วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj <p>วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานการวิจัยและค้นคว้าวิชาแพทย์ บทความฟื้นวิชา การบรรยายพิเศษ รายงานผู้ที่เป็นที่น่าสนใจ เป็นต้น ยินดีรับพิจารณาบทความวิจัย บทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อน กำหนดออกวารสาร ราย 4 เดือน (มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม – สิงหาคม, กันยายน – ธันวาคม)</p> โรงพยาบาลอุดรธานี/ Udonthani Hospital th-TH วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี 3088-3245 <p align="justify">การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ส่งบทความโดยตรง</p> <p align="justify">ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้นิพนธ์ ขอสงวนสิทธิ์มิให้นำเนื้อหา ทัศนะ หรือข้อคิดเห็นใด ๆ ของบทความในวารสารไปเผยแพร่ทางการค้าก่อนได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการ อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร</p> <p><a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><span style="font-weight: 400;">https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/</span></a></p> ผลของขนาดยาลิโดเคนภายในช่องท้องต่อการบรรเทาความปวดระหว่างการทำหมันหลังคลอดด้วยการผ่าตัดเปิดช่องท้องขนาดเล็ก: การทดลองแบบสุ่มสามกลุ่มและมีกลุ่มควบคุม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281983 <p>วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิผลของลิโดเคนภายในช่องท้องขนาด 50 มิลลิกรัม และ 100 มิลลิกรัม เปรียบเทียบกับยาหลอก ในการลดความปวดระหว่างการทำหมันหลังคลอดด้วยวิธี mini-laparotomy</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย ในสตรีหลังคลอดจำนวน 102 ราย ซึ่งได้รับการจัดสรรอย่างเท่าเทียมให้ได้รับการหยอดน้ำเกลือปกติ (ยาหลอก) ปริมาตร 20 มิลลิลิตร หรือลิโดเคน ขนาด 50 มิลลิกรัม ปริมาตร 20 มิลลิลิตร หรือ ลิโดเคนขนาด 100 มิลลิกรัม ปริมาตร 20 มิลลิลิตร ภายในช่องท้อง (ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 – กรกฎาคม พ.ศ. 2568) ผู้เข้าร่วมทุกคนได้รับมอร์ฟีนเข้ากล้ามขนาด 10 มิลลิกรัม ก่อนผ่าตัด 30 นาที และ ยาชาเฉพาะที่ลิโดเคน 1% ผสม Epinephrine ปริมาตร 15 มิลลิลิตร การประเมินความปวดในระหว่างการผ่าตัด 4 ช่วงเวลา วิเคราะห์โดยใช้แบบจำลองเชิงเส้นผสม (linear mixed-effects model) ซึ่งกำหนดตัวสกัดแบบสุ่มรายบุคคล</p> <p>ผลการศึกษา: มีสตรี 96 รายที่เข้าร่วมการศึกษาครบถ้วน (กลุ่ม 100 มก. = 33 ราย, 50 มก. = 34 ราย,&nbsp; กลุ่มยาหลอก = 29 ราย) ลักษณะพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อายุและดัชนีมวลกาย มีความใกล้เคียงกันระหว่างทั้ง&nbsp;&nbsp; สามกลุ่ม ความปวดที่วัดได้ 1 นาทีหลังการหยอดยาไม่แตกต่างกัน (p = 0.395) เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก พบค่าความแตกต่างเฉลี่ย (ยาหลอก – ลิโดเคน) ของคะแนนปวด NRS (95% CI) เท่ากับ +1.43 (0.08–2.78) และ +3.11 (1.75–4.48) ในช่วงการผูกท่อนำไข่ข้างแรก, +2.27 (0.91–3.62) และ +4.60 (3.23–5.96) ในช่วงผูกท่อน้ำไข่ข้างที่สอง, และ +1.71 (0.35–3.06) และ +3.39 (2.03–4.75) หลังการเย็บปิดแผล สำหรับลิโดเคนขนาด 50 มก. และ 100 มก. ตามลำดับ (ทุกค่า p &lt; 0.05) กลุ่มที่ได้รับลิโดเคน 100 มก. มีคะแนนปวดต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับลิโดเคน 50 มก. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp; (p ≤ 0.03) ผู้เข้าร่วม 4 ราย ร้อยละ 4.17 รายงานอาการเวียนศีรษะเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง</p> <p>สรุป การหยอดลิโดเคนเข้าช่องท้องขนาด 50 มก. และ 100 มก. สามารถลดความปวดระหว่างผ่าตัดได้อย่าง มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก โดยขนาด 100 มก. ให้ผลบรรเทาปวดสูงสุด</p> <p>&nbsp;</p> สมปราชญ์ ชินวานิชย์เจริญ เมธา ทรงธรรมวัฒน์ พัชรินทร์ นภามาศ เอื้อมพร สุ่มมาตย์ ศรีสุดา ทรงธรรมวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 1 13 การพัฒนาระบบยาของผู้ป่วยระยะท้ายในสถานชีวาภิบาล โรงพยาบาลอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281942 <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพื่อศึกษาผลลัพธ์การพัฒนาระบบยา จัดการ</p> <p>ปัญหาการใช้ยา ผลลัพธ์ทางด้านคลินิกและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยระยะท้ายที่สถานชีวาภิบาล ดำเนินการในเดือน มีนาคม - มิถุนายน 2568 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยระยะท้ายที่อาศัยอยู่ในสถานชีวาภิบาลพุทธบุตร สวนเวฬุวัน ต.เชียงยืน จ.