วชิรสารการพยาบาล https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj <p>วชิรสารการพยาบาลเริ่มก่อตั้ง ตั้งแต่พ.ศ.2526 มีเนื้อหาครอบคลุมเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วย เช่น โรคเฉียบพลัน โรคเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต การรักษาแบบประคับประคอง การสร้างเสริมสุขภาพและนวัตกรรม วัตถุประสงค์ของวารสารเพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิจัย บทวามทางวิชาการ และปกิณกะ ที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลและบุคลากรด้านสุขภาพต่างๆ ทุกบทความได้รับการควบคุมคุณภาพโดยผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะสาขา (Peer Review) ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในสาขาการพยาบาล และสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีกระบวนการประเมินแบบ double-blind review</p> <p>กำหนดการออกวารสารของวารวชิรสารการพยาบาล เป็นราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ)</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม </p> <p>วชิรสารพยาบาลจัดทำเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบตีพิมพ์ (Print ISSN 3027-8058) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online ISSN 3027-8066)<br />สำหรับผู้สนใจ ที่จะส่งผลงานมาเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์ในวชิรสารการพยาบาล ในระบบ Thai Journals Online System ทางวชิรสารการพยาบาลมีค่าดำเนินการ ต่อเรื่อง เพื่อเป็นค่าดำเนินการในการพิจารณาคุณภาพของบทความก่อนได้รับการตอบรับตีพิมพ์และค่าดำเนินการในระบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้</p> <p>1.ประเภทบุคคลภายนอกสังกัดมหาวิทยาลัยนวมิทราธิราช ค่าดำเนินการ 2,500 บาท (สองพันห้าร้อยบาทถ้วน)</p> <p>2. ประเภทบุคคลภายในสังกัดมหาวิทยาลัยนวมิทราธิราช ค่าดำเนินการ 1,250 บาท (หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบบาทถ้วน)</p> <p>วชิรสารการพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งเปิดโอกาสรับตีพิมพ์ให้กับต้นฉบับที่มีคุณภาพเพื่อการเผยแพร่สู่สาธารณชน ค่าดำเนินการที่เรียกเก็บเป็นค่าใช้จ่ายขั้นต่ำสำหรับกระบวนการต่างๆ ของการจัดการคุณภาพ เช่น การตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และกระบวนการจัดทำอาร์ตเวิร์กสำหรับหารเผยแพร่ออนไลน์ ขั้นตอนการชำระเงินมีดังนี้</p> <p>1. เมื่อส่งบทความแล้วกระบวนการคัดกรองครั้งแรกของวารสารจะดำเนินการโดยทีมบรรณาธิการ โดยกำหนดแจ้งผลการพิจารณาภายใน 30 วัน หากเอกสารที่ส่งมาไม่เป็นไปตามเกณฑ์การคัดกรอง บทความจะถูกปฏิเสธ (Reject) ผ่านทางระบบ <strong>ในขั้นตอนคัดกรองนี้ผู้ส่งบทความยังไม่ต้องชำระเงินและสามารถขอคำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับการปฏิเสธการพิจารณาการยอมรับการตีพิมพ์ได้</strong></p> <p>2. <strong>เมื่อบทความผ่านการคัดกรองครั้งแรกแล้ว ได้รับการตอบรับตีพิมพ์ (Accept) ให้ผู้แต่งดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมผ่านทาง บัญชี ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 176-0-33792-7 ชื่อบัญชี นางสาวจงจิตต์ แจ้งหมื่นไวย์ </strong>โดยวชิรสารการพยาบาลจะส่งใบเสร็จรับเงินทางอีเมลของผู้แต่งภายใน 7 วัน หลังชำระเงินเรียบร้อย</p> <p>3. โปรดทราบว่าบทความที่ส่งเข้ามาสามารถถูกปฏิเสธได้ในภายหลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำในการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของทีมบรรณาธิการวารสาร หรือกรณีเจ้าของบทความมีความประสงค์ขอถอนบทความภายหลังการตอบรับตีพิมพ์แล้ว <strong>ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ไม่่สามารถขอคืนได้ </strong>หากบทความผ่านการพิจารณาแล้วว่าไม่พร้อมที่จะได้รับการตีพิมพ์</p> th-TH <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวชิรสารการพยาบาลถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง&nbsp; ซึ่ง<strong>กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย&nbsp; หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น</strong></p> <p>บทความ&nbsp; ข้อมูล&nbsp; เนื้อหา&nbsp; รูปภาพ ฯลฯ&nbsp; ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวชิรสารการพยาบาล&nbsp; ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวชิรสารการพยาบาล&nbsp; หากบุคคลใดหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะ<strong>ต้องได้รับอนุญาต</strong>เป็นลายลักอักษรจากวชิรสารการพยาบาลก่อนเท่านั้น</p> <p>&nbsp;</p> vajira.vnj@gmail.com (Thamonwan Yodkolkij) vajira.vnj@gmail.com (Melin Kontee) Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับ line application ต่อความสามารถของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/275681 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองเพื่อศึกษาเปรียบเทียบ ความสามารถในการดูแลผู้ป่วย<br />วิกฤตของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมที่ได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาล<br />ร่วมกับการใช้ line application ในระยะก่อน-หลัง และระยะติดตามผลโดยศึกษาในพยาบาล<br />วิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม จำนวน 12 คน โดยวิจัยแบบกลุ่มเดียวตามลำดับเวลา <br />เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาล คู่มือ เครื่องมือประเมิน<br />ความสามารถ (ค่าความถูกต้อง 0.99) และแบบทดสอบความรู้การนิเทศทางการพยาบาล <br />(ค่าความถูกต้อง 0.98) ค่าความเชื่อถืออยู่ระหว่าง 0.81–0.94 ผลการวิจัย พบว่า <br />ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตของพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมภายหลัง<br />การได้รับโปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับ line application สูงกว่าก่อนได้รับ<br />โปรแกรมการนิเทศทางการพยาบาลร่วมกับ line application อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />ที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสามารถนำมาพัฒนาโปรแกรมการนิเทศในระดับองค์กร โดยโปรแกรม<br />การนิเทศทางการพยาบาลอย่างเป็นระบบ ให้มี ความต่อเนื่องและชัดเจนจะส่งเสริมให้พัฒนา<br />ไปสู่ระดับ “ผู้เชี่ยวชาญทางคลินิก” (clinical expert) ได้อย่างเหมาะสม</p> ศิริลักษณ์ ดีเลิศไพบูลย์, วาสินี วิเศษฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/275681 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาอุบัติการณ์การติดเชื้อแผลผ่าตัดและปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อแผลผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด spine surgery ณ โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/273783 <p>การติดเชื้อแผลผ่าตัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงโดยเฉพาะในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง<br />มีความสัมพันธ์กับค่ารักษาพยาบาล การเจ็บป่วย และการตายอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเกณฑ์<br />การวินิจฉัยการติดเชื้อแผลผ่าตัดยึดตามศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกาหมายถึง<br />การติดเชื้อที่เกิดขึ้นภายใน 30 วันหลังผ่าตัด การศึกษาแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา<br />1) อุบัติการณ์การติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัด 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดการติดเชื้อ<br />ที่ตำแหน่งผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์<br />กลุ่มตัวอย่างได้จากข้อมูลเวชระเบียนโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์โดยคัดเลือกจากรหัส<br />โรคICD-10 ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า คือ ผู้ป่วยในอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการผ่าตัด<br />กระดูกสันหลังแบบนัดหมายล่วงหน้า และมีแผลผ่าตัดสะอาด ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 <br />– 31 ธันวาคม 2565 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 183 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา <br />การทดสอบไคสแควร์และฟิชเชอร์ เอกแชค ที่ระดับนัยสำคัญเท่ากับ .05 ผลการวิจัย พบว่า <br />อุบัติการณ์การติดเชื้อแผลผ่าตัด 2 ราย (ร้อยละ 1.09) โดยพบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ<br />การเกิดการติดเชื้อแผลผ่าตัด