หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm <p><span lang="TH">วารสารหมอยาไทยวิจัย เป็นวารสารวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์องค์รวม และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ </span>(Peer review)&nbsp;</p> th-TH Sat, 31 Dec 2022 17:08:54 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทบรรณาธิการ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258396 <p>วารสารหมอยาไทยวิจัยในปีที่ 8 ฉบับที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 มีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นหลายประการจนทำให้ต้องขอกล่าวแสดงความยินดีกับการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ของกองบรรณาธิการจำนวน 2 ท่าน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วาริณี แสงประไพ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรัณย์ ฉวีรักษ์ ไปพร้อมกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาและส่งเสริมให้แพทย์แผนไทยและผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในสาขาทางการแพทย์ส่งบทความมาเผยแพร่ได้ตลอดปี สำหรับฉบับนี้มีบทความทั้งสิ้น จำนวน 10 เรื่อง มีทั้งบทความต้นฉบับและปกิณกะ ในส่วนของบทความต้นฉบับมีจำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ 1) ผลของเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์และตำรับยาพอกสมุนไพรต่อการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนในนักศึกษาที่ปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ &nbsp;2) การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของตำรับยาทาพระเส้นระหว่างการใช้น้ำกระสายยาน้ำสุราและน้ำส้มสายชูต่อการรักษาโรคลมจับโปงแห้งเข่าที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน &nbsp;3) การเปรียบเทียบประสิทธิผลของตำรับน้ำมันมหาจักรกับ 1% ไดโคลฟีแนคเจลลดอาการปวดในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง &nbsp;4) ประสิทธิผลของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักร่วมกับสมุนไพรหญ้าดอกขาวในสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือนน้ำหนักเกิน &nbsp;5) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรป้องกันโควิด 19 ของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ &nbsp;6) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้พืชกระท่อมในการดูแลตนเองของประชาชนในพื้นที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช &nbsp;7) ประสิทธิภาพของเจลแต้มสิวที่มีส่วนผสมจากสารสกัดหอมแดง 8) การตรวจคัดกรองปริมาณสารประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันและฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ในสารสกัดอ้อยดำและเตยหอม สำหรับใช้เป็นเครื่องดื่ม เพื่อสุขภาพ &nbsp;และปกิณกะจำนวน 2 เรื่อง คือ 1) ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านในการรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติในตำบลหงส์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร และ 2) การปริวรรตตำรายาสมุนไพรที่ปรากฏในคัมภีร์ใบลานอีสาน: กรณีศึกษาคัมภีร์ใบลานของหมอพื้นบ้านพิมพ์ แก้ววิเศษ ผูกที่ 2</p> <p>ขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่สละเวลากลั่นกรองบทความและให้ข้อเสนอแนะที่ดีมีคุณค่าต่อการพัฒนาของผู้นิพนธ์ และขอขอบคุณผู้นิพนธ์ทุกท่านที่สนใจและให้ความสำคัญกับงานทางด้านวิชาการเพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทยร่วมกัน</p> Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258396 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านในการรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ในตำบลหงส์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256906 <p>การศึกษาเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านในการรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ในตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหมอพื้นบ้าน