อุดรธานี จำนวน 24 ราย เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมิน Edmonton Symptom Assessment System, แบบบันทึก drug related problems และแบบประเมิน Palliative care Outcome Scale ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย ผู้ป่วยระยะท้ายส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 58.33) อายุมากกว่า 60 ปี (ร้อยละ 79.17) โรคหลัก 3 อันดับแรกเป็น โรคหลอดเลือดสมอง (ร้อยละ20.28) โรคสมองเสื่อม (ร้อยละ16.67) และ มะเร็งตับ (ร้อยละ 12.50) พบปัญหาด้านยา 17 ราย ร้อยละ 70.83 ปัญหา 3 อันดับแรก ได้แก่ ใช้ยาไม่ตรงตามแพทย์สั่ง (ร้อยละ 33.33) ความถี่ไม่เหมาะสม (ร้อยละ 22.22) ใช้ยาขนาดต่ำ (ร้อยละ 16.67) ทำให้ไม่ได้ผลจากการรักษา (ร้อยละ 50.00) เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา (ร้อยละ 22.22) และอื่น ๆ วิธีการจัดการปัญหาได้แก่ ใช้ปฏิทินยา ให้คำแนะนำการใช้ยา ทวนสอบวิธีบริหารยา ประสานรายการยา จัดเก็บยาในถุงผ้า และใช้สื่อความรู้ ผลลัพธ์ทางคลินิกเปรียบเทียบก่อนและหลังการบริบาลทางเภสัชกรรม 72 ชั่วโมงพบว่าอาการทางคลินิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ปวด เหนื่อยอ่อนเพลีย คลื่นไส้ ซึมเศร้า วิตกกังวล ง่วงซึม/สะลึมสะลือ เบื่ออาหาร สบายดีทั้งกายใจและเหนื่อยหอบ ( &lt; 0.001 ทุกรายการ) และพบว่าผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.001) โดยก่อนการเยี่ยมบ้านมีคะแนนเฉลี่ย 6.54 (SD=5.03) และหลังการเยี่ยมมีคะแนนเฉลี่ย 2.91 (SD=6.08) </p> <p>สรุป: การบริบาลทางเภสัชกรรม การใช้ปฏิทินยาแก่ผู้ป่วยระยะท้ายที่สถานชีวาภิบาล ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีและผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p> </p> <p> </p> อุดมลักษณ์ รังสิยาภรณ์รัตน์ วราภรณ์ ริมชัยสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 14 25 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ด้านสุขภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง ของผู้ต้องราชทัณฑ์หญิงเรือนจำจังหวัดอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281943 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ด้านสุขภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง ต่อการรับรู้ด้านสุขภาพฯ และการยอมรับการตรวจคัดกรองฯ ของผู้ต้องราชทัณฑ์หญิงเรือนจำจังหวัดอุดรธานี จำนวน 204 คน&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ด้านสุขภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการรับรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูก มีค่า CVI = 0.82, 0.88, และ 0.96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และใช้สถิติ Wilcoxon signed-rank test สำหรับเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 37.82 ± 5.30 ปี หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการรับรู้ด้านสุขภาพฯ ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก การรับรู้ความรุนแรงของโรคมะเร็งปากมดลูก การรับรู้ถึงประโยชน์ของการรักษาและป้องกันโรค การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรค และการรับรู้สิ่งชักนำสู่การปฏิบัติ สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกด้าน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;(กลุ่มตัวอย่างยอมรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง &nbsp;และส่งสิ่งส่งตรวจคัดกรองทุกรายร้อยละ 100</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรุป โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้ด้านสุขภาพฯ สามารถส่งเสริมการรับรู้ด้านสุขภาพฯ และการยอมรับการตรวจคัดกรองฯ ได้ ควรนำไปใช้ในการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในผู้ต้องราชทัณฑ์หญิงที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> ชริษา บุญธกาญภัทร์ สร้อย อนุสรณ์ธีรกุล ทรรศนีย์ นครชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 26 36 ผลของโปรแกรมติดตามอาการทางโทรศัพท์ต่อความรู้ ทักษะการดูแลตนเอง และความพึงพอใจ ของผู้ป่วยภาวะจุดภาพชัดบวมน้ำจากเบาหวานที่ได้รับการฉีดยาเข้าน้ำวุ้นตาแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281944 <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมติดตามอาการทางโทรศัพท์ต่อความรู้ ทักษะการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของผู้ป่วยภาวะจุดภาพชัดบวมน้ำจากเบาหวานที่ได้รับการฉีดยาเข้าน้ำวุ้นตาแบบผู้ป่วยนอก ทำการศึกษาที่ห้องตรวจตา โรงพยาบาลอุดรธานี โปรแกรมออกแบบโดยอิงตามแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม และหลักการพยาบาลก่อน ขณะ และหลังการทำหัตถการฉีดยาเข้าน้ำวุ้นตา โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการให้คำแนะนำทางการพยาบาล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานขึ้นจอประสาทตาที่มีภาวะจุดภาพชัดบวมน้ำ จำนวน 32 