ได้แก่ ดัชนีโรคร่วมชาร์ลสันมากกว่า 4 คะแนน(p-value=.020) <br />ระยะเวลานอนโรงพยาบาล มากกว่า 7 วัน (p-value=.044) และการไม่ได้รับยาปฏิชีวนะหลัง<br />ผ่าตัด (p-value=.033) ผลการวิจัยนี้โรงพยาบาลสามารถใช้ในการวางแผนการผ่าตัดและ<br />ออกแบบแนวทางการดูแลรักษาเพื่อลดการติดเชื้อแผลผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนซึ่งจะส่งผล<br />ต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย</p> พัชราภรณ์ เนตรสว่าง, ชลธิชา รอดเชื้อ, วาสนา ฬาวิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/273783 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการจัดการอาการหมดประจำเดือนต่อความรุนแรงอาการหมดประจำเดือนและคุณภาพชีวิตในสตรีวัยหมดประจำเดือน https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/276415 <p>การวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อน ขณะ และหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ<br />เปรียบเทียบความรุนแรงอาการหมดประจำเดือนและคุณภาพชีวิตของสตรีวัยหมดประจำเดือน<br />กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีอายุระหว่าง 45–59 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน<br />ตามธรรมชาติ การสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 30 ราย <br />กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการวัยหมดประจำเดือน ระยะเวลา 6 สัปดาห์ <br />3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1)การสร้างสัมพันธภาพ การประเมินการรับรู้อาการจากประสบการณ์เดิม <br />ขั้นตอนที่ 2) การเรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชันเกี่ยวกับกลวิธีจัดการอาการแบบไม่ใช้ยา เน้นการ<br />สื่อสารแบบสองทางการสอนความรู้และคำปรึกษา และ 3) การกระตุ้นจูงใจฝึกทักษะ<br />อย่างต่อเนื่อง และการประเมินผลลัพธ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบประเมินความรุนแรง<br />อาการและแบบสอบถามคุณภาพชีวิต ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ<br />ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84และ 0.96 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ ที</p> <p>ผลวิจัยพบว่าหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีการรับรู้ความรุนแรงอาการทั้งโดยรวมและในแต่ละ<br />กลุ่มอาการลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ 1-3, 1-6 และ 3-6 และลดลงมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบมีการ<br />รับรู้คุณภาพชีวิตทั้งในภาพรวมและรายด้านดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบ<br />กับก่อนการทดลองและเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเปรียบเทียบ ข้อเสนอแนะ ควรนำโปรแกรม<br />การทดลองไปใช้ในบริการสร้างเสริมสุขภาพสตรีโดยประยุกต์รูปแบบการใช้แอปพลิเคชัน<br />ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือทรัพยากรที่มีเพื่อบรรลุเป้าหมายสุขภาวะของสตรีวัยหมดประจำเดือน</p> กรรภิรมย์ กระจ่างพงษ์, นงพิมล นิมิตอานันท์, ศศิธร รุจนเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/276415 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการสนับสนุนความรู้ด้านสุขภาพต่อความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยและการเผชิญความเครียดของสตรีที่มารับการทำหัตถการส่องกล้องทางช่องคลอด https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/276599 <p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อน และหลังการทดลอง <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสนับสนุนความรู้ด้านสุขภาพต่อความรู้สึก<br />ไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยและการเผชิญความเครียดของสตรีที่มารับการทำหัตถการส่องกล้อง<br />ทางช่องคลอดกลุ่มตัวอย่างได้แก่สตรีที่มีผลตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกผิดปกติ และมารับ<br />การทำหัตถการส่องกล้องทางช่องคลอดที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ระหว่างเดือนพฤศจิกายน<br />พ.