Factors predicting stroke preventive behaviors of hypertensive patients at Na Fai Sub-district Health Promoting Hospital in Chang Wat Chaiyaphum

Main Article Content

Ananya Lalun
Pitool Vutiso

Abstract

The purposes of this descriptive research were to study stroke preventive behaviors and to find factors predicting stroke preventive behaviors of hypertensive patients at Na Fai Sub-District Health Promoting Hospital in Chang Wat Chaiyaphum. The sample of 258 hypertensive patients was purposively selected. Research tool was a questionnaire composed of 6 parts: demographic data, stroke knowledge, perceived susceptibility and severity of stroke, perceived benefits and barriers of stroke preventive behaviors, cue to action of stroke preventive behaviors, and stroke preventive behaviors. The content validity index of  a questionnaire was 0.86 and the reliability coefficients of each sub-parts, were 0.89, 0.88, 0.76, 0.86 and 0.82 respectively. Descriptive statistics and the multiple regression analysis were used in data analysis. The results were as follows. Almost half of hypertensive patients had preventive behavior at high level (48.8%). Predictive factors of  stroke preventive behaviors included cues to action, perceived benefits and perceived barriers of stroke preventive behaviors. These factors accounted for 23.9% of the variance of stroke preventive behavior at p < .05.

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

How to Cite
Lalun อ. ., & Vutiso ไ. (2021). Factors predicting stroke preventive behaviors of hypertensive patients at Na Fai Sub-district Health Promoting Hospital in Chang Wat Chaiyaphum . Thai Journal of Nursing, 70(2), 27–36. Retrieved from https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TJN/article/view/245559
Section
Research Article

References

กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค. (2561). สถานการณ์การดำเนินงานด้านการป้องกันควบคุมโรคไม่

ติดต่อ (NCDs). นนทบุรี: ผู้แต่ง.

กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนงาน. (2563). ประเด็นสารรณรงค์วัน

อัมพาตโลกปี 2561. สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2563, จาก http://www.thaincd.com/2016/news/

announcementdetail.php?id=13251&gid=16/ ประเด็นสารรณรงค์วันอัมพาตโลกปี_2561_.pdf

กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค กองโรคไม่ติดต่อ. (2563). จำนวนและอัตราผู้ป่วยในปี 2559-2561. สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2563, จาก http://www.thaincd.com/2016/mission/documents-detail.php?id =13653&tid=32&gid=1-020

กานต์ธิชา กำแพงแก้ว, วิไลพรรณ สมบุญตนนท์, และวีนัส ลีฬหกุล. (2558). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้

ปัจจัยเสี่ยง การรับรู้อาการเตือนและพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองใน

ผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 25(2), 40-56.

แชมป์ สุทธิศรีศิลป. (2562). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมป้องกันโรคในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการ สคร.9, 25(1), 5-15.

ณฐกร นิลเนตร, ชนัญญา จิระพรกุล, และเนาวรัตน์ มณีนิล. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค

หลอดเลือดสมองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ. วารสารสุขศึกษา, 41(1), 62-75.

ณฐกร นิลเนตร. (2562). ปัจจัยเสี่ยงและการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มผู้ป่วยความดันโลหิตสูง.

วารสารพยาบาลทหารบก, 20(2), 51-57.

ทิพวรรณ์ ประสานสอน และพรเทพ แพรขาว. (2556). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การเกิดโรค และ

พฤติกรรมการป้องกันโรคในบุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน. วารสาร

สมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, 31(2), 36-43.

นิภาพร บุตรสิงห์. (2562). การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน. วารสารสภาการ

พยาบาล, 34(3), 15-29.

นิศารัตน์ รวมวงษ์, อรพรรณ บุญลือ, เสาวภา เล็กวงษ์, และสุธี สุนทรชัย. (2563). ผลของโปรแกรมการ

จัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพในการลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรค

ความดันโลหิตสูง. วารสารพยาบาลตำรวจ, 12(1), 128-137.

นุจรี อ่อนสีน้อย, ยุวดี ลีลัคนาวีระ, และชนัญชิดาดุษฏี ทูลศิริ. (2560). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกัน

ความดันโลหิตสูงในกลุ่มประชาชนที่มีภาวะก่อนเป็นโรคความดันโลหิตสูง. วารสารพยาบาล

สงขลานครินทร์, 37(1), 63-74.

ภารณี วสุเสถียร. (2561). พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือด

สมอง เขตสุขภาพที่ 6. วารสารวิชาการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, 14(1), 42-53.

ยุทธนา ชนะพันธ์, และดาริวรรณ เศรษฐีธรรม. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรค

หลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี. วารสาร

โรงพยาบาลสกลนคร, 21(2), 109-119.

โยทะกา ภคพงศ์, บังอร ปีประทุม, วิชิยา ยลพันธุ์, และสมฤทัย ลามอร์. (2558). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการ

บริโภคของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ. วารสาร

พยาบาล, 64(4), 52-58.

วาสนา เหมือนมี. (2557).ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรค

ความดันโลหิตสูง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ไม่ได้

ตีพิมพ์). มหาวิทยาลัยนเรศวร, พิษณุโลก.

วรวุฒิ พัฒน์โภครัตนา. (2558). ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลเกาะพงัน จังหวัดสุราษฏร์ธานี. วารสารวิชาการแพทย์

เขต 11, 29(1), 145-153.

วิไลเลิศ คำตัน. (2562). การจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง: การประยุกต์ใช้หลักฐานเชิง

ประจักษ์. วารสารสภาการพยาบาล, 34(1), 25-41.

วรรณี แกมเกตุ. (2555). วิธีวิทยาการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร:

สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อณัญญา ลาลุน, และสุวรรณี มณีศรี. (2563). การรับรู้ภาวะสุขภาพและความสามารถในการทำกิจวัตร

ประจำวันของผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง ตำบลนาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ. วารสารวิจัย

สาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, 9(1), 65-73.

อารีรัตน์ เปสูงเนิน, นันทวัน สุวรรณรูป, และวันเพ็ญ ภิญโญภาสกุล. (2561). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการ

ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มารับบริการในหน่วยปฐมภูมิ. วารสารวิทยาลัย

พยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา, 24(1), 40-52.

American Heart Association. (2021). 2021 Heart disease and stroke statistics update fact sheet at-a-

Glance. Retrieved February 1, 2021, from https://www.heart.org/-/media/phd-files-2/science-

news/ 2/2021-heart-and-stroke update/2021_heart_disease_and_stroke_statistics_update

_fact_sheet at_a_glance.pdf

Lee, H. R., Ham, O. K., Lee, Y. W., Cho, I., Oh, H. S., & Rha, J. H. (2014). Knowledge, health-

promoting behaviors, and biological risk of recurrent stroke among stroke patients in Korea.

Japan Journal of Nursing Science, 11(2), 112-120. doi:10.1111/jjns.12013

Most read articles by the same author(s)