https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/issue/feed
วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี
2025-12-29T21:47:18+07:00
พญ.สุกัญญา ภัยหลีกลี้
udh.medicaljournal@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานการวิจัยและค้นคว้าวิชาแพทย์ บทความฟื้นวิชา การบรรยายพิเศษ รายงานผู้ที่เป็นที่น่าสนใจ เป็นต้น ยินดีรับพิจารณาบทความวิจัย บทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน กำหนดออกวารสาร ราย 4 เดือน (มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม – สิงหาคม, กันยายน – ธันวาคม)</p>
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279576
บทบาทพยาบาลในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพกัญชา
2025-12-29T20:45:47+07:00
วราภรณ์ ศิริธรรมานุกุล
udh.medicaljournal@gmail.com
ฐิติชญาน์ ปิยภัทรธนัสไชย
udh.medicaljournal@gmail.com
เพชรไพลิน พิบูลนิธิเกษม
udh.medicaljournal@gmail.com
สุนิษา เชือกทอง
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>ปัจจุบันกัญชาได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในสังคมไทย อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่เปิดให้มีการใช้ในบางกรณี เช่น ทางการแพทย์และอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามการใช้กัญชาในทางที่ผิด โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและวัยทำงาน ยังคงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย จิตใจ การดำเนินชีวิต และความสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดปกติทางจิตเวชในระยะยาว</p> <p>กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพกัญชาจึงมีความสำคัญและจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา หน่วยงานรัฐ ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะพยาบาลมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ประเมิน วางแผน ดูแล ติดตามผล และให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและประชาชน เพื่อป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ</p> <p>แม้ว่าการฟื้นฟูจะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ เช่น การขาดความต่อเนื่องในการบำบัด การตีตราทางสังคม และการขาดนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน บทบาทของพยาบาลในมิติของการป้องกันระดับตติยภูมิที่ครอบคลุมและยั่งยืนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่พบการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้กัญชา</p> <p>อย่างต่อเนื่อง พยาบาลจึงควรมีบทบาทในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และส่งเสริมสุขภาพจิตทั้งในการป้องกันระดับปฐมภูมิและระดับทุติยภูมิร่วมด้วย เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> <p> </p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279577
การทำฟันเทียมทั้งปากในผู้ป่วยตัดกระดูกขากรรไกรบนโดยใช้เทคนิคเขตเป็นกลาง(neutral zone)ร่วมกับเทคนิค แบบดั้งเดิม : รายงานผู้ป่วย
2025-12-29T21:01:42+07:00
พงศ์ทิพจักร์ เชื้อเจ็ดองค์
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>รายงานการทำฟันเทียมทั้งปากที่ใช้เทคนิคเขตเป็นกลางร่วมกับเทคนิคแบบดั้งเดิม เพื่อนำเสนอผู้ป่วยชายอายุ 63 ปีซึ่งไม่มีฟันทั้งปากที่ได้รับการตัดขากรรไกรบนและปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากจมูกร่วมริมฝีปาก ทำให้ไม่มีกระดูกขากรรไกรรองรับฟันเทียมบน โดยฟันเทียมบนได้ใช้เทคนิคเขตเป็นกลางเนื่องจากมีข้อดีในเรื่องการรองรับ การยึดอยู่ และเสถียรภาพ ในขณะที่ฟันเทียมล่างใช้เทคนิคแบบดั้งเดิมเนื่องจากกระดูกและเนื้อเยื่อที่รองรับฟันเทียมยังมีสภาพดี จากการติดตามผลผู้ป่วยหลังใส่ฟันเทียมหนึ่งปีพบว่าฟันเทียมทั้งปากที่ใส่ไปให้ผู้ป่วยนั้นมีเสถียรภาพที่ดีทั้งฟันบนและฟันล่าง</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279580
รายงานผู้ป่วย: กรณีศึกษาการรื้อเครื่องมือหักผ่านครอบฟันในการรักษาคลองรากฟันซ้ำของฟันกรามล่างด้านซ้ายซี่ที่ 1
2025-12-29T21:11:19+07:00
ไกร แก้วทิพย์
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ่อยในขั้นตอนการขยายและเตรียมคลองรากฟัน คือ การเกิดเครื่องมือหักในคลองรากฟัน ซึ่งอาจเป็นที่มาของการล้มเหลวในการรักษาคลองรากฟันซี่นั้น การรื้อเครื่องมือที่หักเป็นขั้นตอนสำคัญในการเปิดทางให้สามารถทำความสะอาดและขยายคลองรากฟันได้อย่างเต็มที่ กระบวนการนี้ต้องทำภายใต้กล้องจุลทรรศน์ทางทันตกรรมร่วมกับการเปิดคลองรากฟันส่วนบนให้กว้างและเป็นทางตรงโดยการใช้อัลตราโซนิก และอาจต้องใช้เครื่องมือเพิ่มเพื่อให้สามารถจับเครื่องมือที่หักออกมาได้ เช่น เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นท่อกลวงขนาดเล็ก ตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ระบบ instrument removal system: IRS ช่วยให้สามารถรื้อเครื่องมือที่หักออกมาได้โดยป้องกันการสูญเสียเนื้อฟันมากเกินไป รายงานผู้ป่วยนี้นำเสนอผู้ป่วยหญิงอายุ 51 ปี ที่มีตุ่มหนองบริเวณฟันกรามล่างด้านซ้ายซี่ที่หนึ่ง (ฟันซี่ 36) การตรวจภายในช่องปากพบมีรูเปิดทางหนองไหล ฟันซี่ 36 ครอบฟันเดิมขอบไม่รั่ว การถ่ายภาพรังสีรอบปลายรากฟันพบพยาธิสภาพปลายรากฟันขนาด 4 x 4 มิลลิเมตร จึงได้วางแผนการรักษาคลองรากฟันซ้ำผ่านครอบฟัน หาคลองรากฟันที่ยังไม่ได้รับการรักษา และรื้อเครื่องมือที่หักในคลองรากฟัน หลังการรักษาคลองรากฟันทำการอุดปิดทางเข้ารักษาคลองรากฟันด้วยวัสดุอุดเรซินคอมโพสิต หลังติดตามผลการรักษาเวลา 3 เดือน พบว่าผลเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยไม่มีอาการแทรกซ้อนและภาพรังสีพบการหายของพยาธิสภาพปลายรากฟัน</p> <p> </p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279581
