การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากและการจัดสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อสุขภาพช่องปาก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เปรียบเทียบปี 2550 และ 2553
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามสถานการณ์การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากและการจัดสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อสุขภาพช่องปากในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กปี 2553 และเปรียบเทียบกับปี 2550 เก็บข้อมูลโดยการสอบถามครูผู้ดูแลเด็กใน 12 จังหวัด (12 เขต) ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายนพ.ศ. 2553 ผลการศึกษา พบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 438 แห่ง มีกิจกรรมแปรงฟันหลังอาหารกลางวันให้เด็กทุกวันเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 89.8 เป็นร้อยละ 91.8 มีการเก็บแปรงสีฟันแยกเป็นรายบุคคลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 84.8 เป็นร้อยละ 88.1 มีการเปลี่ยนแปรงสีฟันเทอมละ 2 ครั้งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.7 เป็นร้อยละ 34.0 ยาสีฟันที่ใช้เป็นยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ทั้งหมดแต่เป็นยาสีฟันสำหรับเด็กเพียงร้อยละ 48.6 ครูผู้ดูแลเด็กร้อยละ 71.5 บีบยาสีฟันให้เด็กปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวมีครูดูแลขณะเด็กแปรงฟันร้อยละ 82.6 มีการจัดผลไม้ในมื้อกลางวัน3-5 วัน/สัปดาห์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27.8 เป็นร้อยละ 45.7 ศูนย์ที่มีเด็กนำนมหวาน/นมเปรี้ยวมาที่ศูนย์ลดลงจากร้อยละ 74.2 เป็นร้อยละ 68.9ศูนย์ที่มีเด็กนำขวดนมมาที่ศูนย์ลดลงจากร้อยละ 86.6 เป็นร้อยละ 76.5 มีการตรวจความสะอาดฟันเด็กทุกวันโดยครูผู้ดูแลเด็กเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45.7 เป็นร้อยละ 52.7มีการตรวจฟันผุเด็กโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพิ่มขึ้นมากจากร้อยละ33.3 เป็นร้อยละ 79.0 องค์กรท้องถิ่นและชุมชนสนับสนุนโดยร่วมเป็นกรรมการของศูนย์และร่วมกิจกรรมต่างๆของศูนย์การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์และงบประมาณเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 43.3 เป็นร้อยละ 47.8
Downloads
Article Details
เอกสารอ้างอิง
2. สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อมกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข.การสำรวจสถานการณ์การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในประเทศไทย. 2552. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2553 จากhttp://www.hitap.net/en/blogs/11990
3. สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็ก.พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก;2556.
4. สุรางค์เชษฐพฤนท์,บุบผา ไตรโรจน์,สุภาวดี พรหมมา,วิไลลักษณ์ บังเกิดสิงห์. การศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปี 2550.วิทยาสารทันตสาธารณสุข 2551; 13(4):69-77
5. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.คู่มือบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5 ปี. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก;2553.
6. ปิยะดา ประเสริฐสม,จันทนา อึ้งชูศักดิ์, ศรีสุดา ลีละศิธร,วราภรณ์ จิระพงษา. การพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาสุขภาพช่องปากเด็กและเยาวชนบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์(2553-2554).วารสารทันตสาธารณสุข 2555; 17(1) :20-34.
7. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย. มาตรฐานการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2555 จากhttp://www.dla.go.th/work/e_book/eb1/std210550/0/3.pdf
8.ศิริกุล อิศรานุรักษ์. รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประเมินการจัดระบบบริการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น. นครปฐม: สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล; 2550.
9. กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. สุขภาพเด็กปฐมวัย. พิมพ์ที่โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
10. Gustafsson BE, QuenselCE,Lanke LS, Lundqvist C, Grahnen H, Bonow BE, et al. The Vipeholm dental caries study, The effect of different levels of carbohydrate intake on caries activity in 436 individual observed for 5 years,ActaOdontologicaScandinavica1954 ; 11:232-364
11. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.“บ๊าย บาย ขวดนม ช้าไปโรคภัยตามมา” ฉบับบุคลากร โครงการความรู้สู่ประชาชน,พิมพ์ครั้งที่ 1. โรงพิมพ์ชฎาการพิมพ์;กันยายน2550.
12. กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดำเนินงานทันตสาธารณสุขสำหรับทันตบุคลากรใน รพ.สต.และศูนย์สุขภาพชุมชน. พิมพ์ครั้งที่ 1; ตุลาคม 2552.
13. Grytten J., Rossow I, Holst D, S Teelel, Longitudinal study of dental health behaviors and other caries predictors in early childhood, Community Dent Oral Epidimol,1988; 16:356–359.
14. Persson LA, Holm AK, Arvidsson S, Samuelson G. Infant feeding and dental caries’ a longitudinal study of Swedish children. Swed Dent J. 1985; 9:201 – 6.