จำนวน 2 คน และกลุ่มผู้ร่วมให้ข้อมูล คือ ผู้ป่วยของหมอพื้นบ้าน จำนวน 4 คน ตามเกณฑ์การคัดเลือก โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการจดบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า หมอพื้นบ้านทั้ง 2 คน เป็นผู้สูงอายุที่มีความเด่นด้านการใช้สมุนไพรในการรักษาภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ ทั้งหมดมีการถ่ายทอดภูมิปัญญารักษาภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติจากบิดาของตนเอง และแนวคิดการถ่ายทอดภูมิปัญญาให้ลูกหลานเท่านั้น วิธีการศึกษาจากการจดจำและจดบันทึก มีกระบวนการรักษาจากการสัมภาษณ์หมอพื้นบ้านและผู้ป่วยของหมอพื้นบ้าน 3 กระบวนการ ประกอบด้วย 1) ก่อนการรักษา ได้แก่ การซักประวัติ การตรวจร่างกายบริเวณท้องน้อย มีการวินิจฉัยโรคจากอาการสำคัญของผู้ป่วยเป็นหลัก และเทียบอาการตามตำรา มีการใช้สมาธิร่วมด้วย 2) การรักษา คือ การจ่ายสมุนไพรตำรับที่มีรสยาหลักเหมือนกันทั้ง 2 คน คือรสร้อน และ 3) หลังการรักษา คือ การให้คำแนะนำ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ รสร้อน การดื่มน้ำอุ่น การหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ผลการรักษา พบว่า ผู้ป่วยมีประจำเดือนมาสม่ำเสมอและไม่มีผลข้างเคียงหลังการรักษา ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่าสมุนไพรที่มีรสร้อนที่มีน้ำมันหอมระเหยช่วยขับประจำเดือนให้ออกมาได้ ควรปรับเป็นสมุนไพรในบัญชีสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ทั้งนี้ต้องมีการกำหนดข้อบ่งใช้ให้มีความความถูกต้อง เหมาะสมและปลอดภัยในผู้ป่วยแต่ละประเภทด้วย</p> ไฟศอล มาหะมะ, ธิรารัตร วรรณพิคต Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/256906 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 การปริวรรตตำรายาสมุนไพรที่ปรากฏในคัมภีร์ใบลานอีสาน: กรณีศึกษาคัมภีร์ใบลาน ของหมอพื้นบ้านพิมพ์ แก้ววิเศษ ผูกที่ 2 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/257648 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านในการดูแลสุขภาพที่ปรากฏในคัมภีร์ใบลานอีสาน 2. ปริวรรตคัมภีร์ใบลานอีสานเป็นอักษรไทยปัจจุบัน และ 3. จำแนกตำรับยาสมุนไพรที่ปรากฏในคัมภีร์ใบลานอีสาน วิธีดำเนินการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการปริวรรตคัมภีร์ใบลานอีสานของหมอพื้นบ้านพิมพ์ แก้ววิเศษ โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาโบราณอีสาน ซึ่งคัมภีร์ใบลานอีสานที่ศึกษานี้ มีจำนวน 17 ลาน 34 หน้าบันทึกด้วยอักษรธรรมโบราณด้วยภาษาอีสานสั้น ๆ ได้ใจความชัดเจน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าในคัมภีร์ใบลานนี้มีตำรับที่ใช้บำบัดอาการของโรคและวิธีการบำบัดโรค จำนวน 51 ตำรับ วิธีการปรุงยา 26 วิธี ส่วนมากเป็นตำรับยารักษากลุ่มอาการไข้ที่มีลักษณะผื่นต่างๆ 19 ตำรับ กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร 12 ตำรับ กลุ่มโรคระบบไหลเวียนเลือด 9 ตำรับ และกลุ่มโรคอื่นๆ 11 ตำรับ ในคัมภีร์ใบลาน มีเภสัชวัตถุ 202 ชนิด แบ่งเป็นพืชวัตถุ 186 ชนิด ธาตุวัตถุ 9 ชนิด และสัตว์วัตถุ 7 ชนิด และมีการตั้งคายบูชาครู การใช้คาถาในรักษาผู้ป่วยร่วมด้วย โดยสรุป คัมภีร์ใบลานอีสานแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยเป็นการดูแลแบบองค์รวม ทั้งทางด้านกายและทางจิตใจ และสามารถนำไปใช้ต่อยอดองค์ความรู้และถ่ายทอดให้แก่นิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้ใช้ดูแลสุขภาพในเบื้องต้นได้ และยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของหมอยาพื้นบ้านไม่ให้สูญหายต่อไป</p> ปิยาภรณ์ แสนศิลา, ปรกช จิตต์อำมาตย์ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/257648 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบประสิทธิผลของเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์และตำรับยาพอกสมุนไพรต่อการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนในสตรีวัยเจริญพันธุ์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/257522 <p>เจลสมุนไพรสูตรประยุกต์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดสมุนไพรในตำรับยาพอกท้องน้อยขับโลหิตเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการบรรเทาอาการความเจ็บปวดของสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ประสบปัญหาปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลการบรรเทาอาการปวดประเดือนของเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์ ตำรับยาพอกสมุนไพรสูตรดั้งเดิม และเจลหลอกที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำและน้ำมันสะระแหน่ในอาสาสมัครหญิงวัยเจริญพันธ์ 45 คน ที่มีอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (กลุ่มละ 15 คน) ตรวจประเมินระดับอาการปวดประจำเดือนก่อนและหลังทดสอบในวันที่ 1 และวันที่ 2 ของการมีประจาเดือน ด้วยมาตรวัดความเจ็บปวด (Visual Analogue Scale; VAS) โดยทำการประเมินระดับอาการปวดประจำเดือนหลังการทดสอบที่เวลา 15 นาที 30 นาที 1 ชั่วโมง และ 4 ชั่วโมง ผลการศึกษาพบว่าเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์และยาพอกสูตรดั้งเดิมสามารถลดอาการปวดประจำเดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; 0.05) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์กับยาพอกสูตรดั้งเดิมพบว่าในวันที่ 1 และวันที่ 2 โดยส่วนใหญ่ทั้งสองกลุ่มมีระดับอาการปวดประจำเดือนไม่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา อย่างไรก็ตามเจลสมุนไพรสูตรประยุกต์เป็นการพัฒนาสูตรตำรับสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่สะดวกแก่การใช้งาน ส่งเสริมประชาชนที่สนใจสามารถเข้าถึงการใช้สมุนไพรได้ง่ายและสะดวกในการใช้มากยิ่งขึ้น</p> กัญทร ยินเจริญ, ศรินทร์รัตน์ จิตจำ, สิริรัตน์ เลาหประภานนท์, ชุตินันท์ เฉียงแท้, วสันต์ หะยียะห์ยา Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/257522 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของตำรับยาทาพระเส้นระหว่างการใช้น้ำกระสายยาน้ำสุราและน้ำส้มสายชูต่อการรักษาโรคลมจับโปงแห้งเข่าที่โรงพยาบาล การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258420 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของตำรับยาทาพระเส้นระหว่างการใช้น้ำกระสายยา น้ำสุราและน้ำส้มสายชูต่อการรักษาโรคลมจับโปงแห้งเข่า ที่มีอาการปวดข้อเข่า ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน โดยสุ่มแบบ randomized controlled trial แบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มที่ 1 ได้รับตำรับยาทาพระเส้นสูตรที่ใช้น้ำสุราเป็นน้ำกระสายยา กลุ่มที่ 2 ได้รับตำรับยาทาพระเส้นสูตรใช้น้ำส้มสายชูเป็นน้ำกระสายยา โดยทั้ง 2 กลุ่ม ทายาบริเวณรอบข้อเข่าวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ประเมินผลก่อนและหลังการใช้ยาด้วยแบบประเมินอาการโรคข้อเข่าเสื่อม Western Ontario and McMaster University (WOMAC) แบบประเมินอาการปวดข้อเข่าโดยใช้ Visual Analog Scale (VAS) และการวัดองศาการงอข้อเข่าโดยใช้โกนิโอมิเตอร์ (goniometer) ผลการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบ ภายในกลุ่ม พบว่า กลุ่มที่ 1 มีระดับความสามารถในการใช้งานข้อเข่าดีขึ้น ระดับความปวดข้อเข่าลดลง และองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าดีขึ้นหลังใช้ยา ซึ่งแตกต่างกับก่อนใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ข้อมูลกลุ่มที่ 2 ระดับความสามารถในการใช้งานข้อเข่าดีขึ้นระดับความปวดข้อเข่าลดลง และองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าดีขึ้นหลังใช้ยาซึ่งแตกต่างกับก่อนใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า ระดับความสามารถในการใช้งานข้อในทุกด้านหลังการใช้ยาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05) ส่วนระดับความปวดข้อเข่า และองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าหลังการใช้ยาของกลุ่มที่ 2 ดีขึ้นกว่ากลุ่มที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ดังนั้น ทั้งตำรับยาทาพระเส้นที่ใช้น้ำสุราและน้ำส้มสายชูเป็นน้ำกระสายยามีประสิทธิผลในการเพิ่มระดับความสามารถในการใช้งานข้อเข่า