เวชศาสตร์วิถีชีวิตกับการดูแลผู้ป่วยภาวะอ้วน: รายงานผู้ป่วยหญิงอาชีพแพทย์ อายุ 33 ปี
2025-12-29T21:17:03+07:00
ปภัสรา ตาสุวรรณ์
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>รายงานผู้ป่วยนี้นำเสนอผู้ป่วยหญิงอายุ 33 ปี สถานะโสด ได้เข้ารับการตรวจสุขภาพร่างกายตามปกติ ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองสุขภาพร่างกายปกติดี แต่ช่วงที่พบแพทย์อยู่ในอารมณ์เศร้า รู้สึกไม่ค่อยมีแรง เนื่องจากเพิ่งมีปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์อย่างฉับพลัน มีภาวะเครียดและวิตกกังวลจากการย้ายที่อยู่และที่ทำงานกะทันหัน รวมทั้งกำลังเริ่มธุรกิจใหม่ที่ตนเองไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาก่อน มีความวิตกกังวลด้านการเรียนหลักสูตรเสริมความรู้และการสอบ รับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเป็นบางครั้ง ไม่ค่อยออกกำลังกาย ผลตรวจร่างกายและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบ ภาวะอ้วนระดับที่ 1 ไขมันในเลือดสูง จากการประเมินพบมีภาวะการปรับตัวผิดปกติ การประเมินความพร้อมในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตพบว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะ precontemplation stage ซึ่งหมายถึง ยังไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างจริงจังและไม่ตระหนักว่าเป็นปัญหา เป้าหมายระยะสั้นในการรักษาผู้ป่วยรายนี้ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก SMART Goal (specific, measurable, achievable, relevant, time-bound) คือการตั้งเป้าหมายให้ชัด เฉพาะเจาะจง วัดผลได้ ทำได้จริง สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ภายใน 1-3 เดือน โดยมุ่งเน้นลดระดับดัชนีมวลกาย (BMI) และลดระดับไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนักเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต แผนการรักษามุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ได้แก่ 1) เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ 2) ปรับการรับประทานอาหารใหม่ให้ดีต่อสุขภาพ 3) เพิ่มการออกกำลังกายและกิจกรรมทางกาย โดยใช้เทคนิคการ motivational interviewing เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ให้คำแนะนำแบบสั้น และช่วยผู้ป่วยกำหนดเป้าหมายสุขภาพผ่านคำถามปลายเปิด โดยมีเป้าหมายชัดเจนมุ่งเน้นด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียดและอารมณ์ ซึ่งจากการศึกษาในผู้ป่วยรายนี้เป็นระยะเวลา 17 เดือน ดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงจาก 29.69 เป็น 25.50 กก./ตร.ม. LDL ลดลงจาก 151 เป็น 119 mg/dL</p> <p> </p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279559
การศึกษาเปรียบเทียบลักษณะภาพอัลตร้าซาวด์ก้อนของต่อมไทรอยด์ชนิดที่เป็นเนื้องอกร้ายแรงและเนื้องอกไม่ร้ายแรง ในโรงพยาบาลอุดรธานี
2025-12-29T17:15:57+07:00
จีรพงษ์ แก้วระดี
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>ก้อนของต่อมไทรอยด์ (thyroid nodules) เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ และพบได้บ่อยใน <br>เวชปฏิบัติทั่วไปของประเทศไทย การตรวจอัลตร้าซาวด์ thyroid nodules มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษา การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบลักษณะภาพอัลตร้าซาวด์ thyroid nodules ที่เป็นเนื้องอกร้ายแรง (malignant thyroid nodules) และเนื้องอกไม่ร้ายแรง (non malignant thyroid nodules) ในโรงพยาบาลอุดรธานี วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาแบบเชิงพรรณนาย้อนหลัง (retrospective descriptive study) เก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลของเวชระเบียนและกลุ่มงานรังสีวิทยา ในผู้ป่วย thyroid nodules ที่ได้รับการตรวจอัลตร้าซาวด์โดยรังสีแพทย์และตรวจทางพยาธิวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 จำนวน 193 ราย การวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบความแตกต่างของสัดส่วน โดยใข้ Pearson Chi-square หรือ Fisher’s exact test และวิเคราะห์ลักษณะภาพอัลตร้าซาวด์ที่สัมพันธ์กับ malignant thyroid nodules โดยใช้สถิติ univariate and multivariate logistic regression กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ p-value < 0.05 </p> <p> <strong>ผลการศึกษา</strong> ผู้ป่วย thyroid nodules ที่ได้รับการตรวจอัลตร้าซาวด์โดยรังสีแพทย์และตรวจทางพยาธิวิทยา 193 ราย ร้อยละ 52.8 เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 43.2 ± 7.9 ปี แบ่งเป็น malignant thyroid nodules 121 ราย และ non malignant thyroid nodules 72 ราย ในการวิเคราะห์แบบ multivariate logistic regression พบลักษณะภาพอัลตร้าซาวด์ที่สัมพันธ์กับ malignant thyroid nodules อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ solid nodules (AOR 5.7, 95% CI 0.3- 10.2, p-value 0.043), hypoechoic nodules (AOR 6.6, 95% CI 1.0- 41.9, p-value 0.046), ill defined nodules (AOR 6.9, 95% CI 0.7- 14.8, p-value 0.048), taller than wide nodules (AOR 7.6, 95% CI 1.5- 65.5, p-value < 0.001), increased vascularity nodules (AOR 12.8, 95% CI 1.8- 90.3, p-value 0.010) และ abnormal cervical lymph nodes (AOR 21.7, 95% CI 3.6- 130.1, p-value < 0.001) </p> <p> <strong>สรุป</strong> ลักษณะภาพอัลตร้าซาวด์ที่สัมพันธ์กับ malignant thyroid nodules อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ solid nodules, hypoechoic nodules, ill defined nodules, taller than wide nodules, increased vascularity nodules และ abnormal cervical lymph nodes ซึ่งจะเป็นข้อมูลให้แพทย์พิจารณาส่งตรวจทางพยาธิวิทยาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป </p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279562
ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติใหม่เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในโรงพยาบาลอุดรธานี
2025-12-29T17:46:53+07:00
ภัทรนันท์ ปัญญาธรรมรัศมิ์
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้าย (End-stage kidney disease: ESKD) ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis: HD) คือ ภาวะความดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือด (Intradialytic hypotension) ซึ่งเพิ่มอัตราการตาย ลดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และทำให้ประสิทธิภาพการฟอกเลือดไม่เพียงพอ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติใหม่เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในโรงพยาบาลอุดรธานีเปรียบเทียบกับการดูแลผู้ป่วยแบบเดิม วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยตามแผนแบบย้อนหลัง (retrospective cohort study) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย 96 คนที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในหน่วยไตเทียม โรงพยาบาลอุดรธานี โดยเก็บข้อมูลในช่วงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2566 ถึง มกราคม พ.ศ. 2567 ที่ใช้แนวปฏิบัติเดิมในหน่วยไตเทียมในการดูแลผู้ป่วย และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง มีนาคม พ.ศ. 2567 ที่มีการใช้แนวปฏิบัติใหม่ในหน่วยไตเทียมเพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือด วิเคราะห์การใช้แนวปฏิบัติใหม่เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยเปรียบเทียบการเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำระหว่างแนวปฏิบัติเดิมและแนวปฏิบัติใหม่ด้วยสถิติ Multi-level regression analysis</p> <p>ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 96 คน จำแนกเป็นกลุ่มแนวปฏิบัติเดิมและแนวปฏิบัติใหม่กลุ่มละ 48 คน โดยแต่ละกลุ่มมีจำนวนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มละ 162 ครั้ง รวมเป็น 324 ครั้งของการฟอกเลือด ข้อมูลทั่วไปส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกันยกเว้นระยะเวลาที่เจ็บป่วยด้วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายและระยะเวลาที่ได้รับการรักษาด้วยการฟอกเลือด เมื่อวิเคราะห์ด้วยสถิติ Multi-level regression analysis พบว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติใหม่มีโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำลดลงร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (AOR = 0.10, 95% CI : 0.03-0.31, p <0.001)</p> <p> สรุป: การใช้แนวปฏิบัติใหม่เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีประสิทธิผลในการลดอัตราการเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือดร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับแนวปฏิบัติกลุ่มเดิม</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279563
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรในนักศึกษาหญิงมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
2025-12-29T18:10:33+07:00
ศิริวรรณ ตุรงค์เรือง
udh.medicaljournal@gmail.com
พัชรพร ธนามี
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมารดาและทารก รวมทั้งผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรในนักศึกษาหญิงมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 152 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไป ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 องค์ประกอบ (ใช้เครื่องมือของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) และพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร 4 ด้าน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (CVI = 0.89) และมีค่าความเชื่อมั่น 0.94 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยสัมพันธ์แบบพหุปัจจัย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 20.5 ปี ส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับบิดามารดา ร้อยละ 54.6พฤติกรรมเสี่ยงที่พบมากที่สุดคือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 