วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj
<p>วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานการวิจัยและค้นคว้าวิชาแพทย์ บทความฟื้นวิชา การบรรยายพิเศษ รายงานผู้ที่เป็นที่น่าสนใจ เป็นต้น ยินดีรับพิจารณาบทความวิจัย บทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน กำหนดออกวารสาร ราย 4 เดือน (มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม – สิงหาคม, กันยายน – ธันวาคม)</p>
โรงพยาบาลอุดรธานี/ Udonthani Hospital
th-TH
วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี
3088-3245
<p align="justify">การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความโดยตรง</p> <p align="justify">ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้นิพนธ์ ขอสงวนสิทธิ์มิให้นำเนื้อหา ทัศนะ หรือข้อคิดเห็นใด ๆ ของบทความในวารสารไปเผยแพร่ทางการค้าก่อนได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการ อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร</p> <p><a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><span style="font-weight: 400;">https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/</span></a></p>
-
การทบทวนองค์ความรู้เรื่องผลกระทบทางสุขภาพและแนวทางการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนที่อาศัยในพื้นที่โดยรอบบ่อขยะและไฟไหม้บ่อขยะ
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284648
<p> ปริมาณขยะของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคที่มีการสั่งซื้อสินค้าและอาหารผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้มีขยะมูลฝอยและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งเป็นจำนวนมาก การมีระบบกำจัดขยะที่ไม่ถูกต้องทำให้สิ่งคุกคามทางสุขภาพปนเปื้อนเข้าไปในสิ่งแวดล้อม เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางสุขภาพและแนวทางการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพที่เกิดจาก ปัญหาบ่อขยะ รวมถึงกรณีเกิดปัญหาไฟไหม้บ่อขยะในประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ โดยการรวบรวมข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่า สิ่งคุกคามทางสุขภาพเกิดจากก๊าซที่ผลิตออกมาจากบ่อขยะและน้ำชะขยะมูลฝอย ได้แก่ มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟด์ สารอินทรีย์ระเหยง่าย โลหะหนัก ฝุ่น เมื่อเกิดปัญหาไฟไหม้บ่อขยะจะมีการผลิตก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ไดออกซิน ทั้งนี้ ชนิดและระดับการสัมผัสขึ้นกับองค์ประกอบขยะ ลักษณะพื้นที่ สภาพอากาศ และระยะห่างจากแหล่งกำเนิด ผลกระทบทางสุขภาพที่สำคัญ ได้แก่ อาการจากการขาดออกซิเจน การระคายเคือง ทางเดินหายใจ พิษจากโลหะหนัก อาการทางระบบประสาท ผื่นผิวหนัง โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง ทารกพิการ การจัดระบบเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพควรเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพ โดยการตรวจวัดปริมาณสารเคมีในสิ่งแวดล้อม การตรวจวัดสารเคมีในร่างกาย เพื่อให้ทราบว่ามีการสัมผัสสิ่งคุกคามใดเกินค่ามาตรฐานและมีแนวโน้ม จะก่อให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพ การเฝ้าระวังทางสุขภาพที่สำคัญ ได้แก่ การเฝ้าโรคระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบผิวหนัง ระบบหัวใจและหลอดเลือด ไต มะเร็ง ทารกพิการแต่กำเนิด โดยเน้นกลุ่มประชาชนที่มีโรคประจำตัว เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์</p>
ภัทริยา มูลกาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
271
285
-
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการพยาบาลและการปฏิบัติทางคลินิก ในการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดนิ่วในไตแบบเจาะผ่านผิวหนัง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284588