ลดอาการปวดเข่า และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่าในขณะเดียวกัน พบว่า ตำรับยาทาพระเส้นที่ใช้น้ำส้มสายชูเป็นน้ำกระสายยามีประสิทธิผลในการลดอาการปวดเข่าและเพิ่มองศา การเคลื่อนไหวของข้อเข่าได้มากกว่าตำรับยาทาพระเส้นที่ใช้น้ำสุราเป็นน้ำกระสายยา</p> กิตติยา ขันทอง, ศุภะลักษณ์ ฟักคำ, ยงยุทธ วัชรดุล, ธารา ชินะกาญจน์, ธนวรรษ อิ่มสมบูรณ์ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258420 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบประสิทธิผลของตำรับน้ำมันมหาจักรกับ 1% ไดโคลฟีแนคเจล ลดอาการปวดในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258468 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของตำรับน้ำมันมหาจักรกับ 1% ไดโคลฟีแนคเจล ลดอาการปวดในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง ชนิด 2 กลุ่ม เก็บข้อมูลก่อนและ หลังการทดลอง มีการปกปิดทางเดียว โดยปกปิดอาสาสมัคร จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน อายุ 16 – 55 ปี กลุ่มทดลองได้รับน้ำมันมหาจักร จำนวน 30 คน และกลุ่มเปรียบเทียบได้รับ 1% ไดโคลฟีแนคเจล จำนวน 30 คน ใช้ทากล้ามเนื้อบ่าและต้นคอครั้งละ 2 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ต่อเนื่อง 7 วัน ประเมินระดับอาการปวดกล้ามเนื้อ ประเมินการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบ่าและต้นคอ และประเมินความทนต่อแรงกดเจ็บ โดยเปรียบเทียบทั้งก่อนและหลังการทายา ผลการศึกษาพบว่า ทั้งกลุ่มน้ำมันมหาจักร และกลุ่ม 1% ไดโคลฟีแนคเจล มีระดับความปวดลดลงจากก่อนได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) องศาการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อคอ และบ่า พบว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำมันมหาจักรมีองศาการเคลื่อนไหวมากขึ้น ทั้ง 4 ท่า คือ ท่าก้มหน้า ท่าเงยหน้า ท่าเอียงหูชิดไหล่ซ้าย และท่าเอียงหูชิดไหล่ขวาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ส่วนกลุ่มได้รับ 1% ไดโคลฟีแนคเจล มีองศาการเคลื่อนไหวมากขึ้น 2 ท่า คือ ท่าก้มหน้า และท่าเอียงหูชิดไหล่ขวาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) การทดสอบความทนต่อแรงกดเจ็บบ่าซ้ายและขวา ทั้งสองกลุ่มมีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) จึงสรุปได้ว่า การใช้น้ำมันมหาจักร ขนาด 6 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 7 วัน สามารถลดอาการปวด เพิ่มองศาการเคลื่อนไหวคอ และคลายกล้ามเนื้อบ่าและต้นคอได้ดีกว่า 1% ไดโคลฟีแนคเจล</p> โชติกา แหร่มบรรเทิง, ศุภะลักษณ์ ฟักคำ, ธารา ชินะกาญจน์, ธนวรรษ อิ่มสมบูรณ์ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258468 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักร่วมกับสมุนไพรหญ้าดอกขาว ในสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือนน้ำหนักเกิน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258934 <p>การวิจัยทางคลินิกแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมควบคุมน้ำหนักโดยใช้หญ้าดอกขาวร่วมกับพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนักต่อ น้ำหนักตัว เส้นรอบวงเอว และ ดัชนีมวลกาย ในกลุ่มสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักเกิน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่เขตเทศบาลอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยทำการวัดแบบกลุ่มเดียวก่อน-หลัง อาสาสมัครเข้าร่วมโครงการตามเกณฑ์คัดเข้า 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนัก เครื่องชั่งน้ำหนักและวัดความสูง แถบวัดเส้นรอบวงเอว และคู่มือการควบคุมน้ำหนัก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ dependent paired <em>t</em> test ผลการวิจัยพบว่า หลังการร่วมโปรแกรม มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัว เส้นรอบเอว และดัชนีมวลกายลดลง ขณะที่คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; .05) กล่าวได้ว่า