51.3 และการออกไปข้างนอกยามค่ำคืน ร้อยละ 48.0 นักศึกษามีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลางถึงสูง โดยด้านการจัดการสภาวะสุขภาพของตนเองมีคะแนนสูงสุด (ระดับสูง ร้อยละ 68.4) ส่วนด้านการตัดสินใจแยกแยะที่ถูกต้องยังต้องได้รับการพัฒนา (ระดับปานกลาง ร้อยละ 71.1) พฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 54.6) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ระดับต่ำ (r = 0.124, p = 0.011) และการตัดสินใจแยกแยะที่ถูกต้องมีความสัมพันธ์ระดับสูงกับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.503, p = 0.001) จากการวิเคราะห์ถดถอยสัมพันธ์แบบพหุปัจจัย พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การตัดสินใจแยกแยะที่ถูกต้อง (AOR 4.88, 95%CI: 2.32-10.26, p <0.001) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (AOR 2.45, 95%CI: 1.06-5.67, p = 0.036)</p> <p>สรุปการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจแยกแยะที่ถูกต้องเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยเฉพาะทักษะการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจจึงเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรในกลุ่มนักศึกษาหญิง</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279565
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการไม่มาติดตามการรักษาผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี
2025-12-29T18:32:49+07:00
ธีรพล วรรณทอง
udh.medicaljournal@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (descriptive cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการไม่มาติดตามการรักษาของผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลกู่แก้วและประเมินความร่วมมือในการใช้ยา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้ป่วยโรคจิตเภทและผู้ป่วยโรคติดสารเสพติดแอมเฟตามีน ที่มารับยาที่คลินิกจิตเวชโรงพยาบาลกู่แก้วในเดือนกันยายนถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 200 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานยาของ Morisky (Morisky medication adherence scale 8 items; MMAS-8) โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยอ่านแบบสอบถามให้ฟัง วิเคราะห์ข้อมูลลักษณะประชากรและแบบประเมิน MMAS-8 โดยสถิติเชิงพรรณนา ใช้ความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการไม่มาติดตามการรักษาโดยใช้สถิติโลจิสติกแบบถดถอย(Logistic regression) นําเสนอค่า Adjusted Odds ratio, 95% Confidence interval (95%CI) ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 </p> <p> ผลการศึกษา ผู้ป่วยจิตเวชที่เข้าร่วมงานวิจัยในช่วงเวลาที่เก็บข้อมูลจำนวน 200 ราย เป็นเพศชาย ร้อยละ 94.5 อายุเฉลี่ย 30.3±9.8 ปี ให้ความร่วมมือในการใช้ยาระดับต่ำร้อยละ 68.0 ระดับปานกลาง ร้อยละ 32.0 และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการไม่มาติดตามการรักษา คือ การใช้สารเสพติดแอมเฟตามีน (AOR= 17.50, 95%CI: 4.74 - 64.52, p<0.001) การตระหนักรู้ (AOR=0.18, 95%CI: 0.06 - 0.51, p=0.001) การเข้าถึงระบบการรักษาที่ยาก (AOR=0.11, 95%CI: 0.03 - 0.48, p=0.003) </p> <p> สรุปความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยจิตเวชอยู่ในเกณฑ์ระดับต่ำ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการไม่มาติดตามการรักษา คือ การใช้สารเสพติดแอมเฟตามีน, การตระหนักรู้และการเข้าถึงระบบการรักษาที่ยาก</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279567
ผลการพัฒนางานบริบาลเภสัชกรรมร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตโรงพยาบาลอุดรธานี
2025-12-29T19:01:57+07:00
เสาวภา ทองสอดแสง
udh.medicaljournal@gmail.com
ชลทิพา พิเศษกุล
udh.medicaljournal@gmail.com
ศศิพินทุ์ มงคลไชย
udh.medicaljournal@gmail.com
อำนวยพร นามมัน
udh.medicaljournal@gmail.com
คชาภรณ์ ศรีจุมพล
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสังเกตย้อนหลัง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนางาน ติดตาม วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา และผลการรักษาทางคลินิก ในการพัฒนางานบริบาลเภสัชกรรมร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต โรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่าง พ.ศ. 2556 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2567 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่มีข้อมูลครบถ้วนจำนวน 49 คน วิเคราะห์ด้วยข้อมูลสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้เกณฑ์ Pharmaceutical Care Network Europe (PCNE) และประเมินผลทางคลินิกจากระดับยา Tacrolimus ในเลือดของผู้ป่วยว่าอยู่ในเกณฑ์เป้าหมายการรักษาหรือไม่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการใช้ยา (drug related problems: DRPs) ตามกรอบ PCNE ที่พบและได้รับการแก้ไขพบว่าปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย (ร้อยละ 54.54) รองลงมาคือด้านการบริหารจัดการยา ได้แก่ การคัดสรรยาโดยเภสัชกร (ร้อยละ 13.65) และกระบวนการบริหารยาโดยพยาบาล (ร้อยละ 4.54) สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่พบบ่อย สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมของผู้ป่วยที่ทำให้ใช้ยาน้อยกว่าที่แพทย์สั่ง (ร้อยละ 40.92) และปัญหาด้านความปลอดภัยในการรักษาได้แก่ การเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา (ร้อยละ 13.65) การประเมินผลทางคลินิกจากระดับยาพบว่าผลการรักษาด้วยยา Tacrolimus (FK506) อยู่ในช่วงเป้าหมายการรักษา (5–8 ng/mL) ร้อยละ 79.59</p> <p>การพัฒนาระบบบริบาลเภสัชกรรมร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพโดยใช้ PCNE classification ช่วยค้นหาและแก้ไขปัญหาการใช้ยา เพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา ทำให้ผู้ป่วยและญาติได้รับคำแนะนำด้านยาและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องและปลอดภัย ส่งผลให้ผลการรักษาทางคลินิกของผู้ป่วยดีขึ้นเป็นไปตามเป้าหมายการรักษา</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279568
ผลของการรักษาด้วยเลเซอร์ทางกายภาพบำบัดต่อผู้ป่วยอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก (Bell’s palsy) โรงพยาบาลอุดรธานี
2025-12-29T19:17:12+07:00
ดวงกมล เกียรติกมลกร
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการรักษาด้วยเลเซอร์ทางกายภาพบำบัดกับการกระตุ้นไฟฟ้าร่วมโปรแกรมกายภาพบำบัดมาตรฐานต่อความสามารถในการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าและสภาวะด้านสังคมในผู้ป่วยอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก (Bell’s palsy) ณ โรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่างเดือนธันวาคม 2565 ถึงมิถุนายน 2568 โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดก่อนและหลังในสองกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก จำนวน 64 คน แบ่ง 2 กลุ่มๆ ละ 32 คน ได้แก่ กลุ่มทดลองการรักษาด้วยเลเซอร์บำบัดร่วมโปรแกรมกายภาพบำบัดมาตรฐาน และกลุ่มควบคุมการกระตุ้นไฟฟ้าร่วมโปรแกรมกายภาพบำบัดมาตรฐาน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก, แบบประเมิน Facial Disability Index (FDI) ประกอบด้วยการประเมินการทำงานทางกายภาพของกล้ามเนื้อใบหน้า (Physical Function FDI; PFDI) และด้านสังคม (Social/Well-being Function FDI; SFDI) และแบบประเมิน House-Brackmann scale (HBS) เพื่อประเมินสภาวะการทำงานของกล้ามเนื้อหน้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS version 26 ใช้สถิติพรรณนา, สถิติอนุมาน (inferential statistic) ได้แก่ independence T-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัย กลุ่มทดลองมีสัดส่วนเพศชายร้อยละ 53.13 อายุ 44.38±12.13 ปี ระยะเวลาเจ็บป่วย 9.10 4.88 วัน กลุ่มควบคุม มีสัดส่วนเพศหญิงร้อยละ 59.37 อายุเฉลี่ย 51.25±14.71 ปี ระยะเวลาเจ็บป่วย 10.85 7.26 วัน ลักษณะทางประชากรของทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกัน ผลการวิเคราะห์ภายในกลุ่มพบว่า คะแนนการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าทางกายภาพเพิ่มขึ้น (Physical Function FDI; PFDI ) ของกลุ่มทดลองที่ได้รับการรักษาเลเซอร์ทางกายภาพบำบัดเพิ่มจาก 60.56±17.20 เป็น 92.66±11.56 คะแนน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการรักษาด้วยการกระตุ้นไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จาก 55.16±3.03 เป็น 87.81±16.26 คะแนน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001ทั้งสองกลุ่ม) คะแนน HBS ของกลุ่มทดลองที่รักษาด้วยเลเซอร์ทางกายภาพบำบัด 4.56±0.95 เป็น 1.81±1.06 คะแนน กลุ่มควบคุมที่ได้รับการรักษาด้วยการกระตุ้นไฟฟ้าลดลง จาก 5.09±0.15 เป็น 2.44±0.22 คะแนน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.001 ทั้งสองกลุ่ม) ส่วนคะแนนด้านสังคมของ (Social/Well-being Function FDI; SFDI) กลุ่มทดลอง มีคะแนนด้านสังคมหลังการรักษาดีกว่ากลุ่มควบคุมแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.956) การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการรักษาไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทั้งในด้าน PFDI (p= 0.128), SFDI (p= 0.130) และ HBS (p= 0.066)</p> <p> สรุป การรักษาด้วยเลเซอร์บำบัดและการกระตุ้นไฟฟ้าร่วมโปรแกรมกายภาพบำบัดมาตรฐานมีผลการรักษาไม่แตกต่างกันทางสถิติ ในการฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าในผู้ป่วย Bell’s palsy</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279569
ประสิทธิผลของการพัฒนาระบบบริการคลินิกโรคเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุด้วยระบบการแพทย์ทางไกล ในโรงพยาบาลเกษตรวิสัย
2025-12-29T19:23:39+07:00
รัชนี วงษ์คำ