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้าศึกษา เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น เพื่อวัดความรู้ ทักษะการดูแลตนเอง และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired T-Test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างอายุเฉลี่ย 56.78 ปี เพศหญิงและชายมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่มีโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง ร้อยละ 68.8 &nbsp;ไขมันในเลือดสูง ร้อยละ 59.4 และร้อยละ 65.5 มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) รวมทั้งมีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (FBS) และค่า HbA1c ที่สูงเกินเกณฑ์ หลังจากได้รับโปรแกรมติดตามอาการทางโทรศัพท์ คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 8.09 เป็น 9.75 (p&lt;0.001) ทักษะการดูแลตนเองเพิ่มจาก 8.44 เป็น 9.72 (p &lt; 0.01) และคะแนนความพึงพอใจเพิ่มจาก 19.84 เป็น 28.72 (p &lt; 0.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมสามารถส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับโรค พัฒนาความสามารถในการดูแลตนเอง และสร้างความพึงพอใจต่อการดูแลได้อย่างมีประสิทธิผล</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>ข้อเสนอแนะ ควรนำโปรแกรมติดตามอาการทางโทรศัพท์ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคตาที่ได้รับหัตถการแบบผู้ป่วยนอก โดยบูรณาการกับระบบบริการตามปกติ เพื่อส่งเสริมการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคและการรักษา นอกจากนี้ควรศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการติดตามผู้ป่วยผ่านช่องทางดิจิทัลอื่นๆ เช่น วิดีโอคอลหรือแอปพลิเคชัน เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น</p> ภาวนา ดาวงศ์ศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 37 45 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกเบาหวาน โดยใช้รูปแบบการจัดการโรคเรื้อรัง ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแกใหญ่ จังหวัดสุรินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281945 <p>งานวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกเบาหวาน โดยใช้รูปแบบการจัดการโรคเรื้อรัง ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการ 2) ศึกษาปัจจัยความสัมพันธ์ 3) พัฒนารูปแบบและทดลองใช้ และ 4) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรทางสาธารณสุข 3 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและผู้นำชุมชน 2 คน และผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 105 คน รวม 110 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์และใช้แบบสอบถาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามและรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติ Pearson Product-Moment Correlation และ Paired t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่า 1) สถานการณ์ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี เพียงร้อยละ 23.8 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกเบาหวาน ได้แก่ ด้านหน่วยงานบริการสุขภาพ (r =.236, p = .05) ด้านการสนับสนุนการจัดการตนเอง (r =.311, p &lt; .01) ด้านระบบสารสนเทศทางคลินิก (r =.237, p &lt; .05) และภาพรวมของการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในคลินิกเบาหวาน (r =.262, p &lt;.05 และ3) ประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มที่ได้รับรูปแบบการจัดการโรคเรื้อรัง มีระดับ FBS และค่า HbA1c หลังการทดลองต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt; .001</p> <p>&nbsp;สรุปผลการศึกษา รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตามแนวคิดการจัดการโรคเรื้อรัง ช่วยให้คลินิกเบาหวานมีระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้มีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสม ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้</p> พรเพ็ญ เสาวรัจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 46 57 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอัตราการอยู่รอดของฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟัน ในโรงพยาบาลเลย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281946 <p>การศึกษาแบบย้อนหลังเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการอยู่รอดของฟันที่ได้รับการรักษา<br>คลองรากฟันและเพื่อสร้างแบบจำลองการพยากรณ์การอยู่รอดในระยะยาว โดยศึกษาในผู้ป่วยที่ได้รับ<br>การรักษาคลองรากฟันที่โรงพยาบาลเลยระหว่างปี พ.