การใช้หญ้าดอกขาวทำให้การรับรสของลิ้นเปลี่ยนแปลงไปมีบทบาทในโปรแกรมควบคุมน้ำหนักในสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน</p> บุณยวีร์ วงษ์เจริญรักษ์, วัฒนา ชยธวัช, ศุภรัศมิ์ อัศวพรธนภัทร์ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/258934 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรป้องกันโควิด 19 ของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/259234 <p>การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรป้องกันโควิด 19 2) ระดับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรป้องกันโควิด 19 และ 3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรป้องกันโควิด 19 ของประชาชนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ที่มีอายุระหว่าง 20-59 ปี จำนวน 414 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการใช้สมุนไพรป้องกันโควิด 19 ประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน ปัจจัยนำ ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติ และการรับรู้ประโยชน์ ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ ช่องทางการได้มาซึ่งสมุนไพร ค่าใช้จ่ายหรือราคาที่ได้มาซึ่งสมุนไพร รูปแบบสมุนไพร และปัจจัยเสริม ได้แก่ การเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อบุคคล สื่อเฉพาะกิจ สื่อมวลชน ระดับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรป้องกันโควิด 19 อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 85.02 โดยกลุ่มตัวอย่างมีการดื่มหรือรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของขิงเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและป้องกันโรคโควิด 19 มากที่สุด ร้อยละ 97.83 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรป้องกันโควิด 19 ได้แก่ เพศ อายุ รายได้ ความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ประโยชน์ รูปแบบสมุนไพร ค่าใช้จ่ายหรือราคาในการได้มาซึ่งสมุนไพร การเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อบุคคล สื่อเฉพาะกิจและสื่อมวลชน ดังนั้น โดยสรุปการให้ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนรับรู้ประโยชน์และวิธีการใช้สมุนไพรที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการป้องกันโควิด 19 และนำมาสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p> กุสุมาลย์ น้อยผา, ปัชชาพร ราวียา, วิทวัส หมาดอี, พิมพ์วิภา เกิดสุข Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/259234 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้พืชกระท่อมในการดูแลตนเองของประชาชนในพื้นที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/259304 <p>วิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้พืชกระท่อมในการดูแลตนเองของประชาชนในพื้นที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม กับพฤติกรรมการใช้พืชกระท่อมในการดูแลตนเองของประชาชนในพื้นที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2565 จากการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จำนวน 387 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 58.40 มีพฤติกรรมการใช้พืชกระท่อมในการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 65.37 เลือกใช้พืชกระท่อมช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การใช้พืชกระท่อมในช่วง 1-2 ปี ปัจจัยนำ ได้แก่ ความรู้ การรับรู้ประโยชน์ ทัศนคติ ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ ช่องทางการได้มา ค่าใช้จ่าย ปัจจัยเสริม ได้แก่ การเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อบุคคล สื่อเฉพาะกิจ สื่อมวลชน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้พืชกระท่อมในการดูแลตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;0.005)</p> กุสุมาลย์ น้อยผา, วิทวัส หมาดอี, สรายุทธ หวังเกตุ, อนินธิตา ดำกระ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/259304 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของเจลแต้มสิวที่มีส่วนผสมจากสารสกัดหอมแดง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/260001 