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (research and development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริการโรคเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุด้วยระบบการแพทย์ทางไกล (telemedicine) ในโรงพยาบาลเกษตรวิสัย ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ถึง พฤษภาคม 2568 แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะ ที่่ 1 ศึกษาบริบท ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบบริการด้วยระบบการแพทย์ทางไกล และระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบบริการ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง คือ กลุ่มที่รับบริการด้วยระบบการแพทย์ทางไกล (telemedicine) และกลุ่มควบคุม คือ กลุ่มที่รับบริการที่คลินิกโรคเรื้อรังแบบปกติในโรงพยาบาลเกษตรวิสัย จำนวนกลุ่มละ 97 คน เก็บข้อมูลโดยใช้ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โปรแกรม HosXP และแบบสอบถาม วัดผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร(fasting plasma glucose: FPG), ค่าฮีโมโกลบิน A1c (HbA1c), ระดับความดันโลหิต (blood pressure: BP)<strong>, </strong>ระยะเวลารอคอย และค่าใช้จ่ายในการรับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติอนุมานเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ independent t-test และเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อน–หลังภายในกลุ่มด้วยสถิติ paired t-test กำหนดระดับนัยสําคัญที่ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา : การพัฒนาระบบแพทย์ทางไกล โดยใช้ Application Line OA/Google Meet/Dietz และเริ่มต้นในพื้นที่ที่มีความพร้อม ได้แก่ รพ.สต.บ้านเขวาตะคลอง ตำบลทุ่งทอง และ รพ.สต.บ้านอุ่มเม่า ตำบลเหล่าหลวง พบว่าผลการเปรียบเทียบประสิทธิผลของการพัฒนาระบบบริการคลินิกโรคเรื้อรังในผู้สูงอายุ ด้วยระบบการแพทย์ทางไกล (telemedicine) หลังจากดำเนินการ 6 เดือน พบว่ากลุ่มทดลองมีค่า FPG ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ –15.83 mg/dL (p<0.001) ค่า HbA1c เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ +0.10 mg% (p=0.58) ค่า SBP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ –15.63 mmHg (p<0.001) ค่า DBP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ –5.06 mmHg (p<0.001) ด้านการให้บริการในคลินิกโรคเรื้อรัง หลังจากดำเนินการ 6 เดือน พบว่ากลุ่มควบคุมมีค่า FPG ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ –8.73 mg/dL (p<0.001) ค่า HbA1c เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ +0.27 mg% (p =0.14) ค่า SBP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ –11.18 mmHg (p<0.001)และค่า DBP ลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ –2.46 mmHg (p=0.54) ค่าใช้จ่ายโดยรวมที่ผู้ป่วยต้องจ่ายต่อครั้งในกลุ่มทดลอง (telemedicine) เฉลี่ย 81.83 บาท ขณะที่ในกลุ่มควบคุมเฉลี่ย 349.76 บาท ซึ่งสูงกว่าถึงประมาณ 4.2 เท่า ในด้านระยะเวลาการรับบริการแต่ละครั้งกลุ่ม telemedicine ใช้เวลาน้อยกว่าในกลุ่มควบคุมประมาณ 92นาที</p> <p>สรุปได้ว่า การพัฒนาระบบบริการคลินิกโรคเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงอายุด้วยระบบการแพทย์ทางไกล เป็นอีกระบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสามารถนำมาช่วยในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะมีประสิทธิผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับความดันโลหิตไม่แตกต่างกันมากนักกับระบบบริการคลินิกโรคเรื้อรังปกติ และยังพบว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้ป่วย และช่วยลดความแออัดในการเข้ารับบริการในสถานพยาบาล สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการขยายสู่บริการด้านอื่นๆ ต่อไป</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279570
การพัฒนาและประเมินผลเว็บแอปพลิเคชันเพื่อการติดตามดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง โดยใช้แนวคิดการจัดบริการคลินิกโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง วิถีใหม่: กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดสุโขทัย
2025-12-29T19:32:18+07:00
มุกดา ทองสุก
udh.medicaljournal@gmail.com
ทำนุ ร้อยกรอง
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (developmental research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาและประเมินผลระบบสารสนเทศในการติดตามและดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง เพื่อลดการขาดนัดของผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในจังหวัดสุโขทัย ผ่านเว็บเซอร์วิส (web service) ขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ 1) ศึกษาปัญหาและการดำเนินงานระบบ Health Data Center (HDC) 2) วิเคราะห์ความต้องการ 3) ออกแบบระบบสารสนเทศ 4) พัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน (web application) 5) ทดสอบประสิทธิภาพระบบ 6) ประเมินผลระบบ 7) นำเสนอผลการวิจัย กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 250 คน เก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2568 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยจากโรงพยาบาลไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยบริการสามารถดูข้อมูลผ่านเว็บเซอร์วิส ทราบระดับความเสี่ยงทางคลินิกทั้งในระดับเครือข่ายและรายบุคคลช่วยให้สามารถวางแผนบริการดูแลผู้ป่วยตามระดับความเสี่ยงที่แยกตามกลุ่มสี พร้อมทั้งกำกับติดตามผู้ป่วยให้ควบคุมโรคและลดการขาดนัด ระบบมีความรวดเร็ว แม่นยำ และข้อมูลเป็นปัจจุบัน ผลการประเมินจากผู้ใช้งานพบว่า ด้านการใช้งานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (X̅ = 4.83<u>+</u>0.45) หน่วยบริการทั้ง 127 แห่ง(รพ. 9 แห่ง,รพ.สต. 118 แห่ง) ในจังหวัดสุโขทัยนำระบบมาใช้ครบทุกแห่ง ร้อยละ 100 ผลการดูแลผู้ป่วยพบว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานควบคุมโรคได้ดีเพิ่มขึ้น 1,770 คน(ร้อยละ 10.29) ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควบคุมโรคได้ดีเพิ่มขึ้น 627 คน (ร้อยละ 0.88) และอัตราการขาดนัดของผู้ป่วยเบาหวานลดลง ร้อยละ 58.16 และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 31.94 ตามลำดับ</p> <p>สรุปได้ว่า ระบบเว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรค ลดการขาดนัด และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279571
ผลของการพัฒนาโปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์
2025-12-29T19:43:00+07:00
เพ็ญนภา บุญเสริม
udh.medicaljournal@gmail.com
ธวัชชัย ยืนยาว
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบทดลองเบื้องต้น (pre – experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง(one group pretest-posttest design) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาโปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน จำนวน 38 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 51 คน รวม 89 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1.แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2.แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (Barthel ADL) 3.แบบสอบถามสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ได้ค่าความตรงระหว่าง 0.67 – 1.00 ได้ความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคได้เท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนาและสถิติทดสอบที (paired t-test)</p> <p>ผลการศึกษา 1.การพัฒนาโปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วยกิจกรรม 5 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การเสริมสร้างความรู้การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (สัปดาห์ที่ 1) ระยะที่ 2 การวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (สัปดาห์ที่ 2) ระยะที่ 3 การรวบรวมและวางแผนแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง (สัปดาห์ที่ 3) ระยะที่ 4 ปฏิบัติการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน (สัปดาห์ที่ 4 - 6) และระยะ ที่ 5 การประเมินผลและสะท้อนผลการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน (สัปดาห์ที่ 8) 2.ผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ พบว่า ค่าคะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน(Barthel index score)ของผู้สูงอายุในกลุ่มภาวะพึ่งพิงในชุมชนหลังโปรแกรม(<strong>x</strong><strong>̅</strong> =8.45 ±2.04) สูงกว่าก่อนโปรแกรม (<strong>x</strong><strong>̅</strong> =7.89±2.11) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p <0.001 และ ค่าคะแนนสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหลังเข้าโปรแกรม(x̅ =4.53±0.37) สูงกว่าก่อนโปรแกรม (x̅ =3.85±0.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p <0.001 </p> <p>สรุป หลังจากได้รับโปรแกรมทำให้คะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุในกลุ่มภาวะพึ่งพิงในชุมชนหลังโปรแกรมและคะแนนสมรรถนะการดูแลผู้สูงอายุของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านสูงขึ้น</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279572
ผลของแอปพลิเคชันการบำบัดอิงตามสติต่อภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลในผู้ใหญ่: การวิเคราะห์อภิมานของการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม
2025-12-29T20:04:54+07:00
วรพร ศุภประสิทธิ์
udh.medicaljournal@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นงานวิจัยประเภทการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ขนาดอิทธิพลของผลการใช้แอปพลิเคชันการบำบัดอิงตามสติต่อความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในผู้ใหญ่ ผู้วิจัยทำการสืบค้นงานวิจัยแบบการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials: RCTs) ที่เปรียบเทียบประสิทธิผลระหว่างแอปพลิเคชันการบำบัดอิงตามสติ (mindfulness-based applications) กับกลุ่มควบคุมรูปแบบต่างๆ ต่อภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในผู้ใหญ่จากฐานข้อมูล PubMed และ Scopus ระหว่างปี ค.ศ. 2020 - กุมภาพันธ์ 2025 โดยการวิเคราะห์อภิมานของ 7 งานวิจัย มีอาสาสมัครรวม 3102 คน แสดงขนาดอิทธิพลรวมด้วยสถิติ Cohen’s d เปรียบเทียบระหว่าง 2 กลุ่ม ณ ช่วงหลังการทดลอง (posttest) </p> <p> ผลการศึกษา ขนาดอิทธิพลรวมของแอปพลิเคชันการบำบัดอิงตามสติต่อภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับปานกลางแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า d = -0.58 (95%CI: -1.56, 0.39, p = 0.24, I<sup>2 </sup>=0.99) และภาวะวิตกกังวลอยู่ในระดับปานกลางแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่า d = -0.60 (95%CI: -1.82, 0.61, p = 0.33, I<sup>2 </sup>=1.00) โดยมีค่าความไม่เป็นเอกพันธ์อยู่ในระดับสูง</p> <p><strong> </strong>สรุป ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ขนาดอิทธิพลรวมของแอพพลิเคชันการบำบัดอิงตามสติต่อภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลอยู่ในระดับปานกลางอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดในจำนวนงานวิจัยที่นำมาวิเคราะห์ ซึ่งต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า</p> <p><strong> </strong></p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279573
