทความ โดยฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เดือนมิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-เดือนธันวาคม รับตีพิมพ์บทความประเภท 3 ประเภท คือ นิพนธ์ต้นฉบับ (Original article) บทปริทัศน์ (Review article) และปกิณกะ (Miscellaneous) โดยมีการแบ่งแบบฟอร์มการเขียนบทความสำหรับผู้นิพนธ์ที่ชัดเจนตามรูปแบบสากล และบทความทุกบทความต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน จากหลากหลายสถาบัน ก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยในกระบวนการประเมินบทความ กองบรรณาธิการจะปกปิดชื่อผู้เขียนและผู้ตรวจทานทั้ง 2 ฝ่าย (Double-Blinded)</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ <br /></strong>เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ และเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนการติดต่อความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก การแพทย์พื้นบ้าน และวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>ขอบเขตการตีพิมพ์เผยแพร่<br /></strong>วารสารหมอยาไทยวิจัยเป็นวารสารสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเน้นการตีพิมพ์เผยแพร่บทความปริทัศน์ บทนิพนธ์ต้นฉบับ และปกิณกะ ที่เกี่ยวกับวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก การแพทย์พื้นบ้าน และวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่วารสาร<br /></strong>ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ทุก 6 เดือน คือ<br />ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>หมายเหตุ</strong> ค่าธรรมเนียมในการส่งบทความจำนวน 3,500 บาท เป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเพียงครั้งแรกเมื่อส่งบทความเข้าระบบเท่านั้น ทั้งนี้การเก็บค่าธรรมเนียมของวารสารไม่ใช่การรับรองการเผยแพร่บทความแต่อย่างใด โดยการรับหรือปฏิเสธบทความของท่านขึ้นอยู่กับคุณภาพของบทความเพียงอย่างเดียวเท่านั้น </span></p> คณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี th-TH วารสารหมอยาไทยวิจัย 3027-6950 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในการแพทย์แผนไทย: การสำรวจภาคตัดขวางของการปฏิบัติทางคลินิกและความท้าทายเชิงระบบ ในเขตสุขภาพที่ 12 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/279362 <p>การศึกษาภาคตัดขวางนี้มุ่งสำรวจแนวทางการวินิจฉัย การรักษา ความเชื่อมั่นของผู้ปฏิบัติงาน และความท้าทายเชิงระบบที่เกี่ยวกับการจัดการโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตามแนวคิดการแพทย์แผนไทย ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตสุขภาพที่ 12 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยแพทย์แผนไทยจำนวน 117 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เชิงประเด็น และการทดสอบไคสแควร์ ผู้ตอบแบบสอบถามมีประสบการณ์วิชาชีพเฉลี่ย 6.3 ปี ให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานเฉลี่ยประมาณ 24.6 รายต่อเดือน ภายใต้แนวคิดของแพทย์แผนไทยโดยส่วนใหญ่ อธิบายว่าโรคเบาหวานเกิดจากความไม่สมดุลของธาตุไฟ โดยมีสาเหตุสำคัญจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม อาการทางคลินิกที่พบบ่อย ได้แก่ อาการชาปลายมือปลายเท้า แผลหายช้า เหงื่อออกมากผิดปกติ และกระหายน้ำบ่อย แพทย์แผนไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งรายงานว่าใช้แนวทางการรักษาแบบบูรณาการ โดยผสมผสานการแพทย์แผนไทยกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดของแพทย์แผนปัจจุบัน ในด้านหัตถการทางการแพทย์แผนไทย พบว่าการประคบสมุนไพรและการอบไอน้ำสมุนไพรได้รับการใช้บ่อยกว่าการจ่ายยาสมุนไพร ตำรับยาเบญจกูล ตรีผลา และมะระขี้นก เป็นสมุนไพรที่ถูกสั่งจ่ายบ่อยที่สุด เกือบครึ่งหนึ่งของแพทย์แผนไทยรายงานว่ามีความเชื่อมั่นในระดับสูงถึงสูงมากในการให้บริการดูแลผู้ป่วยเบาหวานตามแนวทางการแพทย์แผนไทย นอกจากนั้นผู้ปฏิบัติงานได้สะท้อนถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนยาสมุนไพรมาตรฐาน และความไม่เพียงพอของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทย ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติที่มีความเป็นมาตรฐานแต่ยืดหยุ่น สามารถบูรณาการการแพทย์แผนไทยร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ควบคู่กับการสนับสนุนเชิงนโยบายที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการดูแลผู้ป่วยเบาหวานอย่างยั่งยืนและเป็นองค์รวมในระดับบริการปฐมภูมิ</p> อรทัย เนียมสุวรรณ วรรณภา หยงสตาร์ วัฒนา ชยธวัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 1 22 การพัฒนาและประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แท่งอโรมาติกบาล์ม น้ำมันไพลผสมน้ำมันกระดูกไก่ดำ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/279789 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันไพลและน้ำมันกระดูกไก่ดำ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แท่งอโรมาติกบาล์มน้ำมันไพลและกระดูกไก่ดำ และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันกระดูกไก่ดำและน้ำมันไพลด้วยวิธี HS-SPME-GC–EI/MS พบว่า น้ำมันกระดูกไก่ดำมี Camphor มากที่สุด รองลงมาคือ 2-Heptanone และ Butylated Hydroxytoluene ตามลำดับ น้ำมันไพลมี Terpinen-4-ol มากที่สุด รองลงมา Sabinene และ γ-Terpinene ตามลำดับ ซึ่งเป็นสารกลุ่ม Monoterpene และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จากนั้นนำน้ำมันดังกล่าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แท่งอโรมาติกบาล์มน้ำมันไพลผสมน้ำมันกระดูกไก่ดำ จำนวน 3 สูตร ศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและความคงตัวของผลิตภัณฑ์ด้วยวิธี heating-cooling cycle จำนวน 6 รอบ และประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช. 770/2548 พบว่า สูตรที่ 3 มีคุณสมบัติทางกายภาพและความคงตัวเหมาะสมที่สุด คือ เนื้อผลิตภัณฑ์มีลักษณะกึ่งแข็ง ไม่แยกชั้น ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึมผ่านผิวหนังได้ง่าย มีค่า pH เท่ากับ 5.5 การประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แท่งอโรมาติกบาล์มน้ำมันไพลผสมกระดูกไก่ดำ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่มีอาการปวดบริเวณ คอ บ่า ไหล่ ซึ่งมารับบริการในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จำนวน 125 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาพบว่า มีความพึงพอใจต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมากที่สุด (4.72±0.07) ความพึงพอใจต่อเนื้อผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมากที่สุด (4.72±0.19) ความพึงพอใจต่อสีของผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมากที่สุด (4.75±0.07) ความพึงพอใจต่อกลิ่นของผลิตภัณฑ์เชิงบวกอยู่ในระดับมากที่สุด (4.35±0.90) โดยกลิ่นของผลิตภัณฑ์ทำให้รู้สึกดี กระปรี้กระเปรา สดชื่น ผ่อนคลาย ตื่นตัว และความพึงพอใจด้านการใช้ผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมากที่สุด (4.72±0.11) ผลิตภัณฑ์มีรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมในการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ และควรมีการศึกษาประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ในเชิงคลินิกต่อไป</p> กชกร สุขจันทร์ อินทนูจิตร กมลชนกรณ์ บัวศรี กรกนก พรหมณี พิชชาภา แซ่ตัน ฟิรดาว เหมมัน ธนพร อิสระทะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 23 40 การศึกษาชีวกลศาสตร์และสมบัติวัสดุของเครื่องจักสาน "งูกินเขียด" จากผักตบชวา เพื่อการประยุกต์ใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยดึงนิ้วสำหรับบำบัดโรคลมปลายปัตฆาตและนิ้วล็อก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/279982 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการทำงานทางชีวกลศาสตร์ของเครื่องเล่นภูมิปัญญาไทย "งูกินเขียด" และเปรียบเทียบคุณสมบัติทางวัสดุศาสตร์ระหว่างตอกไม้ไผ่และเส้นใยผักตบชวา เพื่อประเมินศักยภาพในการพัฒนาเป็นอุปกรณ์ช่วยดึงนิ้วสำหรับลดอาการปวดและแก้ไขภาวะข้อติดในการแพทย์แผนไทยและเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยดำเนินการวิเคราะห์โครงสร้างการถักทอแบบเกลียวด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมุมถักกับแรงบีบในแนวรัศมี ตามหลักการเปลี่ยนแปลงแรงดึงในแนวแกนให้เป็นแรงบีบอัด รวมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบค่ามอดุลัสของยังและลักษณะพื้นผิวระหว่างไม้ไผ่และผักตบชวาจากข้อมูลทุติยภูมิและทฤษฎีแรงเสียดทาน ผลการศึกษาพบว่าโครงสร้างสานแบบงูกินเขียดทำงานสอดคล้องกับหลักการทางฟิสิกส์ด้านการขยายตัวของโครงสร้างตาข่ายและปรากฏการณ์ล็อกด้วยแรงเสียดทาน ในด้านวัสดุศาสตร์พบว่าเส้นใยผักตบชวามีค่ามอดุลัสของยังประมาณ 6-8 จิกะพาสคัล ซึ่งต่ำกว่าไม้ไผ่ที่ระดับ 10-30 จิกะพาสคัล อยู่ประมาณ 3-4 เท่า แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่สูงกว่า ประกอบกับมีลักษณะโครงสร้างจุลภาคแบบฟองน้ำที่ช่วยกระจายแรงกดได้สม่ำเสมอ คุณสมบัติดังกล่าวจึงมีแนวโน้มที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภยันตรายต่อเนื้อเยื่อและภาวะขาดเลือดเฉพาะที่ได้เหมาะสมกว่าวัสดุที่มีความแข็งเกร็งสูง โดยสรุป ภูมิปัญญาการสานงูกินเขียดจากผักตบชวามีคุณสมบัติเชิงกลที่สามารถปรับแรงบีบรัดได้ตามแรงดึง สอดคล้องกับกลไกการรักษาโรคลมปลายปัตฆาตบริเวณนิ้วมือตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเป็นอุปกรณ์ทางกายภาพบำบัดทางเลือกที่มีความปลอดภัยและเหมาะสมกับสรีรวิทยาของมนุษย์</p> วัชรินกร เมฆลา โสภาพรรณ แก้วหาญ วนิดา พิมพ์เพ็ชร์ เจษฎา จันทร์ผา วราภรณ์ บุตรจันทร์ สถิตย์ อรุณแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 41 52 การพัฒนาชุดอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับดูแลแม่หลังคลอดด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/280163 <p>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับดูแลแม่หลังคลอดด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทยประเมินผลการใช้ชุดอุปกรณ์และประเมินความพึงพอใจของแพทย์แผนไทยต่อชุดอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับดูแลแม่หลังคลอดด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation research) ผ่านสถานการณ์จำลองร่วมกับการสนทนากลุ่มกับอาจารย์แพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลแม่หลังคลอด จำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่าชุดอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับดูแลแม่หลังคลอดด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย 1) ชุดการบริหารเลือดลม 2) ชุดการกระตุ้นการไหลของน้ำนม 3) ชุดการอบไอน้ำสมุนไพร 4) ชุดการนั่งถ่าน 5) ชุดการพันผ้ารัดหน้าท้อง และ 6) คู่มือการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว มีผลการประเมินประสิทธิภาพการใช้งาน 4 ด้าน คือ ด้านความแข็งแรง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.00±0.79 ด้านความปลอดภัย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.20±0.58 ด้านความสะดวก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30±0.55 และด้านความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.30±0.55 ซึ่งประสิทธิภาพการใช้งานทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านความพึงพอใจต่อการใช้งานมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.42±0.63 ซึ่งอยู่ในระดับมาก ดังนั้นชุดอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับดูแลแม่หลังคลอดด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทยสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพแม่หลังคลอดและเสริมศักยภาพการทำหน้าที่ของแพทย์แผนไทยในชุมชน</p> ธัญลักษณ์ ปู่คำสุข กรรณิกา นันตา ดวงนภา แดนบุญจันทร์ กัญญารัตน์ สุจริต จินตนา นันต๊ะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 53 68 คุณภาพการบริการ ความพึงพอใจ และความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำของผู้รับบริการในคลินิกการแพทย์แผนไทย: การประยุกต์ใช้แบบจำลอง SERVQUAL https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/280499 <p>การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพบริการ ความพึงพอใจ และความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำของผู้รับบริการคลินิกการแพทย์แผนไทย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสกลนคร ภายใต้กรอบแบบจำลอง SERVQUAL กลุ่มตัวอย่างจำนวน 114 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นรายมิติอยู่ระหว่าง 0.82-0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าทีแบบจับคู่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สหสัมพันธ์เพียร์สัน การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่าน ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้คุณภาพบริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.70) ขณะที่ความคาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.28) ช่องว่างคุณภาพบริการทุกมิติมีค่าเป็นลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยมิติด้านสิ่งที่จับต้องได้มีช่องว่างกว้างที่สุด (–0.76) อายุ ระดับการศึกษา และความถี่ในการใช้บริการสัมพันธ์กับการรับรู้คุณภาพบริการอย่างมีนัยสำคัญ คุณภาพบริการทั้ง 5 มิติร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจได้ร้อยละ 54.8 และของความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำได้ร้อยละ 46.2 โดยมิติด้านการเอาใจใส่ (β = 0.32) และด้านการให้ความมั่นใจ (β = 0.24) เป็นตัวทำนายความพึงพอใจที่มีนัยสำคัญ การวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านพบว่าความพึงพอใจทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านแบบบางส่วนระหว่างคุณภาพบริการกับความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำ โดยอิทธิพลทางอ้อมคิดเป็นร้อยละ 41.8 ของอิทธิพลรวม สรุปได้ว่า การเอาใจใส่ผู้ป่วยเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับความพึงพอใจในบริการการแพทย์แผนไทย และความพึงพอใจเป็นกลไกเชื่อมโยงไปสู่ความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำ ผลการศึกษาอาจเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการพัฒนาคุณภาพบริการในระดับหน่วยบริการ</p> ศศินภา หัศกรรจ์ ธีรารัตน์ พลราชม รณชัย ภูวันนา ปรเมษฐ์ พรหมพินิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 69 90 ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส และแอลฟาอะไมเลส ของสารสกัดจากใบสะค้าน (Piper interruptum Opiz.) https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/280828 <p>สะค้าน (<em>Piper interruptum</em> Opiz.) ถือว่าเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีประวัติการใช้ประโยชน์ทางสุขภาพมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีต ในการศึกษานี้ครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณสารประกอบพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และประสิทธิภาพในการยับยั้งเอนไซม์แอลฟากลูโคซิเดส (α-glucosidase) และแอลฟาอะไมเลส (α-amylase) ของสารสกัดจากใบสะค้านที่เก็บจากอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ถูกทำให้แห้ง ก่อนที่จะบดเป็นผงละเอียด และสกัดด้วยเอทานอล 95% โดยวิธีการแช่เป็นเวลา 7 วัน จากนั้นนำสารสกัดไประเหยตัวทำละลายด้วยเครื่อง rotary evaporator เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ฤทธิ์ทางชีวภาพต่อไป </p> <p>จากการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญพบว่าสารสกัดมีปริมาณฟลาโวนอยด์รวมและฟีนอลิกรวมอยู่ที่ 269.559 ± 6.979 mgQE/gDW และ 182.836 ± 10.155 mgGAE/gDW ตามลำดับ อีกทั้งสารสกัดที่ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ยังสามารถต้านอนุมูลอิสระด้วยการทดสอบ DPPH ได้ร้อยละ 50.29 ± 2.44 นอกจากนี้ สารสกัดยังแสดงคุณสมบัติที่โดดเด่นในการยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase ได้ในระดับสูงถึงร้อยละ 62.688 ± 0.805 และเอนไซม์ α-amylase ในระดับที่ต่ำกว่าที่ร้อยละ 27.84 ± 0.004 รูปแบบการออกฤทธิ์ที่จำเพาะเจาะจงนี้ถือว่ามีแนวโน้มในการพัฒนาเป็นสารควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากสามารถชะลอการดูดซึมกลูโคสได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องอืด ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของใบสะค้านในการนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อการจัดการภาวะน้ำตาลในเลือดสูง</p> ธันวัฒน์ ประสพหมู่ ณัฑพร มโนใจ สมพล คนเพียร กุสุมาพร สุราษฎร์ ศุภกิจ เจริญพุทธมงคล ปฏิมาภรณ์ มีแก้ว วีรินทร์รดา จันทร์ยิ้ม ชลลดา อินเสาร์ นัฏฐพัชร์ สิงห์โตทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 91 106 ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส เอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส และการเกิดแอดวานซ์ไกลเคชั่นเอนด์โปรดักส์ของสารสกัดเอทานอลจากเมล็ดมะปราง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/281176 <p>โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเมตาบอลิซึมที่มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังและการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการสะสมของแอดวานซ์ไกลเคชันเอนด์โปรดักส์ (Advanced Glycation End-Products; AGEs) การยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ แอลฟา-อะไมเลส และแอลฟา-กลูโคซิเดส รวมถึงการยับยั้งการเกิด AGEs จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการควบคุมโรคเบาหวาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดเอทานอลจากเมล็ดมะปราง (<em>Bouea macrophylla</em>) ต่อการยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส แอลฟา-กลูโคซิเดส และการเกิด AGEs ในหลอดทดลอง สารสกัดเตรียมโดยการสกัดด้วยเอทานอล 75% และการวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมดำเนินการด้วยวิธิโฟลิน-ซิโอคาลทู (Folin-Ciocalteu method) ส่วนการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ใช้วิธี pNPG-based และ DNS Colorimetric assay และการประเมินฤทธิ์ยับยั้งการเกิด AGEs ใช้แบบจำลองในระบบ BSA-ribose ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดเอทานอล 75% จากเมล็ดมะปราง(MPSE)มีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมเท่ากับ 391.03±7.49 mg GAE/g extract โดยแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส ได้ดี (IC<sub>50</sub> = 6.65±0.48 µg/mL) และสาร pentagalloyl glucose (PGG) มีฤทธิ์สูงที่สุด (IC<sub>50</sub> = 3.02±0.27 µg/mL) ขณะที่การยังยั้งเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลสอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง นอกจากนี้ MPSE และ PGG ยังแสดงฤทธิ์ยับยั้งการเกิด AGEs ในระบบBSA-ribose ได้ในระดับปานกลาง ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงถึงศึกยภาพของ MPSE และสารประกอบหลักอย่างPGG ในการควบคุมน้ำตาลและยับยั้งการเกิดไกลเคชั่นในหลอดทดลอง อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในสัตว์ทดทองและในมนุษย์เพื่อยืนยันศักยภาพในการรักษาต่อไป</p> ปรรณณวัชญ์ ไชยวัฒนนันทน์ ยุพา งานโคกสูง กตัญชลี ห่วงเอี่ยม วิชิดา หล้าสมศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 107 120 การทดสอบคุณสมบัติทางเคมีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกายจากลูกยอของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเพื่อสุขภาพบ้านเฮา ตำบลบ้านโคก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/281230 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดลูกยอ (<em>Morinda citrifolia</em> L.) รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่เหลวสำหรับทำความสะอาดผิวกาย โดยสกัดผงลูกยอด้วย เอทานอล ได้ร้อยละผลผลิตของสารสกัด (extraction yield) เท่ากับ 33.01 ผลการวิเคราะห์พบว่าสารสกัดมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมเท่ากับ 85.89 ± 0.04 มิลลิกรัมสมมูลกรดแกลลิกต่อกรัมสารสกัด และปริมาณฟลาโวนอยด์รวมเท่ากับ 76.56± 1.75 มิลลิกรัมสมมูลเควอซิทินต่อกรัมสารสกัด การวิเคราะห์ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) ตรวจพบสารสำคัญ ได้แก่ gallic acid และ quercetin ในปริมาณ 45.43 และ 16.80 ไมโครกรัมต่อกรัมสารสกัด ตามลำดับ การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระพบว่าสารสกัดมีค่า FRAP และ DPPH เท่ากับ 73.64 ± 0.42 และ 56.06 ± 1.44 มิลลิกรัมสมมูลโทรลอกซ์ต่อกรัมสารสกัด ตามลำดับ ขณะที่ค่าความเข้มข้นที่สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 (IC<sub>50</sub>) เท่ากับ 824.9 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ผลิตภัณฑ์สบู่เหลวที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะเป็นของเหลวใสสีเหลือง โดยมีค่า pH อยู่ในช่วง 5.00–5.20 ซึ่งใกล้เคียงกับค่า pH ตามธรรมชาติของผิวหนังมนุษย์ จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกาย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าสารสกัดลูกยอมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกายที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและมีความเหมาะสมต่อสภาพผิว</p> นวรัตน์ มีชัย กัญญารัตน์ เดือนหงาย สุภาพร วิสุงเร ศุมาลิณ ดีจันทร์ อาทิตย์ หู้เต็ม ผกามาศ ปะระทัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 121 138 การพัฒนาและประเมินคุณภาพแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลู https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/281768 <p>งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลู เพื่อทดสอบความคงสภาพของแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลู และเพื่อประเมินความพึงพอใจในลักษณะของแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลู โดยผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาแผ่นแปะพื้นฐานทั้งหมด 5 สูตร และจากแผ่นแปะจากจากสารสกัดใบพลูทั้งหมด 4 สูตร ซึ่งใช้ตัวยาจากสมุนไพรใบพลูที่สกัดด้วยการหมักกับตัวทำละลายเอทานอล 95% ในความเข้มข้นต่างกันที่ 0.5%, 1%, 1.5% และ 2% จากนั้นทำการทดสอบความคงสภาพของแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลู ในสภาวะเร่ง (Heating and cooling