แรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ ของสตรีมุสลิมในจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก
คำสำคัญ:
แรงจูงใจ, ทัศนคติ, ความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม, พฤติกรรมการเจริญพันธุ์, สตรีมุสลิมบทคัดย่อ
ปัญหาสุขภาพของสตรีมุสลิมพบภาวะอ้วนและโรคเรื้อรัง การปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์มีคว ามเกี่ยวข้อ งกับ แรงจูงใจ ทัศนคติ ความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม และการศึกษาพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ในสตรีมุสลิมยังมีอยู่น้อย การวิจัยหา ความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ แรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม ของสตรีมุสลิม 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม กับพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ของ สตรีมุสลิม และ 3) ศึกษาแรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรม ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ของสตรี มุสลิม ประชากรเป็นสตรีมุสลิมวัยเจริญพันธุ์ มีภูมิลำเนาในจังหวัดนนทบุรีและกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก วิธีดำเนินการวิจัย โดยประสานงานเก็บข้อมูลในชุมชนมุสลิม คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*power และเผื่อการสูญหายเลือกตัวอย่างแบบ เจาะจงจำนวน 400 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ แรงจูงใจในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ ทัศนคติในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ และความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ ตรวจสอบความตรงข องทุก แบบสอบถามพบ IOC > 0.67 ทุกข้อ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ 0.876, 0.878, 0.781 และ 0.831 ตามลำดับ วิเคราะห์สถิติพรรณนา สถิติอ้างอิงวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันและการถดถอยแบบพหุคูณ
ผลการวิจัย 1. สตรีมุสลิมมีพฤติกรรมการเจริญพันธุ์เฉลี่ยในระดับมาก (M= 3.625, SD= 0.605) แรงจูงใจในการปฏิบัติ พฤติกรรมการเจริญพันธุ์มีคะแนนอยู่ในระดับมาก (M = 3.790, SD= 0.679) ความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ และ ทัศนคติในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์มีคะแนนอยู่ในระดับปานกลาง (M.=3.480, SD= 0.581 และ M=3.479, SD= 0.566) 2. แรงจูงใจ ทัศนคติ และความตั้งใจในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลาง กับพฤติกรรมการเจริญพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p< .01 (r = 0.410, Sig.= .000; r = 0.460, Sig.= .000 และ r = 0.546, Sig.= .000 เรียงตามลำดับ) 3. ความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์และทัศนคติในการปฏิบัติพฤติกรรมการ เจริญพันธุ์สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ P< .01 โดยสามารถทำนายได้ ถูกต้องร้อยละ 35.5 สมการทำนายรูปคะแนนมาตรฐานดังนี้
Yˆ = .481 ความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ ** + .153 ทัศนคติในการปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ **
บุคลากรสาธารณสุขควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน เสริมแรงจูงใจ สร้างทัศนคติทางบวกต่อ พฤติกรรมการเจริญพันธุ์ บูรณาการบทบัญญัติอิสลามร่วมกับรณรงค์ให้สตรีมุสลิมเกิดความตั้งใจปฏิบัติพฤติกรรมการเจริญพันธุ์ที่ ดีต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กองนโยบายและแผนงาน สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร. (2563). รายงานการศึกษาการกระจายตัวของมัสยิดในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2563. https://webportal.bangkok.go.th/public/user_files_editor/354/ aboutcpud/study%20report/2564/ปี%2064/1.การกระจายตัวของมัสยิดในเขตกรุงเทพมหานคร%20พ.ศ.%202563.pdf
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2565). สถิติสาธารณสุข 2565. https://spd.moph.go.th/wp-content/uploads/2023/11/Hstatistic65.pdf
กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2567). รายงานประจำปี 2567 กองโรคไม่ติดต่อ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
เกษแก้ว เสียงเพราะ. (2562). สุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ (Health education and health behavior). (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ไชยแสง กิระชัยวนิช. (2552). ตำนานแผ่นดิน-มัสยิดท่าอิฐ จ.นนทบุรี. https://www.sanook.com/news/315141/.
ต่วนนูรอัยนี โต๊ะกูบาฮา. (2551). ทัศนคติต่อการคุมกำเนิดของสตรีมุสลิมในอําเภอเมืองจังหวัดปัตตานี [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอิสลามศึกษา]. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
ธวัลรัตน์ กิติศักดิ์ชัย, นันทพร แสนศิริพันธ์ และกรรณิการ์ กันธะรักษา. (2556). ความกลัวการคลอดบุตรในสตรีมีครรภ์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง. พยาบาลสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 40(2), 12-21.
นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2555). วิธีการที่ถูกต้องและทันสมัยในการกำหนดขนาดตัวอย่าง. เอกสารประกอบการบรรยายในโครงการ Research Zone. กรุงเทพฯ: สำนักงานวิจัยแห่งชาติ.
นัจญวา นิยมเดชา และเบญญาภา ธิติมาพงษ์. (2563). พฤติกรรมการเว้นช่วงการมีบุตรของมารดามุสลิม: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์, 40(2), 1-9.