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหอมแดง (<em>Allium ascalonicum</em> L.) และทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เจลหอมแดง ดำเนินการโดยนำหอมแดงมาสกัดด้วย 50 % เอทานอล และทำแห้งด้วยวิธี freeze-dry จากนั้นนำสารสกัดมาทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส และฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย <em>Propionibacterium acnes</em> แล้วนำไปพัฒนาเป็นเจลแต้มสิวจากสารสกัดหอมแดง และทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย P. acnes ผลจากการศึกษาพบว่า สารสกัดจากหอมแดงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยมีค่าความเข้มข้นในการยับยั้งอนุมูลอิสระ (IC50) เท่ากับ 17.04 ± 3.77 µg/mL และเมื่อทดสอบฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนสพบว่าสารสกัดหอมแดงมีฤทธิ์ในการต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 35.81±1.53 µg/mL นอกจากนี้สารสกัดจากหอมแดงมีฤทธิ์ต้าน <em>P .acnes</em> โดยมีค่าความเข้มข้นของสารในระดับต่ำสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ (MIC) เท่ากับ 25.00 mg/mL และค่าความเข้มข้นของสารในระดับต่ำสุดที่สามารถฆ่าจุลินทรีย์ (MBC) เท่ากับ 50.00 mg/mL จากนั้นได้พัฒนาเป็นเจลแต้มสิวความเข้มข้น 0.25, 0.50 และ 1.00% พบว่าเจลมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย <em>P. acnes</em> และผลิตภัณฑ์เจลหอมแดงมีความคงตัวดีภายหลังการทดสอบด้วยวิธี Heating-Cooling cycle การศึกษานี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร</p> พรกรัณย์ สมขาว, จินตนา จุลทัศน์, ณิชาพัตร์ ฉลอมพงษ์, ธัญลักษณ์ ประเสริฐ, ปรียาภรณ์ มุลตีกะ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/260001 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700 การตรวจคัดกรองปริมาณสารประกอบทางเคมี ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันและฤทธิ์ยับยั้ง การสร้างไนตริกออกไซด์ในสารสกัดอ้อยดำและเตยหอม สำหรับใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/260029 <p>ในปัจจุบันได้นำอ้อยดำ (<em>Saccharum sinense</em> Roxb.) มาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพโดยมีการผสมกับใบเตย (<em>Pandanus amaryllifolius</em> Roxb.) เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน จึงทำการศึกษาข้อมูลทางด้านองค์ประกอบทางพฤษเคมีและฤทธิ์ของสารสกัดอ้อยดำหรือผสมกับใบเตยจากเครื่องดื่มสมุนไพรเปรียบเทียบผลกับสารสกัดด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ โดยตัวอย่างที่นำมาศึกษา คือตัวอย่างที่สกัดด้วยน้ำร้อน ได้แก่ น้ำต้มอ้อยดำใบเตย (BPT) น้ำต้มอ้อยดำ (BT) น้ำต้มใบเตย (PT) และ ตัวอย่างที่สกัดด้วย 50%เอทานอล ได้แก่ สารสกัดอ้อยดำ (BE50) และ สารสกัดใบเตย (PE50) นำมาทำการวิเคราะห์องค์ประกอบของสารทางพฤกษเคมี หาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวม (TPC) สารประกอบฟลาโวนอยด์ (TFC) แอนโทไซยานิน (TAC) ทดสอบฤทธิ์ต้านออกซิเดชันและฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ ผลการวิจัยพบว่ามีลักษณะลายพิมพ์โครมาโตกราฟีของสารแต่ละชนิดที่แตกต่างกันแสดงถึงองค์ประกอบของสารสำคัญแตกต่างกัน โดยสารสกัด 50%เอทานอลจะมีปริมาณ TPC TFC และ TAC สูงกว่าสารสกัดด้วยน้ำร้อน นอกจากนี้ยังพบว่า BPT มี TFC และฤทธิ์ต้านออกซิเดชันใกล้เคียงกับ BE50 ส่วนฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ พบว่า PE50 มีค่าสูงที่สุด ถึงแม้ว่าเครื่องดึ่มอ้อยดำผสมใบเตยที่ได้จากการต้มในน้ำร้อนหรือในรูปแบบชาชงอาจจะให้สารสำคัญน้อยกว่าการสกัดด้วยเอทานอลแต่ก็ยังมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันและฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากอ้อยดำต่อไป</p> อริสา ฤทธิรณ, ณัฐวดี กันพิพิธ, สุธาสินี ทัพพสารพงศ์ Copyright (c) 2022 หมอยาไทยวิจัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ttm/article/view/260029 Fri, 30 Dec 2022 00:00:00 +0700