ศ. 2567 ถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 จำนวน 54 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย <br />1) เครื่องมือในการทดลองและ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูล<br />พื้นฐานส่วนบุคคลแบบประเมินความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย และแบบประเมิน<br />การเผชิญความเครียด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />chi-square และ fisher’s exact test สถิติเชิงอนุมานโดยใช้สถิติ dependent t-test <br />และ independent t-test และสถิติ wilcoxon matched-pairs signed rank test และ <br />mann whitney U test ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มทดลองมีความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย<br />และการเผชิความเครียดดีขึ้นหลังได้รับโปรแกรมการสนับสนุนความรู้ด้านสุขภาพอย่างมี<br />นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้สึก<br />ไม่แน่นอนและการเผชิญความเครียดดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05<br />การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าควรมีการนำโปรแกรมการสนับสนุนความรู้ด้านสุขภาพ ไปใช้ใน<br />ห้องตรวจนรีเวชอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย <br />และส่งเสริมการเผชิญความเครียดของสตรีที่มารับการทำหัตถการส่องกล้องทางช่องคลอด <br />ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการพยาบาลอย่างเป็นองค์รวม</p> พิลัยวรรณ อ่อนนางาม, ศากุล ช่างไม้, สุปราณี แตงวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/276599 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการปรับปรุงกระบวนการจองเลือดสำหรับใช้ในการทำหัตถการคลอดในห้องคลอด: ประสบการณ์จากโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/272044 <p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงเปรียบเทียบแบบย้อนหลังเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการ<br />จองเลือด สำหรับใช้ในการทำหัตถการการคลอดในห้องคลอดเพื่อประเมินผลการปรับปรุง<br />กระบวนการจองเลือด สำหรับใช้ในการทำหัตถการการคลอดจากวิธี grouping &amp; <br />crossmatching เป็น typing &amp; screening และศึกษาผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของ<br />พยาบาลห้องคลอด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2566 <br />ถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 แบ่งเป็นกลุ่มที่จองเลือดแบบ grouping &amp; crossmatching <br />200 ราย และกลุ่มที่จองเลือดแบบ typing &amp; screening 200 ราย โดยเก็บข้อมูลการ<br />จองเลือด การใช้เลือด ปริมาณการเสียเลือด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงการเปลี่ยนแปลง<br />ในกระบวนการทำงานของห้องคลอด <br />ผลการศึกษาพบว่า ห้องคลอดมีการจองเลือดแบบ typing &amp; screening เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0 <br />เป็นร้อยละ 86.5 พยาบาลรายงานว่าช่วยลดเวลาในการเตรียมเลือด อัตราการใช้เลือดจริงคงที่<br />ร้อยละ 0.5 ในทั้งสองกลุ่ม แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนวิธีไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของ<br />ผู้ป่วย ปริมาณการเสียเลือดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 290.9 มิลลิลิตร เป็น 339.3 มิลลิลิตร แต่ไม่พบ<br />ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในอัตราการตกเลือดหลังคลอด ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการนำ<br />วิธี typing &amp; screening มาใช้ สามารถเป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการจองเลือด<br />ในห้องคลอด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระงานและต้นทุน โดยยังคงรักษาความปลอดภัยของ<br />ผู้ป่วย และสามารถขยายผลเป็นต้นแบบให้แก่โรงพยาบาลอื่นในประเทศไทยได้</p> ปภัสรา คำสนาม, นิศารัตน์ ปาสานะเต, จันทร์จิรา ปันแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/272044 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 สถานการณ์การดึงท่อช่วยหายใจ/ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/273829 <p>ท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผน (Unplanned Extubation: UE) เป็นเหตุการณ์ที่<br />ไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยในหอผู้ป่วยวิกฤตและหอผู้ป่วยสามัญ\ที่รับผู้ป่วยภาวะวิกฤต การศึกษา<br />นี้เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่สัมพันธ์<br />กับท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุด โดยไม่ได้วางแผนในหอผู้ป่วยวิกฤตและโรคหลอดเลือดสมอง<br />ศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนและรายงานอุบัติการณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง <br />31 สิงหาคม 2565 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงจำนวน 170 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย <br />ได้แก่ แบบเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเกิด UE ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (content validity <br />index) เท่ากับ 0.86 และค่าความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง<br />พรรณนา และ fisher’s exact test <br />ผลการศึกษา พบว่า อัตราการเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผนพบร้อยละ 6.47 <br />สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความไม่สุขสบายและปวดคอ ร้อยละ 72.73 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความ<br />รู้สึกตัวดีและได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำทันทีร้อยละ 90.91 ช่วงเวลาที่เกิด UE คือ เวรดึก<br />และเวรบ่าย ขณะเกิด UE พยาบาลให้การดูแลผู้ป่วยรายอื่น ร้อยละ 63.64 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ<br />การเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผน ได้แก่ อายุน้อยกว่า 60 ปี ความกระวน<br />กระวายหรือกระสับกระส่าย ความไม่สุขสบาย และความปวด ดังนั้น พยาบาลควรเฝ้าระวัง<br />ผู้ป่วยที่ความรู้สึกตัวดีและมีความกระวนกระวายพร้อมทั้งประเมินความเจ็บปวดอย่างใกล้ชิด<br />เพื่อป้องกันการเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผน</p> อวยพร กริ่งรัมย์, ชลิดา เกิดภิรมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/273829 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการพัฒนาแนวทางการคัดแยกประเภทผู้ป่วย ด้วยแอปพลิเคชัน RPP easy triage งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/276879 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผล<br />ของการใช้แนวทางการคัดแยกประเภทผู้ป่วยแบบเดิมกับแนวทางการคัดแยกประเภทผู้ป่วย<br />ด้วยแอปพลิเคชัน RPP easy triage กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มารับบริการที่ห้องอุบัติเหตุ<br />และฉุกเฉิน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ กรุงเทพมหานคร จำนวน 160 ราย เครื่องมือที่ใช้<br />การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แนวทางการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยแอปพลิเคชัน RPP <br />easy triage และ 2) แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของกลุ่มที่<br />ใช้แนวทางการคัดแยกประเภทผู้ป่วยแบบเดิมและกลุ่มใช้แนวทางการคัดแยกประเภทผู้ป่วย<br />ด้วยแอปพลิเคชัน RPP easy triage กลุ่มละ 80 ราย โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการทดสอบ<br />ไคสแควร์<br />ผลการวิจัยพบว่าการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยแนวทางแบบเดิม มีความถูกต้อง ร้อยละ 78.8 <br />และมีระยะเวลารอตรวจรับการรักษาตรวจทันเวลา ร้อยละ 88.75 สำหรับการคัดแยกประเภท<br />ผู้ป่วยด้วยแนวทางการคัดแยกประเภทผู้ป่วยด้วยแอปพลิเคชัน RPP easy triage มีความ<br />ถูกต้องร้อยละ 95 และมีระยะเวลารอตรวจรับการรักษาตรวจทันเวลา ร้อยละ 98.75 <br />เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางแบบเดิม พบว่า ความถูกต้องในการคัดแยกประเภทผู้ป่วยและมี<br />ระยะเวลารอตรวจรับการรักษาตรวจทันเวลามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br />ที่ระดับ p=0.002, 0.009 ตามลำดับ จากผลการศึกษาครั้งนี้ ควรนำแนวทาง การคัดแยก<br />ประเภทผู้ป่วยด้วยแอปพลิเคชัน RPP easy triage มาใช้เพื่อให้การคัดแยกประเภทผู้ป่วย<br />ได้ถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพและส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วย</p> ศิริศักดิ์ สิงห์ธนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/276879 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ของผู้สูงอายุ จังหวัดศรีสะเกษ https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/277661 <p>ในปัจจุบันสังคมสูงอายุมีแนวโน้มการใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาก<br />กระบวนการชราและภาวะสุขภาพที่ถดถอย ผู้สูงอายุจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน<br />รุนแรงมากกว่าวัยอื่นแต่การเข้าถึงบริการอยู่ในระดับต่ำทำให้ส่งผลกระทบต่อการเกิดภาวะ<br />ทุพพลภาพและการเสียชีวิตที่สูงขึ้น ผู้สูงอายุอาจมีปัจจัยบางประการที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ<br />ใช้บริการที่ล่าช้าหรือไม่เหมาะสมได้ งานวิจัยนี้เป็นการหาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษา<br />การตัดสินใจใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการ<br />การแพทย์ฉุกเฉินของผู้สูงอายุในจังหวัดศรีสะเกษ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน–<br />ธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 377 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามประสบการณ์<br />การใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน การรับรู้ภาวะสุขภาพในปัจจุบัน การรับรู้ความรุนแรงของ<br />การเจ็บป่วยความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ แรงสนับสนุนทางสังคมและและการตัดสินใจ<br />ใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินวิเคราะห์ความเที่ยงค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ <br />.765, .723, .805, .846, .737, .853 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติวิเคราะห์ถดถอย<br />พหุคูณ<br />ผลการวิจัย พบว่า การตัดสินใจของผู้สูงอายุในการใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน อยู่ในระดับมาก <br />(mean=4.14, SD=.76) โดยปัจจัยแรงสนับสนุนทางสังคม (<strong>β</strong>=.456) การรับรู้ภาวะสุขภาพ <br />(<strong>β</strong>=.172) และความรอบรู้ด้านสุขภาพ (<strong>β</strong>=.124) สามารถร่วมกันทำนายการตัดสินใจใช้บริการ<br />การแพทย์ฉุกเฉินได้ร้อยละ 51 (R2=.51) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;.05) <br />ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานด้านสาธารณสุข ควรพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สุขภาพ <br />ความรอบรู้ด้านสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคม เพื่อเพิ่มการใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน<br />ในผู้สูงอายุอย่างเหมาะสมและทันท่วงที</p> กนกพร จตุพรรัตนะพันธ์, ณัฐธยาน์ บุญมาก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/277661 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/278215 <p>โรคเบาหวานทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางไต เป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และทำให้<br />คุณภาพชีวิตลดลง การวิจัยนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวเปรียบก่อน และหลังทดลอง เพื่อ<br />ศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการจัดการตนเองเพื่อชะลอ<br />ไตเสื่อม กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภาวะโรคไตเรื้อรังระยะ 3 จำนวน 30 คน โดยวิธี<br />การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จับฉลากแบบไม่แทนที่ งานวิจัยนี้พัฒนาจากทฤษฎีการรับรู้สมรรถนะ<br />แห่งตนของแบนดูรา เครื่องมือวิจัย ส่วนที่ 1 โปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน<br />ในการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3 ส่วนที่ 2 แบบสอบถาม<br />ข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 <br />ตรวจสอบเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน เครื่องมือส่วนที่ 1 ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง1.00<br />ส่วนที่ 2 ได้ค่าความตรงของเนื้อหา 1.0 ตรวจสอบความเที่ยงโดยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า<br />ของครอนบาค