พวงผกา คงวัฒนานนท์ และ ประนอม โอทะกานนท์. (2562). การรับรู้ภาวะสุขภาพ วิถีชีวิต และการเป็นแกนนำสร้างเสริมสุขภาพ ของสตรีมุสลิมในบริบทไทยภาคกลาง. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 27(4), 89-98.
พัชราวรรณ เครื่องแก้ว, วรรณา พาหุวัฒนกร และ ฤดี ปุงบางกะดี่. (2564). ปัจจัยทำนายด้านความรู้ ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมต่อความตั้งใจในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาวในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรก. วารสารพยาบาลศาสตร์, 39(1), 64-76.
พิมพ์ณัฐชา สุไลมาน, ศศิกานต์ กาละ และจีรเนาว์ ทัศศรี. (2560). ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยบูรณาการบทบัญญัติอิสลามต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นมุสลิม. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 9(1), 9-22.
พึงพิศ ชัยภักดี. (2558). ความแตกต่างของภาวะเจริญพันธุ์ของสตรีไทยพุทธและมุสลิมในภาคใต้ของประเทศไทย. [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต (วิจัยประชากรและสังคม)]. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหิดล.
มณีรัศมิ์ พัฒนสมบัติสุข, ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์, บูรณ์คณัส จันทรศิริพุทธ, ภาซีน่า บุญลาภ, โศรยา นิฮะ, จุฑามาศ มามะ และสุวรรณี กอวิวัฒนาการ. (2567). สาเหตุของการมาฝากครรภ์ช้าและประสบการณ์การดูแลตนเองในขณะที่ยังไม่มาฝากครรภ์ของหญิงตั้งครรภ์ในจังหวัดยะลา: การศึกษาเชิงคุณภาพแบบบรรยาย. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, 16(2), 20-42.
ระพีพร แพทย์จะเกร็ง. (2565). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางในระยะตั้งครรภ์ของสตรีมุสลิมที่มารับบริการคลอดในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดปัตตานี. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ, 5(1), 10-21.
รุสมีนา นิมะ. (2557). ประสบการณ์การจัดการภาวะอ้วนของหญิงมุสลิม. (วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการระบบสุขภาพ). สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
วีระศักดิ์ ปัญญาพรวิทยา. (2563). การคำนวณหาขนาดตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*power สำหรับงานวิจัยที่มีการใช้สัตว์. https://rid.psu.ac.th/animal/th/assets/document/GPower5-7.pdf
ศรีวิภา เลี้ยงพันธุ์สกุล, นิรัชรา ลิลละฮ์กุล, จามรี สอนบุตร, พรชัย สิทธิศรัณย์กุล. (2558). สถานการณ์และปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสําเร็จของงานอนามัยแม่และเด็กใน 3 จังหวัดชายแดนใต้. oec.anamai.moph.go.th/ewt_dl_link.php?nid=757
ศศินาภรณ์ โลหิตไทย และ อนงค์ ภิบาล. (2562). การถ่ายทอดเทคโนโลยีการส่งเสริมสุขภาพมารดาทารกในวิถีมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน. สงขลา: มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์.
ศิรินภา แก้วพวง, วรรณี เดียวอิศเรศ และ วรรณทนา ศุภสีมานนท์. (2561). อิทธิพลของการรับรู้ภาวะเสี่ยงของการตั้งครรภ์ ความรู้ และทัศนคติ ต่อพฤติกรรมการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ของสตรีตั้งครรภ์, วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 26(2), 57-66.
ศิริวรรณ จันทร์แจ้ง, พัชราพร เกิดมงคล และ ทัศนีย์ รวิวรกุล. (2562). ผลของโปรแกรมสร้างแรงจูงใจในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ของอาสาสมัครสาธารณสุขสตรีมุสลิม. วารสารสุขศึกษา, 42(2), 52-62.
โศรยา นิฮะ, บูรณ์คณัส จันทรศิริพุทธ, อัจฉราวดี ศรียะศักดิ์ และ สิรินภร ศุกรวรรณ. (2568). การวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาในงานวิจัยทางการพยาบาล: บทเรียนจากประสบการณ์การฝากครรภ์ล่าช้าของสตรีมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้. วารสารการพยาบาล สุขภาพและการศึกษา, 8(1), 76-82.
สารินี สาวัน. (2559). อิทธิพลของปัจจัยคัดสรรต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของมารดาหลังคลอดชาวไทยมุสลิม. (วิทยานิพนธ์พยาบาล ศาสตรมหาบัณฑิต (การผดุงครรภ์)). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหิดล.
สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2555). การให้บริการอนามัยเจริญพันธุ์ คู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2565). รายงานประจำปี 2565 สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์. https://rh.anamai.moph.go.th/th/department-yearly-report.
อ้อมใจ พลกายา. (2562). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมบทบาทการเป็นมารดาโดยใช้การสนับสนุนของครอบครัว ต่อทัศนคติและบทบาทของการเป็นมารดาของมารดาวัยรุ่น. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ, 2(1), 131–142
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
เวอร์ชัน
- 2026-04-20 (2)
- 2026-03-11 (1)
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี และคณาจารย์ท่านอื่นๆในวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว