หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm <p><span lang="TH">วารสารหมอยาไทยวิจัย เป็นวารสารวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์องค์รวม และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ </span>(Peer review)&nbsp;</p> th-TH Mon, 27 Jun 2022 15:46:05 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทบรรณาธิการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258397 <p>วารสารหมอยาไทยวิจัยเข้าสู่ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน โดยเป็นบทความทางด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่นเดิม ซึ่งในฉบับนี้มีบทความบางส่วนที่มีจากการนำเสนอผลงานวิจัยในงานประชุมวิชาการ MICE University ที่จัดขึ้นโดยคณะแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 18-21 มกราคม 2565 ซึ่งในฉบับนี้ประกอบไปด้วยนิพนธ์ต้นฉบับ จำนวน 10 เรื่อง ได้แก่ 1) การพัฒนาวิธีวิเคราะห์สารบ่งคุณภาพในตำรับยาฝีธนูธรวาต 2) การประเมินผลการรักษาโรคตาด้วยวิธีการบ่งต้อด้วยหนามหวาย โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร จังหวัดชัยนาท 3) ผลของการนวดไทยแบบราชสำนักและนวดแผนจีน (ทุยหนา) เพื่อบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างและปัจจัยส่งเสริมการเข้ารับบริการที่คลินิกการแพทย์แผนไทย-จีน 4) ประสิทธิผลของยาพอกเข่าตำรับหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าต่อการบรรเทาอาการปวดและองศาการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคลมจับโปงแห้งเข่า 5) การเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยในการกักน้ำมันงาและน้ำมันหญ้าขัดมอนในการบรรเทาอาการปวดเข่าของผู้ป่วยโรคจับโปงแห้งเข่า 6) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเลือกบริบาลสุขภาพด้วยการแพทย์พื้นบ้านในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 7) การศึกษาปริมาณสารฟีนอลิก ปริมาณสารฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดสมุนไพร 8) ประสิทธิผลและความปลอดภัยของตำรับยาเบญจกูลในผู้ป่วยที่มีอาการท้องอืดแน่นท้องของโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน สาขาศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ 9) การศึกษาความคงตัวและฤทธิ์เบื้องต้นของสารสกัดจากตำรับสมุนไพรไทยในการต้านเชื้อจุลชีพที่ก่อโรคบนผิวหนัง&nbsp; และ 10) ประสิทธิผลการสักยาเปรียบเทียบกับการประคบสมุนไพรในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม</p> <p>กองบรรณาธิการฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความในวารสารหมอยาไทยวิจัยจักเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ และขอขอบพระคุณผู้นิพนธ์และผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่สละเวลาเขียนและกลั่นกรองบทความก่อนตีพิมพ์ ทางวารสารพร้อมที่จะพัฒนาทั้งปริมาณและคุณภาพเพื่อประโยชน์ทางวิชาการโดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทยต่อไป</p> <p>&nbsp;</p> <p>บรรณาธิการวารสารหมอยาไทยวิจัย</p> <p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กภ.ภักศจีภรณ์ ขันทอง</p> สุภัทรา กลางประพันธ์ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258397 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนาวิธีวิเคราะห์สารบ่งคุณภาพในตำรับยาฝีธนูธรวาต https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/254160 <p>ตำรับยาฝีธนูธรวาตเป็นตำรับยาที่อยู่ในตำราศิลาจารึกวัดโพธิ์ประกอบไปด้วยสมุนไพร 7 ชนิด ซึ่งยังไม่มีการพัฒนาวิธีวิเคราะห์สารบ่งคุณภาพเพื่อการควบคุมคุณภาพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการวิเคราะห์หาปริมาณสารบ่งคุณภาพของตำรับยาฝีธนูธรวาต ด้วยวิธีโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง เอชพีแอลซีทำการศึกษาวิเคราะห์คุณภาพตำรับยาฝีธนูธรวาตพร้อมตรวจสอบความถูกต้องของวิธีด้วยการหาค่าความสัมพันธ์เชิงเส้นตรง ค่าความแม่นยำ ค่าความถูกต้อง ค่าขีดจำกัดของการตรวจวัดและขีดจำกัดของการหาปริมาณ การศึกษาพบว่าสารบ่งคุณภาพที่เหมาะสม คือ 6-gingerol ซึ่งเป็นส่วนประกอบอยู่ในขิง ทำการพิสูจน์เอกลักษณ์สารนี้โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน กราฟมาตรฐานของสารบ่งคุณภาพ (6-gingerol) แสดงความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงที่ดีในช่วงวิเคราะห์ (r2=0.9994) ร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ์ของการวิเคราะห์ภายในวันเดียวกันเท่ากับ 1.21 และร้อยละส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ์ของการวิเคราะห์ระหว่างวันเท่ากับ 1.45 ค่าการกลับคืนของวิธีวิเคราะห์อยู่ในช่วงร้อยละ 99.61 ถึง 100.84 ขีดจำกัดในการตรวจพบและขีดจำกัดในการหาปริมาณคือ 0.13 และ 0.39 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ การวิเคราะห์ปริมาณสารบ่งคุณภาพในตำรับยาฝีธนูธรวาตด้วยวิธี เอชพีแอลซี นี้ พบปริมาณสาร 6-gingerol 86.38 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สรุปได้ว่าวิธีวิเคราะห์นี้มีความเหมาะสมของการวิเคราะห์หาสารบ่งคุณภาพในตำรับยาฝีธนูธรวาต</p> สิรีธร อำพันธุ์, สรรใจ แสงวิเชียร, ศุภะลักษณ์ ฟักคำ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/254160 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 การประเมินผลการรักษาโรคตาด้วยวิธีการบ่งต้อด้วยหนามหวาย โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร จังหวัดชัยนาท https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/254447 <p>สภาการแพทย์แผนไทยประกาศกำหนดให้การบ่งต้อเป็นหัตถการเพื่อรักษาอาการหรือความผิดปกติของดวงตา เป็นกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย ด้านการแพทย์พื้นบ้านไทย การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการมองเห็นก่อนและหลังการรักษาโรคตาด้วยวิธีการบ่งต้อด้วยหนามหวายในผู้ป่วยที่มีปัญหาการมองเห็นและประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับบริการดังกล่าว ผู้ทำการรักษาเป็นแพทย์แผนไทยชำนาญการที่ได้รับถ่ายทอดองค์ความรู้จากการบ่งต้อด้วยหวายจากหมอชะเอม ขุมเพชร ทำการรักษาติดต่อกัน 3 วัน วัดผลการรักษาก่อนเข้ารับการรักษาวันที่ 1 และหลังทำการรักษาวันที่ 3 วิธีการวัดผลจากการประเมินความสามารถในการมองเห็น คือ ระดับการมองเห็น (Visual Acuity; VA) ของผู้ป่วยโรคตาที่คลินิกการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร จำนวน 40 ราย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคตาเป็นเพศหญิง 26 ราย (ร้อยละ 65) ผู้ป่วยมีโรคและอาการแสดงทางดวงตาจากมากที่สุดเป็นโรคต้อลมไปหาน้อยคือ โรคต้อเนื้อ โรคต้อกระจก และโรคต้อหิน ตามลำดับ ผลการรักษาโดยวัดจากความผิดปกติของระดับการมองเห็นในอาสาสมัครก่อนการรักษาและหลังการรักษา พบว่า ผลการตรวจวัดสายตาของอาสาสมัครมีระดับการมองเห็นดีขึ้นทั้งหมด เมื่อนำค่าระดับการมองเห็น (Visual Acuity) แปลงผลเทียบกับแผนภูมิLogMAR (Logarithm of the Minimum Angle of Resolution) แล้วนำจึงค่าที่ได้มาทดสอบด้วยสถิติ paired t test พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดในทุกข้อที่สอบถาม ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์โดยการใช้เป็นข้อมูลทางวิชาการสำหรับยืนยันผลการรักษาโรคตาด้วยวิธีการบ่งต้อด้วยหนามหวาย ให้เป็นที่ยอมรับของผู้ป่วยและสหวิชาชีพ รวมถึงเพื่อพัฒนาเป็นโปรแกรมการรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตาร่วมกับสหวิชาชีพต่อไป งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่า การทำวิจัยครั้งต่อไปควรมีสหวิชาชีพ เช่น จักษุแพทย์ในการวินิจฉัยโรค ตรวจดวงตาให้กับผู้ป่วย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ข้อมูล</p> วัช​ราภรณ์​ อรุณเมือง​, ศุภะลักษณ์ ฟักคำ, ยงยุทธ วัชรดุลย์ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/254447 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 ผลของการนวดไทยแบบราชสำนักและนวดแผนจีน (ทุยหนา) เพื่อบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างและปัจจัยส่งเสริมการเข้ารับบริการที่คลินิกการแพทย์แผนไทย-จีน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/254864 <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เพื่อศึกษาผลการรักษาด้วยนวดแผนไทยแบบราชสำนักและนวดแผนจีน (ทุยหนา) ต่ออาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา สถานที่ และโปรโมชั่นที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่คลินิก ผู้ป่วยอาการปวดหลังส่วนล่างซึ่งถูกคัดเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจำนวน 30 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรับการนวดแผนไทยแบบราชสำนัก (15 คน) และกลุ่มนวดแผนจีน (15 คน) ทำการวิจัยด้วยวิธีการทดลองแบบผสม ได้แก่ การทดลองแบบกึ่งทดลองและแบบเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามการรับรู้อาการปวดของทั้งสองกลุ่มทั้งก่อนและหลังทดสอบด้วยโปรแกรมสถิติสำเร็จรูป ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้อาการปวดหลังส่วนล่างทั้งกลุ่มที่รักษาแบบแผนไทยและแผนจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ความพึงพอใจในภาพรวมของการบริการทางการแพทย์อยู่ในระดับสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของลูกค้าในการเข้ารับบริการด้วยวิธีวิจัยแบบเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา พบว่า การตัดสินใจของลูกค้าสัมพันธ์กับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด โดยเฉพาะความสำเร็จของการรักษาด้วยราคาที่สมเหตุสมผล รวมถึงการเดินทางที่สะดวก หาง่าย และมีที่จอดรถ นอกจากนั้นควรมีแผ่นพับนำเสนอสินค้าและบริการของคลินิก งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความพึงพอใจของลูกค้าและปัจจัยการตลาดมีความสำคัญอย่างยิ่งซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนางานด้านคลินิก</p> <p> </p> ศรัณย์ พงศ์ภาณุมาพร, ศุภะลักษณ์ ฟักคำ, ธัญญะ พรหมศร, สรรใจ แสงวิเชียร Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/254864 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของยาพอกเข่าตำรับหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าต่อการบรรเทาอาการปวดและองศาการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคลมจับโปงแห้งเข่า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/254918 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของยาพอกเข่าตำรับหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าต่อการบรรเทาอาการปวดและองศาการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคลมจับโปงแห้งเข่า กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มารับการรักษาอาการปวดเข่า ณ คลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคลองใหญ่และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านตลิ่งชัน อำเภอ ป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง จำนวน 30 คน อาสาสมัครจะได้รับการรักษาด้วยการพอกเข่า จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยทำการรักษาวันเว้นวัน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินระดับความปวด และ 3) แบบบันทึกการวัดองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired t-test และ Wilcoxon matched pairs signed ranks test ผลการวิจัย พบว่า อาสาสมัครมีระดับความปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) และมีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าท่างอเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001)</p> <p>ดังนั้น ยาพอกเข่าตำรับหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าสามารถลดระดับความปวดและเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า จึงเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคลมจับโปงแห้งเข่าและเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาในด้านการรักษาให้คงอยู่</p> ศิริรัตน์ ศรีรักษา, สุธินันท์ วิจิตร, ซากีมะห์ สะมาแล, ชวนชม ขุนเอียด, วิชชาดา สิมลา, ตั้ม บุญรอด Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/254918 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัยในการกักน้ำมันงาและน้ำมันหญ้าขัดมอนในการบรรเทาอาการปวดเข่าของผู้ป่วยโรคจับโปงแห้งเข่า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256618 <p>การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษากึ่งทดลอง การทดลองแบบสุ่มกลุ่มตัวอย่างและมีกลุ่มควบคุม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลในการกักน้ำมันงากับน้ำมันหญ้าขัดมอนในการบรรเทาอาการปวดเข่าของผู้ป่วยโรคจับโปงแห้งเข่า ศึกษาเปรียบเทียบความปลอดภัยของการกักน้ำมัน และศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคจับโปงแห้งเข่าที่ได้รับการกักน้ำมัน ณ โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสานสาขาศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ มีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 70 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 35 คน กลุ่มที่ 1 ได้รับการกักน้ำมันงา และกลุ่มที่ 2 ได้รับการกักน้ำมันหญ้าขัดมอน ทั้งสองกลุ่มจะได้รับการรักษาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ประเมินก่อนและหลังรักษา โดยวัดระดับความปวด องศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า การตรวจทางหัตถเวชกรรมไทย แบบประเมิน Knee Injury and Osteoarthritis Outcome Score (KOOS) และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา และสถิติพารามิเตอร์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความเจ็บปวดก่อนและหลังการรักษา ของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการกักน้ำมันงา และกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการกักน้ำมันหญ้าขัดมอน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จากการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระดับความเจ็บปวดหลังการรักษาของทั้งสองกลุ่ม พบว่า ระดับความเจ็บปวดหลังการรักษาของทั้งสองกลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ จากการศึกษาอาการข้างเคียงพบว่าทั้งสองกลุ่มไม่มีอาการข้างเคียง ภาพรวมความพึงพอใจของการได้รับการกักน้ำมันทั้งสองกลุ่ม พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p>การกักน้ำมันงา และน้ำมันหญ้าขัดมอน มีประสิทธิผลและความปลอดภัยในการรักษาไม่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงสามารถเป็นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการบรรเทาอาการปวดเข่าในผู้ป่วยโรคลมจับโปงแห้งเข่า</p> กชมน ฮานาซาวา, ศุภะลักษณ์ ฟักคำ, สรรใจ แสงวิเชียร, ธารา ชินะกาญจน์, พีรยา อานมณี Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256618 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเลือกบริบาลสุขภาพด้วยการแพทย์พื้นบ้าน ในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256992 <p>การเสาะแสวงหาและเลือกสรรการรักษาโรคของมนุษย์เป็นพฤติกรรมที่มีมาตั้งแต่โบราณ สำหรับประเทศไทยมีการบริบาลสุขภาพให้เลือกหลากหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือศาสตร์การแพทย์พื้นบ้าน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าและอยู่คู่กับชาวไทยมาอย่างยาวนาน ควรค่าแก่การอนุรักษ์ การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเลือกบริบาลสุขภาพด้วยการแพทย์พื้นบ้านของประชาชนในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 333 คน ใช้แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามความรู้ แบบสอบถามความเชื่อ และแบบสอบถามการเลือกบริบาลสุขภาพ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบความเป็นอิสระไคสแควร์ (Chi-square independent test)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 58.6 อยู่ในวัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 38.4 สถานภาพสมรส ร้อยละ 61.9 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 45.9 ปัจจัยด้านคุณลักษณะทางประชากรและสังคม พบว่า เพศ อายุ สถานภาพ และอาชีพหลักมีความสัมพันธ์กับการเลือกบริบาลสุขภาพด้วยการแพทย์พื้นบ้าน (P&lt;0.05) ปัจจัยด้านความเชื่อเกี่ยวกับการแพทย์พื้นบ้าน พบว่า มีความสัมพันธ์กับการเลือกบริบาลสุขภาพด้วยการแพทย์พื้นบ้าน (P&lt;0.05) แต่ปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับการแพทย์พื้นบ้าน พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับการเลือกบริบาลสุขภาพด้วยการแพทย์พื้นบ้าน (P&gt;0.05) ข้อเสนอแนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมความเชื่อที่ถูกต้องตามหลักวิชาเพื่อให้เกิดการเลือกบริบาลสุขภาพด้วยการแพทย์พื้นบ้านให้ดำรงอยู่ต่อไป มิสูญหายไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป</p> ฤทธิชัย พิมปา, ชนาภัทร ทิพย์กรรภิรมย์, ชิน คำเครื่อง, นัทธ์ชนัน ไทยบุญรอด, พัชนิภา จำเริญจิตสกุล, ศิวาภรณ์ จันเทศ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256992 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาปริมาณสารฟีนอลิก ปริมาณสารฟลาโวนอยด์ และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดสมุนไพร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/255806 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และศึกษาองค์ประกอบทางพฤกษเคมีของสารสกัดสมุนไพร 8 ชนิด ได้แก่ สมอเทศ สมอไทย สมอพิเภก ขิง เทียนดำ มะตูม ยอ และผักชีลา ในวิจัยครั้งนี้ได้เตรียมสารสกัดสมุนไพร 8 ชนิด ด้วยวิธีการหมักกับเอทานอลร้อยละ 95 จากนั้นนำสารสกัดสมุนไพรมาทำการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH assay และศึกษาองค์ประกอบทางพฤษเคมี โดยทำการทดสอบปริมาณสารฟีนอลิกรวม ด้วยวิธี Folin-Ciocalteu assay และการทดสอบปริมาณสารฟลาโวนอยด์รวม โดยวิธี aluminium chloride colorimetric assay ผลการทดลองพบว่า สารสกัดสมอไทยให้ผลผลิตการสกัดสูงที่สุด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 29.62 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักแห้ง สารสกัดสมอพิเภกแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงสุด โดยมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 2.31 ± 0.10 µg/mL อย่างไรก็ตามสารสกัดสมอพิเภกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระต่ำกว่าสารมาตรฐานวิตามินซีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการศึกษาองค์ประกอบทางพฤษเคมีของสารสกัด พบว่า สารสกัดสมอเทศมีปริมาณฟีนอลิกรวมสูงสุด ซึ่งแสดงค่าเท่ากับ 89.97 ± 10.87 g GAE/100 g สารสกัด ขณะที่สารสกัดสมอพิเภกมีปริมาณฟลาโวนอยด์รวมสูงสุด ซึ่งแสดงค่าเท่ากับ 13.11 ± 0.81 g QE/100 g สารสกัด ข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากงานวิจัยนี้สนับสนุนการนำสมุนไพรไปพัฒนาเพื่อใช้ในทางการแพทย์และเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในอนาคต</p> ชารินันท์ แจงกลาง, ศุภรัตน์ ดวนใหญ่, วรกานต์ โสมี, สิริภา ทมตะขบ, ภัสศรี แสงสาย Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/255806 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลและความปลอดภัยของตำรับยาเบญจกูลในผู้ป่วยที่มีอาการท้องอืด แน่นท้องของโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน สาขาศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/257431 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง วิจัยกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของยาเบญจกูลในผู้ป่วยที่มีอาการท้องอืดแน่นท้อง โดยใช้แบบประเมิน Severity of dyspepsia assessment (SODA) และศึกษาความปลอดภัย จากการใช้ยาเบญจกูลในผู้ป่วยที่มีอาการท้องอืดแน่นท้อง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินจากกลุ่มตัวอย่างในผู้ป่วยที่มีอาการท้องอืด ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน สาขาศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ จำนวน 85 คน ระยะเวลา 7 วัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และสถิติ paired t-test ผลการศึกษาพบว่า การประเมินอาการท้องอืดแน่นท้อง (Dyspepsia) จำแนกตามอาการก่อนรับประทานยา และหลังรับประทานยา 3 วัน และ 7 วันตามลำดับ พบว่า คะแนนระดับอาการท้องอืด คะแนนระดับอาการอื่น ๆ อาการตามระดับความรุนแรงของอาการเรอ ปวดใต้ลิ้นปี่ ท้องอืด ผายลม เรอเหม็นเปรี้ยว คลื่นไส้ ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น และคะแนนความพึงพอใจต่ออาการท้องอืด มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การประเมินความพึงพอใจต่ออาการท้องอืดแน่นท้อง (Dyspepsia) จำแนกตามอาการก่อนรับประทานยา และหลังรับประทานยา 3 วัน และ 7 วันตามลำดับ พบว่า 85.89% ของผู้ป่วยรายงานว่าอาการดีขึ้น และไม่มีผลข้างเคียง 14.11% ของผู้ป่วยรายงานว่าผลข้างเคียงส่วนใหญ่ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ผลข้างเคียงที่พบได้แก่ คอแห้งกระหายน้ำ เรอ ผายลมบ่อยขึ้น และท้องเสีย ยาเบญจกูลมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษา</p> สิริพร คงเกตุ, ศุภะลักษณ์ ฟักคำ, สรรใจ แสงวิเชียร, ธารา ชินะกาญจน์, พีรยา อานมณี Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/257431 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาความคงตัวและฤทธิ์เบื้องต้นของสารสกัดจากตำรับสมุนไพรไทย ในการต้านเชื้อจุลชีพที่ก่อโรคบนผิวหนัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256147 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคงตัวและศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคบนผิวหนังของสารสกัดจากตำรับสมุนไพรไทยรักษาโรคผิวหนัง การเตรียมตำรับสมุนไพรนั้นจะใช้วิธีการเตรียมโดยการตั้งตำรับยาตามศาสตร์ทางการแพทย์แผนไทย ซึ่งประกอบด้วยตัวยาตรง ตัวยาช่วย ตัวยาประกอบ ตัวยาชูกลิ่น ชูรสและแต่งสี สมุนไพรในตำรับต้องเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์โดยตรงในการรักษาโรคผิวหนัง เมื่อได้สูตรตำรับสมุนไพรแล้วก็นำมาสกัดสารสำคัญด้วยวิธีการสกัดโดยใช้เครื่องไมโครเวฟ (Microwave-assisted extraction; MAE) และใช้ตัวทำละลายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green solvent) ได้แก่ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ อีกทั้งน้ำมันมะพร้าวนั้นยังมีฤทธิ์ในการบำรุงผิวพรรณรวมถึงรักษาโรคผิวหนังอีกด้วย จากนั้นนำสารสกัดจากตำรับสมุนไพรที่ได้ไปศึกษาความคงตัวในสภาวะต่าง ๆ และศึกษาฤทธิ์การต้านเชื้อจุลชีพที่ก่อโรคบนผิวหนังด้วยวิธี Agar dilution ที่ระดับความเข้มข้น 0.0025-5 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดจากตำรับสมุนไพรมีความคงตัวดีเมื่อเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด ป้องกันแสงที่อุณหภูมิห้อง และสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย <em>Staphylococcus aureus</em> ATCC 6538 และ <em>Propionibacterium acne</em>s DMST 14916 รวมถึงเชื้อรา <em>Trichophyton mentagrophytes</em> DMST 19735, <em>Candida albicans</em> ATCC 10231 มีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ต้านเชื้อ (Minimal Inhibitory Concentration; MIC) เท่ากับ 5, 0.5, 0.5 และ 5 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการนำสารสกัดจากตำรับยาสมุนไพรสูตรนี้ไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีความคงตัวที่ดีสำหรับรักษาการติดเชื้อราและแบคทีเรียบริเวณผิวหนัง และอาจจะต่อยอดไปถึงการศึกษาประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์สมุนไพรในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียต่อไปในอนาคต</p> พิรุณรัตน์ แซ่ลิ้ม, ซาฟาวี มะแม, นัสรีย์ แวมะ, มูฮำหมัดเปาซี คาเร็ง, อนัส เบ็ญจมาตร, ศิริรัตน์ ศรีรักษา Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256147 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลการสักยาเปรียบเทียบกับการประคบสมุนไพรในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256246 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลการสักยาเปรียบเทียบกับการประคบสมุนไพรในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีอายุ 50 - 75 ปี จำนวน 50 คน การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) แบ่งเป็น 2 กลุ่มเท่า ๆ กัน ได้แก่ กลุ่มสักยา 25 คน และกลุ่มประคบสมุนไพร 25 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ระดับความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อม (WOMAC) คุณภาพชีวิตและการวัดองศาการเคลื่อนไหวของเข่า วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired-Samples T-Test และ Independent T-Test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การสักยาและการประคบสมุนไพรสามารถลดระดับความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อม เพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยหลังหยุดรักษา 7 วัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม หลังหยุดการรักษา 7 วัน พบว่า การสักยาสามารถลดระดับความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าการประคบสมุนไพร ทั้งในด้านความปวด ด้านอาการข้อฝืดและด้านความสามารถการใช้งานข้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และเปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตและองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า ระหว่างกลุ่มหลังหยุดการรักษา 7 วัน พบว่า การสักยาและการประคบสมุนไพรส่งผลให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าเพิ่มขึ้น ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การสักยาส่งผลให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าเพิ่มมากขึ้น สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติมากขึ้น ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งยังไม่พบอาการข้างเคียงจากการรักษา</p> พรพรรณ คำมา, สรรใจ แสงวิเชียร, ศุภะลักษณ์ ฟักคำ, ธารา ชินะกาญจน์, พีรยา อานมณี Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256246 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700