ศ.2563–2565 รวม361ซี่ ติดตามอย่างน้อย 24 เดือน วิเคราะห์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วย Cox regression และสร้างแบบจำลองการพยากรณ์ด้วย Weibull regression</p> <p>ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง Weibull regression พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อ<br>การอยู่รอดอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การบูรณะด้วยครอบฟัน (Adj HR 0.32, p = 0.005) และอายุตั้งแต่ 60ปีขึ้น ไป (Adj HR 2.35, p= 0.042) ส่วนเพศ ตำแหน่งและชนิดฟันรอยโรคปลายรากฟันก่อนรักษาคลองรากฟัน และคุณภาพการอุดคลองรากฟัน ไม่พบความแตกต่างทางสถิติ</p> <p>สรุป อายุ และการบูรณะหลังรักษาด้วยครอบฟันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดของฟัน อย่างไรก็ตามการมีรอยโรคปลายรากฟันก่อนรักษาคลองรากฟัน มีแนวโน้มความเสี่ยงทางคลินิกสูง จึงเป็นส่วน หนึ่ง ของโมเดลสุดท้ายในแบบจำลอง Weibull ช่วยพยากรณ์การอยู่รอด และเป็นประโยชน์ต่อ การวางแผนรักษา และการให้คำปรึกษาผู้ป่วย</p> วรรณี ศิริศักดิ์ พิชัย บุญมาศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 58 69 การศึกษาเปรียบเทียบความเชื่อมั่นระหว่างผลการประเมินความเสี่ยงกลุ่มอาการดาวน์ตามอายุครรภ์ของหญิงตั้งครรภ์ ประเมินจาก LMP และข้อมูลจากการอัลตราซาวด์ด้วยวิธี Quadruple test ในโรงพยาบาลอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281947 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยรูปแบบเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการประเมินความเสี่ยงและค่ามัธยฐานของสารชีวเคมี 4 ชนิดในการตรวจ Quadruple test โดยใช้การกำหนดอายุครรภ์ตามวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายและจากการอัลตราซาวด์ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับประเมินความเสี่ยงและเครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติ Beckman Access รุ่น DXI800 สถิติที่ใช้ได้แก่ Cohen’s Kappa ระดับความสอดคล้องระดับดีมาก (0.81 – 1.00) และ Independent t-test ระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 กลุ่มตัวอย่างหญิงไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป อายุครรภ์ 14 – 18 สัปดาห์ จำนวน 200 ราย ที่เข้ารับการตรวจคัดกรองดาวน์ ในโรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่างเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม พ.ศ. 2568 &nbsp;</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การเปรียบเทียบผลการประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลอายุครรภ์ วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายและการอัลตราซาวด์ด้วยสถิติ Cohen’s Kappa ในระดับดีมาก (Kappa = 0.921) โดยพบว่า แตกต่างกัน 2 ราย (ร้อยละ 1.0) สารชีวเคมี 4 ชนิด ได้แก่ Alpha-fetoprotein (AFP), total Beta Human Chorionic Gonadotropin (total Beta hCG), Unconjugated estriol (uE3) และ Dimeric inhibin-A (Inhibin-A) กลุ่มที่ประเมินผลเสี่ยงสูงไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของค่า total Beta HCG และ uE3 (p = 0.004 และ p &lt; 0.001 ตามลำดับ) โดยไม่พบความแตกต่างของค่า AFP และ inhibin-A การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นระหว่างผลการประเมินความเสี่ยงกลุ่มอาการดาวน์จากข้อมูลวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายและการอัลตราซาวด์ มีความสอดคล้องดีมาก การเปรียบเทียบค่า Multiples of the Median (MoM)&nbsp; ในกลุ่มประเมินเสี่ยงต่ำพบว่า total Beta hCG และ uE3 มีความแตกต่างกัน ห้องปฏิบัติการจึงต้องมีแนวทางการเลือกใช้อายุครรภ์ เพื่อการรายงานผลที่ถูกต้องเพื่อลดการเจาะน้ำคร่ำเพื่อการวินิจฉัยก่อนคลอด</p> อรทัย ศรีคราม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 70 79 การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการคัดกรองคำสั่งใช้ยาและประสานรายการยากลับบ้าน ในแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281948 <p>การคัดกรองคำสั่งใช้ยาและการประสานรายการยาเป็นกระบวนการสำคัญในการป้องกันความคลาดเคลื่อนทางยาและส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในการคัดกรองคำสั่งใช้ยาและประสานรายการยากลับบ้าน และเปรียบเทียบความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยาก่อนและหลังการใช้โปรแกรมดังกล่าว การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง ดำเนินการในแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลอุดรธานี โดยเก็บข้อมูลจากคำสั่งใช้ยาจำหน่ายกลับบ้านจำนวน 14,985 ใบ แบ่งเป็นก่อนการใช้โปรแกรม 7,813 ใบ และหลังใช้โปรแกรม 7,172&nbsp; ใบ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่าก่อนการพัฒนาโปรแกรมตรวจพบความคลาดเคลื่อนทางยาจำนวน 52 ครั้ง คิดเป็น 6.65 ครั้งต่อ 1,000 ใบ โดยพบความคลาดเคลื่อนการสั่งใช้ยาไม่ครบถ้วน &nbsp;(ขนาด ความแรง ปริมาณ และวิธีใช้) &nbsp;มากที่สุด จำนวน 14 &nbsp;ครั้ง (ร้อยละ 26.9) รองลงมาคือการสั่งใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสมและการไม่สั่งใช้ยาที่ผู้ป่วยควรได้รับ จำนวน 7 ครั้ง (ร้อยละ 13.5) ภายหลังการพัฒนาโปรแกรม พบความคลาดเคลื่อนจำนวน 66 ครั้ง คิดเป็น 9.20 ครั้งต่อ 1,000 ใบ โดยพบการสั่งใช้ยาขนาดไม่เหมาะสมมากที่สุด จำนวน 31 ครั้ง (ร้อยละ 47.0) รองลงมาคือการไม่สั่งยาที่ผู้ป่วยควรได้รับ จำนวน 19 ครั้ง (ร้อยละ 28.8)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การคัดกรองคำสั่งใช้ยาและการประสานรายการยาโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมาสามารถดักจับความคลาดเคลื่อนทางยาได้มากขึ้นในประเภทการสั่งใช้ยาขนาดไม่เหมาะสม และการไม่สั่งยาที่ป่วยควรได้รับ</p> นิศากร ชินวานิชย์เจริญ นิตยา จันดาวัลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 80 88 ผลของการพัฒนาระบบเติมยาผู้ป่วยโรคจิตเภทในศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองอำเภอเมืองจังหวัดอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281969 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (Quasi-Experimental research) แบบกลุ่มเดียวและมีการวัดผลก่อน</p> <p>และหลังการทดลอง (one group, pre-test-post-test design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาระบบเติมยาที่มีต่ออาการทางจิต ปัญหาจากการใช้ยา ความร่วมมือในการใช้ยา อาการไม่พึงประสงค์จากยา ตลอดจนความพึงพอใจของผู้ป่วยโรคจิตเภท กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยโรคจิตเภท ที่รับบริการระบบเติมยาที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่เลือกแบบเจาะจง จำนวน 25 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินอาการทางจิต (BPRS) แบบบันทึก Drug related problems (DRPs) ความร่วมมือในการใช้ยาประเมินโดย MTB-Thai และการนับเม็ดยา แบบเก็บข้อมูลอาการไม่พึงประสงค์ และแบบเก็บข้อมูลความพึงพอใจ โดยมีค่า IOC เท่ากับ 0.76 และค่าความเชื่อมั่นของอัลฟ่าครอนบราคเท่ากับ 0.75 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ paired t-test และ McNemar’s test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา ผู้ป่วยโรคจิตเภท เป็นเพศชาย ร้อยละ 64.0 อายุระหว่าง 35-60 ปี คิดเป็นร้อยละ 76.0 ส่วนใหญ่ สถานภาพโสด ร้อยละ 64.0 ว่างงาน ร้อยละ 48.0 และไม่มีรายได้ ร้อยละ 40.0 หลังการใช้ระบบเติมยา ผู้ป่วยมีคะแนนอาการทางจิต (BPRS) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ปัญหาจากการใช้ยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากร้อยละ 72.0 เหลือร้อยละ 24.0 (p = 0.006) ความร่วมมือในการใช้ยา ที่ประเมินโดยใช้ MTB-Thai และการนับเม็ดยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001 และ p = 0.005) และอาการไม่พึงประสงค์จากยาลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากร้อยละ 60.0 เหลือร้อยละ 24.0 (p = 0.012) และยังพบว่าผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อการรับบริการระบบเติมยา ถึงร้อยละ 98.4</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรุป ระบบเติมยาให้กับผู้ป่วยโรคจิตเภท เพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา ลดปัญหาด้านการใช้ยาและอาการไม่พึงประสงค์ ทำให้ผู้ป่วยมารับยาต่อเนื่อง ไม่ขาดยา สามารถควบคุมอาการของโรคได้มากขึ้น</p> <p>&nbsp;</p> ฌานิกา อึงสะกาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 89 100 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการออกกำลังกายกับภาวะสุขภาพและระดับความวิตกกังวลของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลอุดรธานี: การศึกษาแบบตัดขวาง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281970 <p>การศึกษาแบบตัดขวางเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการออกกำลังกายกับระดับความวิตกกังวล และเปรียบเทียบความชุกของภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ระหว่างพยาบาลวิชาชีพที่ออกกำลังกายและไม่ออกกำลังกายในโรงพยาบาลอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลอุดรธานี โดยใช้ข้อมูลการตรวจสุขภาพประจำปี พ.