วารสารหมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm <p><span lang="TH">วารสารหมอยาไทยวิจัย เป็นวารสารวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์พื้นบ้าน ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ </span>(Peer review) พิจารณาบทความละ 3 คนต่อ 1 เรื่อง ในรูปแบบ Double blind</p> th-TH Mon, 05 Feb 2024 07:02:05 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาวิธีการปลูกขอบชะนางแดงเพื่อลดการปนเปื้อนและการประหยัดพื้นที่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/260672 <p>ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งวัตถุดิบสมุนไพร เนื่องจากพื้นที่การเกษตรปนเปื้อนสารเคมีและมลพิษ ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพต่ำและเกิดความเสี่ยงต่อผู้บริโภค ดังนั้นการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการเพาะปลูกพืชสมุนไพรในพื้นที่จำกัดที่สามารถควบคุมการปนเปื้อนได้ โดยการควบคุมปัจจัยการเจริญเติบโตของสมุนไพร ผลการศึกษาพบว่า ขอบชะนางแดงเป็นพืชประเภทล้มลุกขนาดเล็กที่สามารถเพาะปลูกได้ 2 รูปแบบในพื้นที่จำกัด ได้แก่ การปลูกแบบกระบะและแบบชั้น โดยการปลูกทั้ง 2 รูปแบบใช้พื้นที่รูปแบบละ 1X1.5 เมตร สามารถควบคุมการปนเปื้อนสารเคมีได้โดยการใช้ดินปรุงที่มีส่วนประกอบของดิน ทรายและขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 2:1:1 และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีส่วนประกอบของใบไม้แห้ง มูลวัวและ จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ(EM)เจือจางในอัตราส่วน 1:1:1 ร่วมกับการรดน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของพืช เมื่อครบเวลา 4 เดือนสามารถเก็บเกี่ยวขอบชะนางแดงทั้งต้นไปใช้ในการปรุงยารักษาโรคต่างๆ ได้ โดยการปลูกแบบกระบะและแบบชั้นให้ผลผลิตจำนวน 3.43 และ 4.12 กิโลกรัม ตามลำดับ การประเมินคุณภาพทางกายภาพและการปนเปื้อนพบว่า ขอบชะนางแดงที่ทำการเพาะปลูกแบบกระบะและแบบชั้นมีลักษณะสัณฐานวิทยา สี กลิ่น รสและการพิสูจน์เอกลักษณ์โดยเทคนิคโครมาโตกราฟีผิวบางตรงกับขอบชะนางแดงมาตรฐาน นอกจากนี้ยังพบว่าการปนเปื้อนของโลหะหนักและเชื้อจุลินทรีย์ของขอบชะนางแดงไม่เกินค่ามาตรฐานที่อนุญาตโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด</p> พรพรรณ ก้อใจ, นคร จันต๊ะวงษ์, ทวีศักดิ์ หลีแก้วสาย Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/260672 Sun, 26 Nov 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดใบมะขามที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำและเอทานอล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/261240 <p>การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดใบมะขามด้วยการสกัดด้วยน้ำ การสกัดด้วยเอทานอล 70%และเอทานอล 95% เป็นการศึกษาเพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาตำรับน้ำมันมะขามของวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย<br />อภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีส่วนประกอบของใบมะขามเป็นยาหลักมีสรรพคุณในการช่วยบรรเทาอาการปวดตามกล้ามเนื้อ จึงนำใบมะขามสดมาสกัดด้วยตัวทำละลายที่แตกต่างกัน นำสารสกัดทั้งหมดมาศึกษาฤทธิ์<br />การต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ FRAP รวมถึงหาปริมาณสารกลุ่มฟีนอลิกด้วยวิธี Folin-Ciocalteuการศึกษาพบว่า การสกัดใบมะขามด้วยน้ำให้สารสกัดมากที่สุด (ร้อยละ 5.857) สารสกัดของใบมะขามที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงสุดด้วยวิธี DPPH คือ สารสกัดเอทานอล 70%ของใบมะขาม (EC<sub>50</sub>± SEM = 13.42±0.54 µg/ml) ซึ่งพบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าสารมาตรฐาน สารสกัดของใบมะขามที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงสุดด้วยวิธี FRAP คือ สารสกัดเอทานอล 95% (FRAP value = 203.42±0.64 mgFe<sup>2+</sup>/gextract และ TEAC value = 95.78±0.28 mgTrolox/gextract) และสารสกัดเอทานอล 70% ของใบมะขามมีปริมาณของสารฟีนอลิกรวมสูงที่สุด (136.64±3.55 mg GAE/gextract) จากการศึกษาพบว่าการสกัดใบมะขามด้วยตัวทำละลายต่าง ๆ มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระและมีปริมาณฟีนอลิกรวม อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาฤทธิ์อื่น ๆ เพิ่มเติมรวมถึงการศึกษาทางคลินิกต่อไป</p> ธันทิชา ชะโลธาร, สรรใจ แสงวิเชียร, ศุภะลักษณ์ ฟักคํา, กริยาภา หลายรุ่งเรือง, ปิยะนุช ทิมคร; เจมส์ พึ่งผล Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/261240 Sun, 26 Nov 2023 00:00:00 +0700 องค์ความรู้การนวดไทยและการใช้ยาสมุนไพรในการรักษาอาการทางกระดูกและกล้ามเนื้อ: กรณีศึกษาหมอพื้นบ้าน หมออุเส็น วงศ์นิรัตน์ จังหวัดสงขลา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/261392 <p>วิจัยเชิงคุณภาพ (แบบกรณีศึกษา) นี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภูมิหลังและรวบรวมองค์ความรู้ด้าน การนวดไทยและการใช้ยาสมุนไพรในการรักษาอาการระบบกระดูกและกล้ามเนื้อของหมออุเส็น วงศ์นิรัตน์ ตำบลหัวเขาแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โดยมีคุณสมบัติ คือ 1) มีประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการทางการแพทย์แผนไทยมากกว่า 15 ปี 2) ใช้การนวดและใช้ยาสมุนไพรรักษาผู้ป่วยที่มีอาการความผิดปกติของระบบกระดูกและกล้ามเนื้ออย่างน้อย 10 ปี และปัจจุบันยังคงทำการรักษา 3) เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง 4) ยินยอมให้เก็บข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารและแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ผลการวิจัยพบว่า อาการทางกระดูกและกล้ามเนื้อที่พบบ่อยและใช้การนวดรักษาเป็นหลักร่วมกับการจ่ายยาสมุนไพร ได้แก่ อัมพฤกษ์ อัมพาต หมอนรองกระดูกทับเส้น อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก โดยใช้เทคนิคการกดเขี่ยเส้นเพื่อกระตุ้นประสาท การกดคลึงและกดรีดเพื่อคลายกล้ามเนื้อ และการกดค้างเพื่อเพิ่มระบบไหลเวียนโลหิต ตำรับยาสำหรับใช้รักษาอาการระบบกระดูกและกล้ามเนื้อมีทั้งหมด 14 ตำรับ พบว่า สมุนไพรหลักจะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดไข้ และลดปวด</p> ธนพร อิสระทะ, กชกร อินทนูจิตร, วัชราภรณ์ พัทคัน, ณฐวรท บุญรัตนา Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/261392 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร: กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยพะเยา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/263914 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร<br />ของพนักงานมหาวิทยาลัยพะเยา กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 334 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบโควตาวิเคราะห์ข้อมูล<br />โดยใช้จำนวน ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสถิติไคสแควร์และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ร้อยละ 69.5 คน ช่วงอายุอยู่ระหว่าง <br />31-40 ปี ร้อยละ 53.5 สำเร็จการศึกษาอยู่ในระดับสูงกว่าปริญญาตรีมากที่สุด ร้อยละ 50.3 มีคะแนนความรู้ คะแนนทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เท่ากับ12.42 ± 4.098, 25.34± 3.678และ19.49 ± 3.788 ตามลำดับระดับคะแนนความรู้ในการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 49.4ระดับคะแนนทัศนคติ และคะแนนพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 63.5 และร้อยละ 61.7ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่า ความรู้และทัศนคติ รวมถึงปัจจัยส่วนบุคคล(สถานภาพการทำงาน)มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของกลุ่มตัวอย่าง ดังนั้น ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการรับรู้ประโยชน์ของการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรในการดูแลตนเอง ทำให้เกิดทัศนคติที่ดี อันจะนำไปสู่การเกิดพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ดีและถูกต้องมากยิ่งขึ้น</p> แสงเทียน กระภูฤทธิ์, ศศิวิมล บุตรสีเขียว, น้ำเงิน จันทรมณี, มนชนก ชูวรรธนะปกรณ์, จาตุรนต์ กัณทะธง Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/263914 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 สหสัมพันธ์ของจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265282 <p>โรคอ้วนเกิดขึ้นเมื่อมีปริมาณไขมันในร่างกายที่มากเกินไป อาจก่อให้เกิดโรคและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ การศึกษาสหสัมพันธ์ข้อมูลอนุกรมเวลาจำนวนผู้ป่วยในสี่โรคจากข้อมูลสถิติผู้ป่วยในของประเทศไทยจากสรุปรายงานการป่วยของกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ พ.ศ. 2564 ย้อนไป พ.ศ. 2555 จำนวน 10 ปี พบว่าเมื่อวิเคราะห์โดยใช้สหสัมพันธ์สเปียร์แมนของจำนวนผู้ป่วยในโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยในโรคเบาหวาน และกับจำนวนผู้ป่วยในโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ 0.964 (p-value &lt; .001) และ 0.952 (p-value &lt; .001) ตามลำดับ จำนวนผู้ป่วยในโรคเบาหวานและจำนวนผู้ป่วยในโรคความดันโลหิตสูงมีสหสัมพันธ์สเปียร์แมนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ 0.998 (p-value &lt; .001) ส่วนจำนวนผู้ป่วยในโรคหัวใจกับจำนวนผู้ป่วยในโรคอ้วน จำนวนผู้ป่วยในโรคเบาหวาน และจำนวนผู้ป่วยในโรคความดันโลหิตสูง มีสหสัมพันธ์กันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่าสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน เท่ากับ -0.442 (p-value = 0.204 ) -0.370 (p-value = 0.296) และ -0.394 (p-value = 0.263) ตามลำดับกล่าวได้ว่าจำนวนผู้ป่วยในโรคอ้วนมีความสัมพันธ์ในระดับสูงกับจำนวนผู้ป่วยในโรคเบาหวาน และจำนวนผู้ป่วยในโรคความดันโลหิตสูง</p> วัฒนา ชยธวัช, ศุภรัศมิ์ อัศวพรธนภัทร์, จันทนา ปราการสมุทร, ขนิษฐา นาคเกลี้ยง Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265282 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาองค์ความรู้ของหมอพื้นบ้านจังหวัดพิจิตร: กรณีศึกษา นายมนัส สุทธิกาศ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265608 <p>จากการสำรวจของคณะผู้วิจัย มีหมอพื้นบ้านเป็นที่ยอมรับของชุมชน คือ นายมนัส สุทธิกาศ มีความชำนาญในการรักษาโรคได้รับขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ สาขาเวชกรรมไทย (ค) และเป็นหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2562 คณะผู้วิจัยจึงสนใจศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิหลัง องค์ความรู้ แนวทางการรักษาของหมอพื้นบ้าน จังหวัดพิจิตรกรณีศึกษานายมนัส สุทธิกาศระเบียบวิจัยคือใช้กลุ่มตัวอย่าง เป็นแบบเจาะจง ศึกษาจากนายมนัส สุทธิกาศระยะเวลาการเก็บข้อมูลช่วงเวลา 09.00–12.00 น. จำนวน 5 ครั้ง แต่ละครั้ง 3 ชั่วโมงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสัมภาษณ์เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ สังเกต ตอบแบบสอบถาม บันทึกภาพนิ่ง บันทึกภาพเคลื่อนไหว การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักการวิจัยเชิงคุณภาพและเขียนรายงานการวิจัยเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า นายมนัส สุทธิกาศภูมิหลังภูมิลำเนาเดิมจังหวัดนครสวรรค์นำเอาองค์ความรู้จากบรรพบุรุษมาใช้ในการดูแลสุขภาพของตนเองและชุมชน การสืบถอดองค์ความรู้จากบิดา ชื่อนายเชื้อ สุทธิกาศด้านการใช้ยาสมุนไพร ด้านพิษงูและแมลงสัตว์กัดต่อย ด้านการนวด ด้านกระดูกหักควบคู่กับการใช้พิธีกรรมและคาถา สมุนไพรที่ใช้ คือ ต้นคราม เสลดพังพอนตัวผู้และน้ำมันมะพร้าว ความรู้มาใช้ในแต่ละรูปแบบและประสบการณ์เคยรักษาผู้ป่วยในชุมชนด้วยการนวดเขี่ยเส้น ใช้ยาฝน ใช้น้ำมันทา พ่น/เป่า ปลุกเสกน้ำมัน ต่อกระดูก คลึงกระดูก เป็นต้น องค์ความรู้นี้จะเป็นแหล่งข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านรักษาโรคและการดูแลสุขภาพของหมอพื้นบ้านในชุมชนรวบรวมข้อมูลด้วยหลักการวิจัยเชิงคุณภาพ สรุปผลและเขียนรายงานการวิจัยเชิงพรรณนาต่อไป</p> ชลชิด คำพันธ์, ฉลองรัฐ ทองกันทา, นิพนธ์ แก้วต่าย, ภิญญาพัชญ์ พุฒจ้อย, พิพัฒน์ แก้วอุดม, เพชรลดา เขื่อนเก้า, สุพิชฌาย์ เหงาจิ้น Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265608 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย: กรณีศึกษาพื้นที่ตำบลบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265887 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ความรู้ รูปแบบภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอด ในพื้นที่ตำบลบ้านจีต อำเภอกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี วิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research design) กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน ประกอบด้วยหมอพื้นบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ หมอตำแย หญิงหลังคลอด เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยเครื่องมือวิจัย โดยใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาวิจัยพบว่าการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดในท้องถิ่นมี 4 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบการอยู่ไฟหลังคลอด จะเป็นการใช้ถ่านอยู่ข้างแคร่ มีสมุนไพร 3 ชนิดที่ใช้ปูรองพื้น ประกอบด้วย ใบหนาด ใบเปล้าใหญ่ และใบมะขาม เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น มดลูกเข้าอู่ ร่วมกับการนั่งถ่าน การใช้ยาสมุนไพร การอาบน้ำสมุนไพร และการให้คำแนะนำสำหรับมารดาหลังคลอด 2) รูปแบบการอยู่กรรมเย็น จะมีการดื่มยาสมุนไพร โดยใช้ยารากไม้ 4 ราก เพื่อช่วยบำรุงน้ำนม ร่วมกับการอาบน้ำสมุนไพร และการให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ 3) รูปแบบการใช้ตำรับยาสมุนไพรจากองค์ความรู้ของภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบด้วยยาสมุนไพรสำหรับนั่งถ่าน ยาสมุนไพรสำหรับดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย และยาสมุนไพรที่ใช้สำหรับอาบให้กับมารดาหลังคลอด และ 4) รูปแบบการดูแลสุขภาพมารดาหลังคลอดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลกู่แก้ว มีการอบสมุนไพร การทับหม้อเกลือ การนั่งถ่าน การประคบสมุนไพร การนวดกระตุ้นน้ำนม การนวดแบบราชสำนักทั่วร่างกายเพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย จากการรวบรวมองค์ความรู้พบว่ายังคงสืบทอดจนถึงปัจจุบัน และได้มีการประยุกต์ให้มีการบริการในโรงพยาบาลอีกด้วย</p> กัญจนภรณ์ ธงทอง, ศิรินทิพย์ คำมีอ่อน, ลักขณา พุทธรักษ์, โชติกา โพธิไพสนธ์, เพชรัตน์ รัตนชมภู, นันทิกานต์ พิลาวัลย์, สมบูรณ์ เจตลีลา, ศิตานันท์ วรรณเสน Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265887 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 ผลสัมฤทธิ์ในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงด้วยสมุนไพรตามแนวคิดการแพทย์แผนไทย: การศึกษาย้อนหลัง จากการทบทวนข้อมูลจากเวชระเบียน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265955 <p>การรักษาด้วยสมุนไพรมีบทบาทมากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตามผลวิจัยเชิงประจักษ์ในประสิทธิผลของยาสมุนไพรในการรักษาไวรัสโควิด-19ยังมีจำกัดแม้ว่าวัคซีนและยาต้านไวรัสเป็นมาตรการหลักในการต้านไวรัสยาสมุนไพรยังคงเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพในการรับมือกับการระบาดของไวรัสอีกในอนาคตการศึกษานี้ใช้กระบวนการวิจัยทบทวนเวชระเบียนย้อนหลังในผู้ป่วย 101 รายที่ได้รับการรักษาด้วยตำรับสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ณ คลินิกแพทย์แผนไทย ตำรับที่ใช้เป็นสูตรจากแนวคิดการแพทย์แผนไทยโดยรวมสมุนไพรจากตำรับยาห้ารากประสะเปราะใหญ่และสมุนไพรอื่นรวม 13 ชนิดผลการศึกษาพบว่าตำรับยาที่ใช้มีความปลอดภัยโดยไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงและไม่มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตระหว่างการรักษาผู้ป่วยเกือบทุกรายหายจากการติดเชื้อโดยยืนยันด้วยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการภายใน 2 สัปดาห์โดยยกเว้นผู้ป่วยสองรายที่อาการยังไม่ดีขึ้นและขอหยุดการรักษาเพื่อไปรับการรักษาด้วยวิธีอื่นสิ่งที่น่าสนใจคือไม่มีผู้ป่วยรายใดมีพัฒนาการของโรคจนเกิดภาวะปอดอักเสบผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าวิธีการรักษาด้วยสมุนไพรตำรับนี้มีความปลอดภัยและช่วยรักษาการติดเชื้อโควิด-19ที่มีอาการไม่รุนแรงได้และเป็นรายงานทางคลินิกในมนุษย์ครั้งแรกของฤทธิ์ต้านไวรัสโควิด-19 ของตำรับที่มีส่วนประกอบสมุนไพรหลักจากตำรับยาห้ารากและประสะเปราะใหญ่ รายงานผลสัมฤทธิ์จากการศึกษานี้แม้จะมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถแยกจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องได้รับการรักษา แต่คาดหวังที่จะช่วยกระตุ้นการพัฒนาและการวิจัยเพิ่มเติมในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีคุณสมบัติต้านไวรัสให้มากยิ่งขึ้น</p> Thanvisith Charoenying, Khemmawan Sitthipatsarin, Suparus Utsawapontanapat, Thaval Rerksngarm Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265955 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 ฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์แอลฟาอะไมเลสและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ของสารสกัดหมากเม่า ปลีกล้วยน้ำว้า และลูกหม่อน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265978 <p>เบาหวานเป็นกลุ่มโรคเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญอาหารเนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอหรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งมีวิธีการรักษาโรคเบาหวาน เช่น การลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยการยับยั้งเอนไซม์ย่อยอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต คือ เอนไซม์แอลฟาอะไมเลส (α-amylase enzyme)ซึ่งเป็นเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหารในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟาอะไมเลสของสารสกัดจากสมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ หมากเม่าปลีกล้วยน้ำว้าและลูกหม่อนสกัดด้วยตัวทำละลายเอทานอล70% เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นทำให้แห้งเพื่อตรวจสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH การหาปริมาณสารกลุ่มฟีนอลิกรวมด้วยวิธี Folin-Ciocalteu การหาปริมาณสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ด้วยวิธี Aluminum chlorideและฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟาอะไมเลสด้วยวิธี dinitrosalicylic acid (DNS) โดยมีอะคาร์โบสเป็นยามาตรฐานผลการวิจัยพบว่า สารสกัดทั้ง 3 ชนิดมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์แอลฟาอะไมเลสเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ สารสกัดหมากเม่าปลีกล้วยน้ำว้า และลูกหม่อน ตามลำดับ โดยสารสกัดหมากเม่ามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์แอลฟาอะไมเลสได้ดีที่สุด (%inhibition = 49.25 ± 0.86 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) รองลงมาปลีกล้วยน้ำว้า(%inhibition = 42.72 ± 1.01 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) และลูกหม่อน (%inhibition = 32.10 ± 0.12 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) เมื่อเทียบกับยาอะคาร์โบส (%inhibition = 69.59 ± 0.13 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) ดังนั้น คาดว่าสารสกัดหมากเม่า น่าจะมีแนวโน้มในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน และเป็นสมุนไพรไทยในพื้นถิ่นที่มีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันและรักษาโรคเบาหวานในอนาคต</p> อรณิชา ครองยุติ, สุภัสสร วันสุทะ Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/265978 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของผู้สูงอายุตาม วิถีใหม่: กรณีศึกษาชุมชนวัดหลวงพรหมวาส อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/266101 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของผู้สูงอายุตามวิถีใหม่ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุชุมชนวัดหลวงพรหมวาส อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางปัจจัย การสร้างเสริมสุขภาพประกอบด้วย 3 ปัจจัย ปัจจัยนำพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความรู้และการรับรู้ประโยชน์ในระดับดีร้อยละ 39.75ในระดับปานกลางร้อยละ 42.00 ตามลำดับ ปัจจัยเอื้อพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีการเข้าถึงแหล่งบริการการสร้างเสริมสุขภาพในระดับปานกลางร้อยละ 45.75 และปัจจัยเสริมพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีการได้รับข่าวสารเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพในระดับน้อยร้อยละ 39.50 และผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้รับแรงสนับสนุนทางสังคมจากบุคคลในระดับมากร้อยละ 38.25 ซึ่งปัจจัยทั้งสามมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยมีค่าความสัมพันธ์กับปัจจัยนำ ได้แก่ ความรู้อยู่ในระดับต่ำ <em>r =</em>0.317และการรับรู้ประโยชน์<em>r =</em>0.378 ตามลำดับ ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งบริการอยู่ในระดับปานกลาง <em>r =</em>0.402 และปัจจัยเสริม ได้แก่ การได้รับข่าวสาร และการได้รับแรงสนับสนุนอยู่ในระดับต่ำ <em>r =</em> 0.277 และในระดับปานกลาง <em>r =</em> 0.527 ตามลำดับ โดยผลงานวิจัยใช้เป็นข้อมูลกำหนดโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ</p> ณัฐวรรณ วรพิสุทธิวงศ์, พิตรพิบูล ธารภูธรร Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/266101 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/266981 <p>วารสารหมอยาไทยวิจัยในปีที่ 9 ฉบับที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 มีบทความจำนวน 10 เรื่องเช่นเดิม ซึ่งในปีหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวของวารสารเพิ่มขึ้น ในระหว่างนี้ทางวารสารหมอยาไทยได้ดำเนินการเพื่อยื่นขอ issn ใหม่ให้ถูกต้อง ตามเงื่อนไขของ TCI แต่อาจจะไม่ทันห้วงเวลาในการประเมินพิจารณาปรับฐาน อย่างไรก็ตามวารสารหมอยาไทยวิจัยได้ปรับขั้นตอนและรายละเอียดในการดำเนินงานหลายประการเพื่อให้บทความที่ได้รับการเผยแพร่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับวิชาการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเนื้อหาของบทความที่วารสารหมอยาไทยวิจัยนั้นจะปรับให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยยังคงรับบทความต้นฉบับ ปริทัศน์ และปกิณกะ แต่ต้องเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก แพทย์บูรณาการ และหมอพื้นบ้านเท่านั้น</p> <p>มีเรื่องน่ายินดีส่งท้ายปีนี้คือการได้รับตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นของบรรณาธิการ (รองศาสตราจารย์ ดร. กภ.ภักศจีภรณ์ ขันทอง) และผู้จัดการวารสาร (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทรา กลางประพันธ์) รวมทั้งข่าวคราวการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการของผู้นิพนธ์จากวารสารหมอยาไทยวิจัย</p> <p>ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่สละเวลากลั่นกรองบทความและให้ข้อเสนอแนะที่ดีมีคุณค่าต่อการพัฒนาของผู้นิพนธ์ และขอขอบคุณผู้นิพนธ์ทุกท่านที่สนใจและให้ความสำคัญกับงานทางด้านวิชาการเพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทยร่วมกัน</p> สุภัทรา กลางประพันธ์ Copyright (c) 2023 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/266981 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700