ผลของการนอนหลับต่อภาวะความดันโลหิตสูงในวัยผู้ใหญ่: การศึกษาอภิมาน
2025-12-29T20:19:01+07:00
นภวรรณ ปุณยเวชธำรง
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>การนอนหลับเป็นกระบวนการทางชีวภาพที่มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายรวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการควบคุมสมดุลการทำงานของฮอร์โมนต่าง ๆ ของร่างกาย การนอนที่มีคุณภาพไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและคงสภาวะสมดุล (homeostasis) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม การนอนหลับที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อการกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเธติก (sympathetic overactivity) เพิ่มระดับคอร์ติซอล และทำให้การควบคุมความดันโลหิตผิดปกติได้ หลายการศึกษาพบว่าการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ สามารถเพิ่มความเสี่ยงของภาวะความดันโลหิตสูง (hypertension) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลของการนอนหลับต่อระดับความดันโลหิตในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ โดยการรวบรวมงานวิจัยที่มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการนอนหลับและความดันโลหิตสูงจากฐานข้อมูลวิชาการ ตั้งแต่ ค.ศ. 2015 ถึงเดือนมกราคม 2025 โดยคัดเลือกการศึกษาที่มีการวัดผลของระยะเวลาการนอนหลับที่มีต่อระดับความดันโลหิตสูงทำการวิเคราะห์โดย Inverse Variance Weighting และประเมินอคติ publication bias</p> <p>ผลการศึกษา จากการศึกษาวิจัยจำนวน 10 ฉบับที่ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 1 ล้านคน พบว่าการนอนหลับที่ดี คือการนอนในช่วง 7-8 ชั่วโมงต่อคืน มีความสัมพันธ์กับระดับความดันโลหิตที่เหมาะสม และกลุ่มที่นอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน มีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น</p> <p>สรุป ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า นอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน มีความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น การส่งเสริมสุขภาพการนอนด้วยการปรับพฤติกรรมด้านสุขภาพจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว</p> <p><strong> </strong></p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/279574
การทำงานเป็นกะกับภาวะสุขภาพของบุคลากรโรงพยาบาลอุดรธานี: การศึกษาตามรุ่นย้อนหลังแบบจับคู่
2025-12-29T20:27:18+07:00
ศรีสุดา ทรงธรรมวัฒน์
udh.medicaljournal@gmail.com
กานต์ กาญจนพิชญ์
udh.medicaljournal@gmail.com
พิไลลักษณ์ บ้านใหม่
udh.medicaljournal@gmail.com
ชูรัก เหล่าอรรคะ
udh.medicaljournal@gmail.com
เมธา ทรงธรรมวัฒน์
udh.medicaljournal@gmail.com
<p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาตามรุ่นย้อนหลังแบบจับคู่ วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความชุกของภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ระหว่างบุคลากรที่ทำงานเป็นกะ และบุคลากรที่ทำงานเฉพาะในเวลาราชการในโรงพยาบาลอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรของโรงพยาบาล โดยใช้ข้อมูลจากการตรวจสุขภาพประจำปี พ.ศ. 2568 คัดเลือกผู้เข้าร่วมที่มีข้อมูลสมบูรณ์ แล้วแบ่งเป็นกลุ่มทำงานเป็นกะและกลุ่มทำงานเฉพาะเวลาราชการ จากนั้นทำการจับคู่แบบ 1:1 ตามอายุและเพศ ตัวแปรผลลัพธ์ด้านสุขภาพ ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร และระดับไขมันในเลือด รวมทั้งเปรียบเทียบความชุกของภาวะอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติระหว่างสองกลุ่ม</p> <p> ผลการศึกษา มีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 3,574 คน แบ่งเป็นกลุ่มทำงานเป็นกะ 2,158 คน และกลุ่มทำงานเฉพาะเวลาราชการ 1,416 คน ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 74.20 กลุ่มทำงานเป็นกะมีมัธยฐานอายุน้อยกว่า (33 เทียบกับ 37 ปี) อัตราการออกกำลังกายสูงกว่ากลุ่มทำงานเฉพาะเวลาราชการ (ร้อยละ 73.96 เทียบกับ 70.20, p = 0.014) ความชุกของภาวะไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน เท่ากับร้อยละ 62.44, 38.53, 12.43 และ 9.89 ตามลำดับ กลุ่มทำงานเป็นกะมีความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนสูงกว่ากลุ่มทำงานเฉพาะเวลาราชการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (adjusted odds ratio = 1.56; 95% CI: 1.22–2.00, p < 0.001) ในขณะที่ความเสี่ยงของเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติไม่แตกต่างกันระหว่างทั้งสองกลุ่ม</p> <p> สรุป บุคลากรโรงพยาบาลมีความชุกของภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ภาวะอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวานค่อนข้างสูง โดยบุคลากรที่ทำงานเป็นกะมีความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนสูงกว่าผู้ที่ทำงานเฉพาะเวลาราชการ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025