ศ. 2568 จากฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ คัดเลือกผู้เข้าร่วมที่มีข้อมูลสมบูรณ์ แล้วแบ่งเป็นกลุ่มออกกำลังกายได้แก่กลุ่มที่ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สามครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป และกลุ่มไม่ออกกำลังกาย ได้แก่กลุ่มที่ออกกำลังกายน้อยกว่าเวลาดังกล่าว เปรียบเทียบระดับความวิตกกังวลซึ่งวัดจากแบบสอบถามอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย (Thai Hospital Anxiety and Depression Scale, Thai HADS) และตัวแปรผลลัพธ์ด้านสุขภาพ ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ รวมทั้งเปรียบเทียบความชุกของภาวะอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติระหว่างสองกลุ่ม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พยาบาลวิชาชีพที่เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 1,208 คน เป็นกลุ่มออกกำลังกาย 1,012 คน (ร้อยละ 83.77) มัธยฐานของอายุ 35 ปี กลุ่มไม่ออกกำลังกาย 196 คน (ร้อยละ 16.23) มีมัธยฐานของอายุ 32 ปี กลุ่มออกกำลังกายมีสัดส่วนการทำงานในกลุ่มงานผู้ป่วยนอก งานเฉพาะทาง และงานสนับสนุนมากกว่ากลุ่มไม่ออกกำลังกาย เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มออกกำลังกายและไม่ออกกำลังกายพบว่าค่าคะแนนความวิตกกังวลเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มอยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (5.29<u>+</u>3.81 และ 5.41<u>+</u>3.07 ตามลำดับ) ความชุกของภาวะวิตกกังวลปานกลางถึงสูงไม่แตกต่างกัน (ร้อยละ 19.27 และ 21.94 ตามลำดับ) กลุ่มออกกำลังกายมีดัชนีมวลกาย (23.82<u>+</u>4.67 กก./ตร.ม.)และคอเสลเตอรอล (201.06<u>+</u>40.05 มก./ดล.) ต่ำกว่ากลุ่มไม่ออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (24.86<u>+</u>5.85 กก./ตร.ม. และ 212.26<u>+</u>43.86 ตามลำดับ) ในขณะที่ความดันโลหิตขณะบีบตัวและคลายตัว ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร ค่าไตรกลีเซอไรด์ทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้กลุ่มออกกำลังกายมีความชุกของภาวะอ้วนน้อยกว่ากลุ่มไม่ออกกำลังกาย (adjusted odds ratio = 0.55; 95% CI: 0.40–0.76, p &lt; 0.001) ในขณะที่ความเสี่ยงของเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดผิดปกติไม่แตกต่างกันระหว่างทั้งสองกลุ่ม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สรุป</strong> พยาบาลวิชาชีพที่ออกกำลังกายมีดัชนีมวลกายและคอเลสเตอรอลต่ำกว่า และภาวะอ้วนน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ออกกำลังกาย ส่วนระดับความวิตกกังวลไม่แตกต่างกัน</p> ศศินี อภิชนกิจ ศรีสุดา ทรงธรรมวัฒน์ กานต์ กาญจนพิชญ์ พิไลลักษณ์ บ้านใหม่ ชูรัก เหล่าอรรคะ เมธา ทรงธรรมวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 101 113 การรับรู้ปัญหา ความรู้ ทัศนคติและการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการดูแลผู้เสพติดสารเมทแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบำบัดรักษา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281973 <p>การวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ปัญหา ความรู้ ทัศนคติและการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนในการดูแลผู้บำบัดยาเสพติดสารเมทแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลอุดรธานี กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้มาแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย ผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 15 คน ผู้ดูแลในครอบครัว 15 คนและแกนนำชุมชน 42 คน รวมทั้งสิ้น72 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อฉบับภาษาไทย (WHOQOL – BREF – THAI) แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทัศนคติ แบบประเมินการปฏิบัติของครอบครัว แบบประเมินการมีส่วนร่วมของชุมชนและแนวคำถามการสนทนากลุ่ม เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC= 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha ของแบบประเมินคุณภาพชีวิต 0.97 แบบทดสอบความรู้ 0.83 แบบประเมินทัศนคติ 0.90 แบบประเมินการดูแลของครอบครัว 0.90 แบบประเมินการมีส่วนร่วมของชุมชน 0.98 เก็บข้อมูลใน 13 ชุมชนพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ การปฏิบัติของครอบครัวและการมีส่วนร่วมของชุมชนใช้สถิติเชิงพรรณนา การรับรู้ปัญหา ปัญหาความต้องการในการดูแลและข้อมูลจากการสนทนากลุ่มโดยการสรุปเนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้ารับการบำบัดส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 93.30 อายุเฉลี่ย 32.47 ปี มีคุณภาพชีวิตระดับไม่ดี ผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 86.70 อายุเฉลี่ย59.13 ปี ความสัมพันธ์เป็นบิดามารดา แกนนำชุมชนส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) การรับรู้ปัญหาพบว่าชุมชนตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหายาเสพติด ผู้บำบัดจำนวนมากยังไม่เข้าสู่การบำบัดหรือกลับไปใช้ซ้ำ ปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ ผู้บำบัดขาดการดูแลสุขภาพ ขาดโอกาสทางอาชีพ ครอบครัวมีภาระการดูแลและมีความเครียด ชุมชนมีทัศนคติเชิงลบ เครือข่ายยังขาดการบูรณาการร่วมกัน การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มแข็งและสิ่งแวดล้อมยังเอื้อต่อการเข้าถึงยาเสพติด