<p>การผ่าตัดนิ่วในไตแบบเจาะผ่านผิวหนัง (Percutaneous Nephrolithotomy:PCNL) เป็นวิธีรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตขนาดใหญ่หรือซับซ้อน ปัจจุบันแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีความหลากหลาย โดยเฉพาะการดูแลในระยะก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัด และก่อนจำหน่าย การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการพยาบาลและการปฏิบัติทางคลินิกในการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดนิ่วในไตแบบเจาะผ่านผิวหนัง โดยดำเนินการสืบค้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. 2559–2569 (ค.ศ. 2016–2026) จากฐานข้อมูล ThaiJO, Google Scholar และ PubMed คัดเลือกและประเมินคุณภาพงานวิจัยตามเกณฑ์ของMunn และคณะ และจัดระดับหลักฐานตามแนวทาง National Health and Medical Research Council (NHMRC) ประเทศออสเตรเลีย</p> <p>ผลการศึกษา พบงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 23 เรื่อง ประกอบด้วย งานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ PCNL จำนวน 18 เรื่อง และงานวิจัยสนับสนุนการปฏิบัติทางคลินิกจำนวน 5 เรื่อง เป็นหลักฐานระดับ 2 จำนวน 13 เรื่อง และระดับ 4 จำนวน 10 เรื่อง ผลการสังเคราะห์พบประเด็นสำคัญเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะก่อนผ่าตัด เน้นการให้ความรู้ การเตรียมความพร้อม การประเมินความเสี่ยงและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 2) ระยะหลังผ่าตัด เน้นการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ภาวะเลือดออก การติดเชื้อ ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ ความปวด การดูแลสายระบายไต และ 3) ระยะก่อนจำหน่าย เน้นการประเมินความพร้อมกลับบ้าน การดูแลแผล การดื่มน้ำ การรับประทานอาหาร การสังเกตอาการผิดปกติ และการมาตรวจตามนัด ทั้งนี้ พบว่าหลักฐานด้านการพยาบาลผู้ป่วย PCNL ยังมีจำนวนจำกัด และยังขาดแนวปฏิบัติการพยาบาลที่เชื่อมโยงการดูแลอย่างต่อเนื่องครบทั้ง 3 ระยะ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล คู่มือการดูแลผู้ป่วย และนวัตกรรมการให้ข้อมูลสุขภาพ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดภาวะแทรกซ้อน ส่งเสริมการฟื้นตัว และยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดนิ่วในไตแบบเจาะผ่านผิวหนัง</p>
ริพัชรินทร์ นิลทะละ
กาญจนา ปัญญาธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
161
176
-
ผลการรักษาและความปลอดภัยของการใช้ rtPA ทางหลอดเลือดดำสำหรับ Minor Ischemic Stroke: ประสบการณ์จากโรงพยาบาลอุดรธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284590
<p>การรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันด้วยยาละลายลิ่มเลือด recombinant tissue plasminogen activator (rtPA; alteplase) มีประสิทธิภาพในการลดความพิการและการเสียชีวิต อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย (minor stroke; NIHSS < 4) การให้ยา rtPA ยังคงมีข้อถกเถียง เนื่องจากต้องพิจารณาสมดุลระหว่างประโยชน์ด้านผลลัพธ์กับความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในสมอง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการให้ยา rtPA เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับยาในผู้ป่วย minor stroke เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกที่ประเมินความสามารถในการทำหน้าที่หรือใช้ชีวิตประจำวัน (functional outcome) โดยใช้คะแนน Modified Rankin Scale (mRS) ที่ 3 และ 6 เดือน และศึกษาการเกิดภาวะเลือดออกในสมองที่มีอาการ (symptomatic intracranial hemorrhage; sICH) ภายใน 6 เดือน เป็นการศึกษาแบบ retrospective cohort รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบที่มีคะแนน NIHSS < 4 เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่างเดือนมกราคม–ธันวาคม 2567 เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับยา rtPA กับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ chi-square test, <strong>multivariable</strong> <strong>logistic regression </strong><strong>สำหรับปรับ</strong><strong>ปัจจัยกวน</strong> <strong>(Baseline NIHSS, Baseline mRS)</strong></p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 124 ราย ได้รับยา rtPA 45 ราย (ร้อยละ 36.29) และไม่ได้รับยา 79 ราย (ร้อยละ 63.71) พบว่าที่ 3 เดือนหลังรักษา กลุ่มที่ได้รับ rtPA มีสัดส่วนของผลลัพธ์ดี (mRS 0–2) สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยา ( Odds ratio 4.39, 95% CI 1.56-12.40; p=0.003) ที่ 6 เดือนไม่พบความแตกต่างในกลุ่มที่ได้และไม่ได้ rtPA <strong>(</strong>Odds ratio 2.51, 95% CI 0.67-9.41; p =0.16) พบภาวะเลือดออกในสมองเพียง 1 ราย (ร้อยละ 2.2) ในกลุ่มที่ได้รับยา rtPA</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การให้ยา rtPA ในผู้ป่วย minor stroke <strong>มีความสัมพันธ์กับ</strong>ผลลัพธ์ทางคลินิกที่ประเมินความสามารถในการทำหน้าที่หรือใช้ชีวิตประจำวันดีขึ้นในระยะ 3 เดือน</p>
ชัยวัฒน์ กลิ่นหอมอ่อน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
177
185
-
ผลการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284591
<p>การหย่าเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องอาศัยการประเมินความพร้อมอย่างเป็นระบบ การหย่าเครื่องช่วยหายใจที่เร็วเกินไป อาจส่งผลให้เกิดภาวะการหย่าเครื่องช่วยหายใจล้มเหลว และ ต้องใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำ แต่หากหย่าเครื่องช่วยหายใจล่าช้าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (VAP) และนอนโรงพยาบาลนานขึ้น การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจต่อระยะเวลาในการใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะเวลาการหย่าเครื่องช่วยหายใจ และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ โดยศึกษาผู้ป่วยวิกฤติศัลยกรรม 150 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 75 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ Independent t-test และการวิเคราะห์ระยะเวลาจนเกิดเหตุการณ์ด้วย Kaplan-Meier และ log-rank test</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มทดลองอายุเฉลี่ย 67.85 ±13.40 เป็นชาย 52 คน (ร้อยละ 69.3) หญิง 23 คน (ร้อยละ 30.7) กลุ่มควบคุม อายุเฉลี่ย 66.42 ±12.15 เป็นชาย 49 คน (ร้อยละ 65.3) หญิง 26 คน (ร้อยละ 34.7) การผ่าตัดที่พบมากที่สุดคือผ่าตัดหลอดเลือดกลุ่มทดลอง จำนวน 35 คน (ร้อยละ 46.7) กลุ่มควบคุม จำนวน 33 คน (ร้อยละ 44.0) ระยะเวลาเฉลี่ยในการใส่เครื่องช่วยหายใจของกลุ่มทดลองเท่ากับ 46.80 ± 15.35 ชั่วโมง ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่มีค่าเฉลี่ย 74.50 ± 22.10 ชั่วโมง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และระยะเวลาการหย่าเครื่องช่วยหายใจของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ย 8.45 ± 3.12 ชั่วโมง น้อยกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งมีค่าเฉลี่ย 15.20 ± 7.45 ชั่วโมง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) กลุ่มทดลองสามารถหย่าเครื่องช่วยหายใจสำเร็จภายใน 8 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 69.3 และภายใน 24 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 98.6 โดยไม่พบอุบัติการณ์การใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำ พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติการหย่าเครื่องช่วยหายใจในระดับมากที่สุด ( <em>x̄</em> = 4.80, SD = 0.40) โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและความสะดวกในการปฏิบัติงาน</p> <p><strong> </strong>สรุปผลการศึกษา แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจสามารถช่วยลดระยะเวลาในการใส่เครื่องช่วยหายใจและระยะเวลาการหย่าเครื่องช่วยหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ จึงควรส่งเสริมให้มีการนำแนวปฏิบัติดังกล่าวไปใช้ในหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤติด้านศัลยกรรมอย่างต่อเนื่อง</p>