ได้ค่าความเที่ยง 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ <br />paired t-test<br />ผลการวิจัย พบว่า ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมมีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการจัดการตนเอง และค่าเฉลี่ย<br />อัตราการกรองของไต หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05)<br />ผลการวิจัยสรุปได้ว่าโปรแกรมการสร้างเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการจัดการตนเองเพื่อ<br />ชะลอไตเสื่อมนำไปประยุกต์ใช้ส่งเสริมความรู้ หรือแรงจูงใจในการดูแลตนเอง ช่วยในการปรับ<br />เปลี่ยนพฤติกรรมที่ช่วยให้ชะลอการเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นได้</p> ณภัทร อภัยจิตร, กัญญาณัฐ ใจกลาง, ชวนพิศ จุลศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/278215 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต: กรณีศึกษา https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/278261 <p>การติดเชื้อในร่างกายที่รุนแรงจนทำให้เกิดภาวะช็อก เกิดจากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทำให้ร่างกาย<br />เกิดการตอบสนองส่งผลต่อความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ <br />จึงจำเป็นต้องได้รับสารน้ำหรือยากระตุ้นการบีบตัวของหลอดเลือดเพื่อให้ไม่เกิดอันตรายถึงแก่<br />ชีวิต การติดเชื้อในกระแสเลือดส่วนใหญ่พบการติดเชื้อจากแบคทีเรียชนิดรุนแรง ได้แก่ <br />acinetobacter baumannii, pseudomonas aeruginosa เชื้อรา และไวรัส ระบบภูมิคุ้มกัน<br />ของร่างกายจะตอบสนองต่อเชื้อโรคผ่านการหลั่งของสารก่อการอักเสบทำให้เกิดการขยายตัว<br />ของหลอดเลือด การซึมผ่านของหลอดเลือดเพิ่มขึ้นและกระตุ้นการแข็งตัวของเลือดในระดับ<br />จุลภาคนำไปสู่การลดลงของความดันโลหิต เกิดการอุดตันในหลอดเลือดส่งผลให้เกิดภาวะ<br />ขาดออกซิเจนในเซลล์ และการล้มเหลวของอวัยวะสำคัญ<br />บทบาทของพยาบาลวิกฤตมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการดูแลผู้ป่วยภาวะช็อกจากการติดเชื้อ <br />การประเมิน การเฝ้าระวังอาการ การดูแลรักษาในระยะวิกฤตอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง <br />เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น พยาบาลใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย<br />ภาวะช็อกจากการติดเชื้อโดยการประเมินอาการ การตั้งข้อวินิจฉัย การวางแผนการพยาบาล <br />และประเมินผล ตามมาตรฐานการพยาบาลเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีศึกษานี้<br />พบภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ARDS, AKI จนได้รับการฟอกเลือดชนิดต่อเนื่อง (CRRT) เพื่อ<br />ประคับประคองร่างกายไม่ให้เกิดภาวะล้มเหลวของอวัยวะอื่นร่วมด้วย เพื่อยกระดับคุณภาพ<br />การพยาบาล จึงศึกษาแนวทางการพยาบาลตามมาตรฐาน โดยใช้เครื่องมือประเมินอย่างเป็น<br />ระบบและเทคโนโลยีทางการแพทย์ร่วมกับการดูแลแบบองค์รวม เพื่อให้พยาบาลสามารถ<br />วางแผนการพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p> จิดาภา อัญชลีธรรม, สุพัตรา ยอดปัญญา, ศิวพร ทองประเสริฐ, นริศรา ไทยหิรัญยุค, วารินทร์ กลิ่นนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/278261 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อท่อทางเดินน้ำดีร่วมกับภาวะพิษเหตุติดเชื้อ: กรณีศึกษาในสังคมเมือง https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/277924 <p>การติดเชื้อท่อทางเดินน้ำดีร่วมกับภาวะพิษเหตุติดเชื้อ (cholangitis with sepsis) เป็นภาวะ<br />ท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลันชนิดรุนแรง ซึ่งมีการติดเชื้อแบคทีเรียในท่อน้ำดีที่เกิดจากการอุดตัน <br />ทำให้เกิดการติดเชื้อในท่อทางเดินน้ำดีและเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด เป็นภาวะฉุกเฉินที่มีการ<br />คุกคามต่อชีวิต หากมีการรักษาที่ล่าช้าจะมีอัตราการเสียชีวิตสูง ภาวะดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น<br />ในสังคมเมืองซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ซึ่งภาวะนี้<br />จัดเป็นการติดเชื้อทางศัลยศาสตร์ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียว จำเป็น<br />ต้องได้รับการรักษาร่วมกับการกำจัดต้นตอสาเหตุของเชื้อโรคด้วยหัตถการ เช่น การส่องกล้อง<br />ตรวจรักษาทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP) บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและ<br />บูรณาการบทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อท่อทางเดินน้ำดีร่วมกับภาวะพิษ<br />เหตุติดเชื้อ โดยใช้กรณีศึกษาผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 75 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น cholangitis <br />with septic shock with septicemia due to impacted distal CBD stone บทบาท<br />พยาบาลครอบคลุมตั้งแต่ระยะวิกฤตโดยการประเมินภาวะ tissue hypoperfusion การใช้<br />เครื่องมือคัดกรอง qSOFA และ SOFA การบริหารสารน้ำและยาปฏิชีวนะภายใน 1 ชั่วโมง <br />ระยะหลังทำหัตถการและฟื้นฟูโดยเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนภายใน 72 ชั่วโมง และระยะ<br />วางแผนจำหน่ายโดยให้ความรู้ตามหลัก D-METHOD พร้อมทั้งประสานงานหน่วยเยี่ยมบ้าน<br />เพื่อดูแลต่อเนื่อง การดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบและรวดเร็วโดยพยาบาล เป็นปัจจัยสำคัญที่<br />ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์ทางการพยาบาลที่มีคุณภาพ</p> สุพัตรา ใจรังกา, พงศ์ศักดิ์ ธรรมกุลศักดิ์, ลัดดาวัลย์ ศรีแสนตอ, วิภาวดี เจียมถนอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/277924 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 พยาบาล กับภาวะ refeeding syndrome ในผู้ป่วยวิกฤต https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/275613 <p>Refeeding Syndrome (RFS) เป็นกลุ่มอาการทางเมตาบอลิซึมที่รุนแรงและเป็นอันตราย<br />ถึงชีวิตซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยที่มีภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรงเป็นเวลานาน ได้รับ<br />สารอาหารกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญ<br />อย่างฉับพลัน สมดุลของสารน้ำและความผิดปกติของอิเล็กโตรไลต์ เช่น ฟอสเฟต <br />โพแทสเซียม และแมกนีเซียมต่ำ ซึ่งนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อระบบหัวใจ และ<br />หลอดเลือด เช่น หัวใจล้มเหลว ระบบทางเดินหายใจ และระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง<br />ในผู้ป่วยวิกฤตที่มักมีภาวะทุพโภชนาการอยู่ก่อนแล้วนั้น จะพบ RFS ได้บ่อยและรุนแรง <br />เนื่องจากความไม่สมดุลของระบบเผาผลาญและการทำงานของอวัยวะสำคัญไม่คงที่ จึงเป็น<br />ความท้าทายของทีมสุขภาพในการป้องกัน และจัดการด้านโภชนาการอย่างเหมาะสม <br />บทบาทของพยาบาลซึ่งเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยวิกฤตมีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหากลุ่มเสี่ยง <br />ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดการภาวะ RFS อย่างทันท่วงที โดยพยาบาลควรมีความรู้ ความเข้าใจ<br />อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพยาธิสรีรวิทยาของ RFS และมีทักษะในการดำเนินการตามแนวทางการ<br />ดูแลที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งรวมถึงการคัดกรองความเสี่ยง RFS ตามเกณฑ์และการประเมินภาวะ<br />โภชนาการ การบริหารสารอาหารตามแผนการรักษาการเฝ้าระวังอาการและอาการแสดงของ <br />RFS อย่างใกล้ชิดทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการให้สารอาหาร ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการลด<br />อุบัติการณ์และความรุนแรงของ RFS ในผู้ป่วยวิกฤต และการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อ<br />สื่อสารกับทีมสหสาขาวิชาชีพเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในผู้ป่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความ<br />ปลอดภัยของการดูแลโภชนาการ จะช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลโภชนาการในหอผู้ป่วยวิกฤต<br />ต่อไป</p> รัชชุดา วงค์ปัญญาดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วชิรสารการพยาบาล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he02.tci-thaijo.org/index.php/vnj/article/view/275613 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700