cycle) และทดสอบความคงสภาพในสภาวะจริง โดยทำการประเมินลักษณะทางกายภาพและเคมี จากนั้นทำการศึกษาระดับความพึงพอใจของอาสาสมัคร จำนวน 30 คน ในการประเมินลักษณะของแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลู โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft Excel หาค่าเฉลี่ย 𝑥̄ และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD จากแบบประเมินความพึงพอใจต่อแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลู</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลู สูตรที่ 2 ซึ่งใช้สารก่อเจล HPMC 3% Gelatin 10% โดยน้ำหนัก และมีความเข้มข้นของสารสกัดที่ 1% โดยน้ำหนัก เป็นสูตรตำรับที่ดีที่สุด มีลักษณะทางกายภาพเป็นเนื้อสัมผัสกึ่งแข็ง มีสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นที่ดีตามธรรมชาติ ค่า pH เท่ากับ 6 ไม่เกิดการแยกชั้น ไม่มีตะกอน โดยผลการประเมินความพึงพอใจของอาสาสมัคร พบว่า แผ่นแปะจากสารสกัดใบพลูมีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้ได้ง่ายและสะดวกในการใช้งาน มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ด้านกลิ่นที่ดีของแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลูมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านสีที่ดีของแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลูมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ด้านลักษณะไม่มีตะกอนหรือมีการแยกชั้นของแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลูมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านความยืดหยุ่นของแผ่นแปะจากสารสกัดใบพลูมีระดับความพึงพอใจในระดับมาก ผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญและสนใจในการพัฒนาแผ่นแปะจากสมุนไพรใบพลู เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สามารถลดอาการปวดได้</p> นันทิกานต์ พิลาวัลย์ อมรรัตน์ รุ่งนามประเสริฐ สรยุทธ์ เรืองประทีป นันทิยา คชเกร็ง กรรณิกา นาทัน ปิยธิดา ผาจวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 139 154 การศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยจากสารสกัดสมุนไพรผักเสี้ยนผีในตำรับยาเกร็ดของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/276473 <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดผักเสี้ยนผีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์บาล์มต้นแบบสมุนไพรแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยและศึกษาความคงสภาพทางกายภาพของผลิตภัณฑ์บาล์มสมุนไพรที่มีส่วนผสมสารสกัดผักเสี้ยนผีดำเนินการวิจัยโดยนำผักเสี้ยนผีมาสกัดด้วยเหล้าขาว (40 ดีกรี) และน้ำมะนาว ไปทดสอบหาปริมาณฟีนอลิกรวม ทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ นำผลการทดลองมาเลือกสารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด จากนั้นนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บาล์มต้นแบบพร้อมกับทดสอบความคงสภาพของผลิตภัณฑ์บาล์มสมุนไพรผักเสี้ยนผี อุณหภูมิร้อน-เย็น สลับกัน 15 วัน และ อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 1 เดือน ผลการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพผ่านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดผักเสี้ยนผีสกัดด้วยน้ำมะนาวมีปริมาณฟีนอลิกรวมเท่ากับ 0.01 ± 0.01 mg/g ของสารสกัดหยาบ และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเท่ากับ 0.056 ± 0.01 mg/mL และมีค่าการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH (IC<sub>50 </sub>= 0.03 ± 0.02 mg/mL), (FRAP = 0.19 ± 0.01 mg Trolox equivalent/g extract) ผลของสารสกัดผักเสี้ยนผีที่สกัดด้วยเหล้ามีปริมาณฟีนอลิกรวม มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ น้อยกว่าสารสกัดที่สกัดด้วยน้ำมะนาวทุกการทดลอง นอกจากนี้ผลในการทดสอบความคงสภาพของผลิตภัณฑ์บาล์มสมุนไพรผักเสี้ยนผีพบว่าสูตรที่ 4 เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องและอุณภูมิร้อน-เย็นสลับกัน สามารถรักษาความคงสภาพของผลิตภัณฑ์บาล์มสมุนไพรผักเสี้ยนผีได้ดี การศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบถึงฤทธิ์ทางชีวภาพของผักเสี้ยนผีเพื่อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บาล์มเพื่อแก้สัตว์มีพิษกัดต่อยต่อไป</p> ปราชญา สุขนิลทา ศรัณย์ ฉวีรักษ์ สุกัญญา จินามณี กฤษณะ แอลมีด้า สุภัทรา กลางประพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหมอยาไทยวิจัย 2026-07-01 2026-07-01 12 1 155 166