ธัญญามาศ วรรณพราหมณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
186
198
-
ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมของพยาบาลหัวหน้าเวรใหม่ด้วยแอปพลิเคชันไลน์ต่อการรับรู้บทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284593
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยแบบก่อนทดลอง โดยใช้แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมของพยาบาลหัวหน้าเวรใหม่ด้วยแอปพลิเคชันไลน์ต่อการรับรู้บทบาทการเป็นพยาบาลหัวหน้าเวร โรงพยาบาลเอกชน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*power เวอร์ชั่น 3.1.9.7 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 34 คน และใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1)โปรแกรมการเตรียมความพร้อมของพยาบาลหัวหน้าเวรใหม่ด้วยแอปพลิเคชันไลน์ และ2) แบบสอบถามการรับรู้ต่อบทบาทการเป็นหัวหน้าเวร ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.90 หาค่าความเที่ยงโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired-sample t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน เป็นเพศหญิงทั้งหมดปฏิบัติงานนาน 6-12 เดือน ร้อยละ66.67ก่อนให้โปรแกรมมีค่าคะแนนเฉลี่ยการรับรู้บทบาทพยาบาลหัวหน้าเวรอยู่ในระดับปานกลาง ( =3.46<u>+</u>0.34) และหลังเข้าร่วมโปรแกรม อยู่ในระดับมาก ( =4.14<u>+</u>0.30) คะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ผลการศึกษาสนับสนุนว่า การนำโปรแกรมดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเตรียมความพร้อมของพยาบาลหัวหน้าเวรใหม่ได้</p>
เกศกนก แสงอุบล
วลัยลักษณ์ พรหมทอง
เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย
สมรักษ์ จันทร์อบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
199
210
-
การพัฒนาและประเมินความสามารถในการใช้งานของ MedMixBot : ระบบแชตบอตเพื่อสนับสนุนการเตรียมยาเคมีบำบัดในงานเภสัชกรรมโรงพยาบาล
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284599
<p>การเตรียมยาเคมีบำบัดเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมักกระจัดกระจายและเข้าถึงได้ยากในบริบทการปฏิบัติงานจริง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินความสามารถในการใช้งานเบื้องต้นของ MedMixBot ซึ่งเป็นระบบแชตบอตเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลด้านการเตรียมยาเคมีบำบัดในงานเภสัชกรรมโรงพยาบาล</p> <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้รูปแบบการศึกษากลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง (one-group posttest design) โดยมีเภสัชกรจำนวน 28 คน จากโรงพยาบาล 8 แห่งเข้าร่วมการศึกษา MedMixBot ประกอบด้วยฐานข้อมูลยาเคมีบำบัดจำนวน 10 ชนิด และผู้เข้าร่วมทุกคนทดลองใช้งานและประเมินข้อมูลของยาทั้ง 10 ชนิด ผู้เข้าร่วมประเมิน usability ของระบบด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนลิเคิร์ต 5 ระดับ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ความชัดเจน ความถูกต้องตามการรับรู้ของผู้ใช้งาน ความเข้าใจง่าย และความน่าสนใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า จากข้อมูลการประเมินจำนวน 280 รายการ (28 คน x 10 ชนิดยา) คะแนนเฉลี่ย ความสามารถในการใช้งานอยู่ในระดับสูงทุกด้าน (4.70–4.78 จาก 5 คะแนน) โดยด้าน Perceived Accuracy ได้คะแนนสูงที่สุด (4.78 ± 0.47) มากกว่าร้อยละ 95 ของคะแนนอยู่ในระดับสูง (4–5)</p> <p> สรุป: MedMixBot มี usability อยู่ในระดับสูง และอาจช่วยสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลด้านการเตรียมยาเคมีบำบัดในบริบทการปฏิบัติงานจริง</p>
ชัยณรงค์ เบ้ารักษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
211
221
-
ประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดในชุมชน (Community-Acquired Sepsis) ของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย : กรณีศึกษา ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองวัดป่าโนนนิเวศน์
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284640
<p>งานวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดในชุมชนของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย มี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ด้วยการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล 22 คน เครื่องมือมีค่า IOC = 0.67–1.00 ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบโดยประชุมภาคีเครือข่าย 16 คน โดยประยุกต์ผลการศึกษาการมีส่วนร่วมและผลการพัฒนาโปรแกรมความรู้สำหรับ อสม. ในการเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดในชุมชน ตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธี Member checks ระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบโดยวัดความรู้ก่อน-หลังด้วยแบบวัดความรู้ (IOC = 0.67–1.00, KR-20 = 0.78) ผู้เข้าร่วมวิจัย 42 คน วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างก่อน–หลังด้วยสถิติ McNemar’s test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ติดตามเยี่ยมบ้านสอบถามอาการและการดูแลตนเอง ติดตามรายงานติดเชื้อในกระแสเลือดในชุมชนก่อน–หลัง 6 เดือนด้วยจำนวน และร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่าระยะที่1สถานการณ์การดูแลตนเองของผู้สูงอายุในการป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการรับรู้อาการสงสัย การตัดสินใจเข้าสู่ระบบการรักษา และการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันตัวเองยังไม่เพียงพอเนื่องจาก อสม.ให้คำแนะนำได้เพียงบางกลุ่มคนและไม่ครบถ้วนทุกประเด็นการป่วยและเสียชีวิตมักพบในผู้มีโรคประจำตัวร่วมกับการผ่าตัดหรือหัตถการ ระยะที่2 รูปแบบที่พัฒนาประกอบด้วย(1)การอบรมแบบมีส่วนร่วมโดยการเล่าเรื่องจากผู้เคยป่วย เจ้าหน้าที่บรรยายด้วยสื่อความรู้ที่เข้าใจง่าย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้สูงอายุสุขภาพดี (2) เจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านสอบถามอาการการดูแลตนเองและการปฏิบัติตัวร่วมกับอสม. (3) การติดตามอาการโดย อสม. ทางโทรศัพท์ในเดือนที่ 2–3 ระยะที่3 ประเมินผลหลังดำเนินโครงการ ผู้สูงอายุมีความรู้เกี่ยวกับการสังเกตอาการและการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดในชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) สามารถสังเกตอาการและตัดสินใจเข้าสู่ระบบการรักษาได้ ไม่มีผู้ติดเชื้อในกระแสเลือดรายใหม่ อัตราการเสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดแบบรุนแรงในชุมชนลดลงจากร้อยละ 50.00 เป็นร้อยละ 0.00 หลังดำเนินโครงการ 6 เดือน</p> <p> สรุป รูปแบบการส่งเสริมศักยภาพการดูแลตนเองโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสัมพันธ์กับความรู้ด้านการป้องกันภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น</p>
สุภาภรณ์ บุญยานาม
วัชรีภรณ์ เบ้าทองหล่อ
ปาริชาต ตันสุวรรณ
ชลการ ทรงศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
222
233
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะกรดคีโตนในเลือดสูงจากเบาหวานในผู้ป่วยเบาหวานในโรงพยาบาลเซกา
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284641
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (Retrospective case-control study) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะกรดคีโตนในเลือดสูงจากเบาหวาน (Diabetic ketoacidosis: DKA) ในผู้ป่วยเบาหวานที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเซกา จังหวัดบึงกาฬ โดยศึกษาในกลุ่มประชากรผู้ป่วยเบาหวานที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง(น้ำตาลในเลือด > 200 mg/dl) และเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเซกา ศึกษาเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่เกิดภาวะ DKA และไม่เกิดภาวะ DKA (non-DKA) เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียน ในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2565 – 31 ตุลาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เปรียบเทียบ กรณีข้อมูลที่ไม่ต่อเนื่องใช้ Chi-Square test หรือ Fisher Exact test ข้อมูลต่อเนื่อง ใช้ Student’s T-Test หรือ Mann-Whitney U Test และใช้ Binary logistic regression analysis ในการวิเคราะห์หาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะ DKA โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษา ผู้ป่วยที่นำมาวิเคราะห์ข้อมูลจำนวน 72 ราย มีกลุ่มผู้ป่วย DKA จำนวน 24 ราย และไม่เป็น DKA (non-DKA) จำนวน 48 ราย พบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะ DKA ได้แก่ อายุ กลุ่ม DKA อายุเฉลี่ย 50.4±9.6 ปี น้อยกว่ากลุ่ม non-DKA ซึ่งมีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 61.1±12.1 ปี (p < 0.001) มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์ (p = 0.003) และมีภาวะทางจิตเวช (p = 0.003) เมื่อวิเคราะห์แบบถดถอยพบว่า อายุเป็นปัจจัยเดียวในแบบจำลองพหุตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางผกผัน โดยพบว่าอายุที่เพิ่มขึ้น 1 ปี ส่งผลให้ลดการเกิดภาวะ DKA ลงร้อยละ 7.4 (AOR = 0.926, 95% CI = 0.880–0.973; p = 0.003).</p> <p><strong> </strong>สรุป ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะ DKA อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยอายุน้อย กลุ่มผู้ป่วยที่มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์ และกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะทางจิตเวช โดยพบว่าปัจจัยเรื่องอายุน้อยกว่าสัมพันธ์กับการเกิดภาวะ DKA มากที่สุด</p>
ภานุพงษ์ รัตนวรรณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
234
246
-
การพัฒนาระบบแชทบอทบริการด้านสุขภาพสำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284644
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบแชทบอทบริการสุขภาพและประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อระบบแชทบอทของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (pretest–posttest) ร่วมกับกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เพื่อพัฒนาและประเมินผลระบบแชทบอทสำหรับบริการด้านสุขภาพ ร่วมกับแนวคิดการจัดการแบบลีน (Lean Management) ในการพัฒนาบนแพลตฟอร์ม LINE Official Account ระบบให้ข้อมูลวันและเวลาทำการ ข้อมูลการให้บริการ ตารางแพทย์ การนัดหมาย และคำแนะนำก่อนเข้ารับบริการ กลุ่มตัวอย่างคือผู้รับบริการจำนวน 100 คน คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยระบบแชทบอทและแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาระบบแชทบอทสำหรับการให้บริการด้านสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเตยผ่านแพลตฟอร์ม LINE Official Account โดยระบบสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับเวลาทำการ การให้บริการด้านสุขภาพ ตารางแพทย์ การจองคิว และการเตรียมตัวก่อนเข้ารับบริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว พบว่า คะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้บริการหลังการใช้ระบบแชทบอทบริการสุขภาพสูงกว่าก่อนการใช้ระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน โดยความพึงพอใจโดยรวมของผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเท่ากับ 1.11 (95% CI 1.00–1.22; p < 0.001) ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พิจารณาเป็นรายประเด็นพบว่า ความพึงพอใจด้านเนื้อหา ด้านการออกแบบ และด้านการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001)</p> <p> สรุปผลการศึกษา ระบบบริการสุขภาพสำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเตย สามารถให้บริการข้อมูลสุขภาพเป็นที่น่าพึงพอใจของผู้ใช้งาน</p>