ด้านความรู้ ทัศนคติ การดูแลของครอบครัวและการมีส่วนร่วมของชุมชนพบว่าผู้ดูแลส่วนใหญ่มีความรู้ระดับน้อย ส่วนแกนนำชุมชนมีความรู้ระดับปานกลาง ทัศนคติของทั้งสองกลุ่มอยู่ในระดับปานกลาง การดูแลของครอบครัวและการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากผลการวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของครอบครัวและชุมชน โดยให้ความรู้ที่ถูกต้อง เสริมสร้างทัศนคติเชิงบวก พัฒนาทักษะการดูแลและบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัว ชุมชนและหน่วยงาน ตลอดจนสนับสนุนนโยบายและทรัพยากรที่เอื้อต่อการดูแลผู้บำบัดยาเสพติด</p> รัตนา ภูจอมจิต กาญจนา ปัญญาธร สุพัตรา คำสำลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 114 127 การศึกษาคุณภาพของภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องที่ได้รับการลดปริมาณรังสีลงในผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281975 <p>เพื่อประเมินคุณภาพภาพจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องหลังลดปริมาณรังสี จึงได้ทำการศึกษาแบบเก็บข้อมูลไปข้างหน้า ณ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยแบ่งผู้ป่วยจำนวน 77 รายที่เข้ารับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง (CT whole abdomen) ออกเป็นกลุ่มที่ได้รับรังสีแบบปกติ (DoseRight 22) และกลุ่มลดปริมาณรังสี (DoseRight 20) โดยทำการประเมินค่าปริมาณรังสี (CTDIvol และ DLP) เปรียบเทียบสัญญาณรบกวนภาพ (noise) และความพึงพอใจของรังสีแพทย์ โดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ 128-slice (Philips Ingenuity Core 128) กำหนดค่าพารามิเตอร์หลักคือ 120 kVp, Beam collimation 64x0.625 mm, Pitch 1.281 และ Rotation time 0.5 วินาที การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) เพื่อบรรยายข้อมูลในลักษณะจำนวน ร้อยละ สำหรับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (categorical data) ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับข้อมูลแบบต่อเนื่อง (continuous data) และใช้ Independent samples t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าปริมาณรังสีระหว่างสองกลุ่ม ในส่วนของ satisfaction score เป็นการใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อประเมินเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ลดปริมาณรังสี มีค่า CTDIvol และ DLP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มปกติ โดยหลังปรับตามค่าน้ำหนักตัวแล้ว ปริมาณรังสีลดลงเฉลี่ย 1.86 mGy และ 114.4 mGy·cm (p = 0.003) ค่าสัญญาณรบกวนภาพลดลงเมื่อใช้การประมวลผลภาพ (iterpative reconstruction) ระดับสูง โดย iDose 5 ให้ค่าสัญญาณรบกวนภาพต่ำที่สุด ขณะที่ความพึงพอใจของรังสีแพทย์ยังคงอยู่ในระดับสูงทุกกลุ่ม (&gt;3.70 จาก 4) และพบว่า iDose 4 ให้ผลสมดุลที่สุด การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการลดปริมาณรังสีร่วมกับ iDose 4 สามารถลดปริมาณรังสีได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยยังคงคุณภาพภาพที่เพียงพอต่อการวินิจฉัยเหมาะสมต่อการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติทางคลินิก</p> นันท์นภัส เหล่าไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 128 136 ความชุกและปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อ Colistin resistant Acinetobacter baumannii ในโรงพยาบาลอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281985 <p><em>Acinetobacter baumannii </em>(<em>A. baumannii</em>) มักเป็นเชื้อก่อโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลโดยเฉพาะโรคปอดติดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ในปัจจุบันพบว่า เชื้อมีแนวโน้มดื้อยาโคลิสติน (Colistin) มากขึ้น การศึกษา<br>นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ <em>A. baumannii </em>ที่ดื้อยาโคลิสตินในโรงพยาบาลอุดรธานี&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิธีการศึกษาเป็นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อ <em>A. baumannii </em><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</em>ในโรงพยาบาลอุดรธานี ในช่วง 3 ปี ระหว่างมกราคม 2561 ถึง ธันวาคม 2563 โดยเปรียบเทียบผู้ป่วยติดเชื้อ <em>A. baumannii </em><em>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</em>ที่ดื้อยาโคลิสติน (CoR-AB) 20 ราย กับผู้ป่วยติดเชื้อ <em>A. baumannii </em>ที่ไม่ดื้อยาโคลิสติน (non-CoR-AB) 140 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาใช้ความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงวิเคราะห์สำหรับเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มใช้ Fisher's exact test และ Student's t-test, ปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อ CoR-AB ใช้สถิติ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โลจิสติกแบบถดถอยแบบตัวแปรเดียวและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุตัวแปร แสดงเป็น Odds Ratio (OR), ช่วงความเชื่อมั่น 95% (95% Confidence Interval; 95% CI) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p>ผลการศึกษา ความชุกของการติดเชื้อ CoR-AB คิดเป็นร้อยละ 0.69 (20/2,907) การวิเคราะห์ข้อมูลแบบตัวแปรเดียวพบว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ CoR-AB ได้แก่ โรคไตเรื้อรัง (OR 3.64, 95% CI 1.00-13.18, p = 0.05), ระยะเวลาการได้รับยาคลินดามัยซิน (OR 1.18, 95% CI 1.03-1.34, p = 0.02), ระยะเวลาการได้รับยาเซฟแทสซิดิม (OR 1.12, 95% CI 1.01-1.23, p = 0.03), ระยะเวลาที่ผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจมากกว่า 14 วัน (OR 3.24, 95% CI 1.24-8.49,&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; p = 0.02), ระยะเวลาที่ผู้ป่วยใส่สายสวนปัสสาวะมากกว่า 30 วัน (OR 3.23, 95% CI 1.15-9.08, p = 0.03), และระยะเวลานอนโรงพยาบาลก่อนการติดเชื้อ (OR 1.08, 95% CI 1.02-1.14, p = 0.01) แต่อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์พหุตัวแปรของตัวแปรดังกล่าวข้างต้นพบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>สรุป ในช่วง 3 ปี ระหว่างมกราคม 2561 ถึง ธันวาคม 2563 พบความชุกของการติดเชื้อ CoR-AB คิดเป็น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>ร้อยละ 0.69 จากการวิเคราะห์พหุตัวแปรของตัวแปรไม่พบปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ CoR-AB ที่มีนัยสำคัญ และควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการติดเชื้อ CoR-AB อย่างกว้างขวางเพื่อพัฒนาการดูแลรักษาผู้ป่วยและป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อดื้อยาต่อไป</p> <p>&nbsp;</p> สุรีรัตน์ วัชรสุวรรณเสรี ฉัตริน คนึงบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 137 149 อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยใช้กล้อง โรงพยาบาลอุดรธานี https://he02.tci-thaijo.org/index.php/udhhosmj/article/view/281980 <p>การรักษาโรคในถุงน้ำดีโดยการผ่าตัดผ่านกล้อง เป็นการรักษาที่แพร่หลายเนื่องจากเป็นการผ่าตัดบาดเจ็บน้อย แต่ยังพบว่า มีอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีได้หลายปัจจัย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยใช้กล้องและปัจจัยที่มีผลต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยใช้กล้อง เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง ในผู้ป่วย จำนวน 308 ราย เครื่องมือการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยย้อนหลังจากเวชระเบียนระหว่าง 31 พฤษภาคม 2566 ถึง 31 กรกฎาคม 2568 วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi-square test เปรียบเทียบอุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนด้วย Repeated Measures ANOVA logistic regression</p> <p>ผลการวิจัย: การเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยใช้กล้อง โรงพยาบาลอุดรธานี ในระยะเวลาเก็บข้อมูล 26 เดือน ระหว่าง 31 พฤษภาคม 2566 ถึง 31 กรกฎาคม 2568 พบว่า อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ 1.9 ต่อปี การเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยใช้กล้อง มีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.05) ได้แก่ อาการสำคัญก่อนเข้ารักษาในโรงพยาบาล, การวินิจฉัยโรค, การใช้ยาระงับปวด, โรคประจำตัว, ระยะเวลาในการผ่าตัด, ผู้ป่วยซีดที่ต้องให้เลือดหลังผ่าตัด จากการจัดตัวแปรเป็นกลุ่มเข้าวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีโดยใช้กล้องอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อาการสำคัญก่อนเข้ารักษาในโรงพยาบาล คืออาการอืดแน่นท้อง (AOR= 7.13; 95%CI: 1.23-41.16, p = 0.008), การวินิจฉัยโรคเป็น &nbsp;Cholelithiasis (AOR = 0.02; 95% CI: 0.00-0.15, p=0.024), chronic cholecystitis (AOR = 0.18; 95% CI: 0.06-0.58, p= 0.004) โรคประจำตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง (AOR = 4.86; 95%CI: 1.23-8.67, p= 0.001) ไขมันในเลือดสูง (AOR = 2.01; 95% CI: 1.02-1.63, &nbsp;p= 0.024) และเบาหวาน (AOR = 1.04; 95%CI: 0.02-0.64, p= 0.037)</p> <p>สรุป การรักษาโรคในถุงน้ำดีโดยการผ่าตัดผ่านกล้องในโรงพยาบาลอุดรธานี พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด ร้อยละ 1.9 ต่อปี</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> ตวงสิทธิ์ สุนทรพินิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 34 1 150 160