ดลณชา อิสริยภานันท์
สรณ โภชนจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
247
259
-
รายงานผู้ป่วย: การติดเชื้อรา Talaromycosis ที่แสดงอาการด้วยผื่น Umbilicated Papules ในผู้ป่วยเอดส์บริบทโรงพยาบาลชุมชน
https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/284646
<p> Disseminated Talaromycosis เป็นการติดเชื้อราที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องโดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดจากเชื้อ <em>Talaromyces marneffei</em> การวินิจฉัยล่าช้าอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในบริบทโรงพยาบาลชุมชนที่มีทรัพยากรการวินิจฉัยจำกัด การพบผื่นตุ่มนูนมีรอยบุ๋มตรงกลางซึ่งเป็น pathognomonic finding ที่สำคัญร่วมกับการตรวจขูดผิวหนังและย้อม Wright stain เป็นเครื่องมือวินิจฉัยเบื้องต้นที่รวดเร็วและเข้าถึงได้ในบริบทโรงพยาบาลชุมชน รายงานผู้ป่วยรายนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอกรณีผู้ป่วยเอชไอวีที่มีผื่นลักษณะดังกล่าว และได้รับการวินิจฉัย Disseminated Talaromycosis โดยอาศัยการตรวจขูดผิวหนังและย้อม Wright stain เป็นเครื่องมือวินิจฉัยแยกโรคเบื้องต้นในบริบทโรงพยาบาลชุมชน</p> <p> ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 30 ปี ผู้ติดเชื้อเอชไอวีระยะเอดส์ที่มีประวัติขาดยาต้านไวรัส TLD (<strong>Tenofovir/Lamivudine/ </strong><strong>Dolutegravir)</strong> นานกว่า 3 ปี เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้นอาจาโร ด้วยอาการไข้ต่ำๆ น้ำหนักลด และ ผื่นลักษณะตุ่มนูนมีรอยบุ๋มตรงกลางที่ใบหน้า แขนขาและลำตัว จำนวนเซลล์ CD4 แรกรับ 88 เซลล์ต่อไมโครลิตร (ร้อยละ 12.2) การขูดผิวหนังและย้อม Wright stain ตรวจพบเชื้อราแบบ binary fission yeast และการเพาะเชื้อราในเลือดตรวจพบเชื้อ <em>Talaromyces marneffei </em>นอกจากนี้ผลเพาะเชื้อแบคทีเรียในเลือดจาก 2 specimens ตรวจพบ <em>Salmonella typhi </em>ยืนยันภาวะการติดเชื้อร่วม ผู้ป่วยได้รับการรักษา <em>Salmonella typhi </em>bacteremia ด้วย Ceftriaxone 2 กรัม ทางหลอดเลือดดำวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ สำหรับ Disseminated Talaromycosis ให้การรักษาโดยใช้ Amphotericin B ขนาด 0.8 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วย Itraconazole 200 มิลลิกรัม ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน ตามด้วย Itraconazole 200 มิลลิกรัม ทุก 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 สัปดาห์ และ Itraconazole 200 มิลลิกรัมต่อวัน จนผู้ป่วยมีเซลล์ CD4 มากกว่า 100 เซลล์ต่อไมโครลิตร ผู้ป่วยได้รับ Cotrimoxazole (Trimethoprim 80 มิลลิกรัม/Sulfamethoxazole 400 มิลลิกรัม) 2 เม็ดวันละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสจนผู้ป่วยมีเซลล์ CD4 มากกว่า 200 เซลล์ต่อไมโครลิตร ทั้งนี้ได้เริ่มยาต้านไวรัสใหม่หลังจากได้รับ Amphotericin B ครบ 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยตอบสนองดีต่อการรักษาและหลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลมีการติดตามผื่นผิวหนังที่ 3 เดือน พบว่าผื่นผิวหนังดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p> สรุปผลการศึกษา: ในผู้ป่วยเอชไอวีที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงและมาด้วยผื่นตุ่มนูนมีรอยบุ๋มตรงกลาง การตรวจขูดรอยโรคผิวหนังและย้อม Wright stain สามารถช่วยสนับสนุนการวินิจฉัย talaromycosis ได้อย่างรวดเร็วในบริบทโรงพยาบาลชุมชน ขณะที่การเพาะเชื้อรายังคงมีบทบาทในการยืนยันการวินิจฉัย กรณีนี้ยังแสดงให้เห็นความสำคัญของการพิจารณาการติดเชื้อร่วมและการส่งเพาะเชื้อในเลือดทั้งแบคทีเรียและเชื้อราเมื่อมีข้อบ่งชี้</p>
กิรนันท์ รุจิโรจน์อำไพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
34 2
260
270