การเปรียบเทียบการจำแนกกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฟันผุของเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งด้วยความสามารถของการเป็นบัฟเฟอร์ และความเป็นกรด-ด่าง ของน้ำลาย

Main Article Content

ยุวดี สัมฤทธิเวช
พรศรี ปฏิมานเกษม

บทคัดย่อ

น้ําลายจัดเป็นปัจจัยหนึ่งที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคฟันผุ การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่ จะเปรียบเทียบการจําแนกกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฟันผุด้วยความสามารถของการเป็นบัฟเฟอร์และความเป็นกรด-ด่าง ของน้ําลายโดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง อายุ 13-15 ปี จํานวน 327 คน เป็นชาย 157 คน และหญิง 170 คน ทุกคนมีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่มีโรคประจําตัวและไม่ปรากฏความ ผิดปกติของต่อมน้ําลายที่ตรวจพบได้ในคลินิก ทําการบันทึกฟันผุ ถอน อุด เป็นซี่และเก็บตัวอย่างน้ําลาย ภายหลังบ้วนปากด้วยน้ําสะอาด โดยให้เคี้ยวพาราฟิล์มเพื่อเก็บน้ําลายในระยะกระตุ้นเป็นเวลา 5 นาที วัดค่า ความเป็นกรด-ด่างของน้ําลายด้วยเครื่องวัดพีเอช และทดสอบความสามารถของการเป็นบัฟเฟอร์โดยการไท เทรทด้วยกรดไฮโดรคลอริก วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแต่ละคู่ด้วยสหสัมพันธ์อย่างง่าย วิเคราะห์ ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยตัวแปรด้วยการทดสอบเอฟและหาคู่ที่มีความแตกต่างกันด้วยวิธีผลต่างอย่างมีนัย สําคัญน้อยที่สุด ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา พบว่าความสามารถของการเป็นบัฟเฟอร์ของน้ําลาย มีความสัมพันธ์ในทางกลับกันกับอัตราเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด คิดเป็นซี่ต่อคน (r = 0.255) โดยปรากฏมีนัย สําคัญทางสถิติ (P<0.05) ในขณะที่ค่าพีเอชของน้ําลาย มีความสัมพันธ์ในทางกลับกันกับอัตราเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด คิดเป็นซี่ต่อคนต่ํามาก (r = - 0.045) และไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ เมื่อจําแนกกลุ่มตัวอย่างตามความ สามารถของการเป็นบัฟเฟอร์เป็น 3 กลุ่มคือ ต่ํา ปานกลาง และสูงพบว่าอัตราเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด เท่ากับ 2.84, 2.78 และ 1.58 ซีต่อคนตามลําดับ โดยค่าเฉลี่ยของแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < 0.05) ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่จําแนกตามค่าพีเอ็ชของน้ําลายเป็น 3 กลุ่มคือ ต่ํา ปานกลาง และสูง พบ ว่าอัตราเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด เท่ากับ 2.45, 2.21และ 2.13 ซี่ต่อคนตามลําดับแต่ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ของแต่ละกลุ่มมีน้อยมากและไม่ปรากฏมีนัยสําคัญทางสถิติ จากผลการศึกษาครั้งนี้ จึงสรุปได้ว่า ความสามารถ ของการเป็นบัฟเฟอร์ของน้ําลายใช้จําแนกกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฟันผุได้ดี ในขณะที่ความเป็นกรด-ด่างของน้ําลาย ไม่สามารถใช้จําแนกได้

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
1.
สัมฤทธิเวช ย, ปฏิมานเกษม พ. การเปรียบเทียบการจำแนกกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฟันผุของเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งด้วยความสามารถของการเป็นบัฟเฟอร์ และความเป็นกรด-ด่าง ของน้ำลาย. Th Dent PH J [อินเทอร์เน็ต]. 25 มิถุนายน 2001 [อ้างถึง 5 มีนาคม 2026];6(1):17-26. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThDPHJo/article/view/213517
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

1. Federation Dentaire Internationale, Technical Report No 31 Review of methods of identifica tion of high risk groups and individuals. Internat Dent J 1988; 38:177-89.
2. Ericsson, Y.Clinical investigation of the salivary buffering action. Acta Odont Scand 1959; 17:131 – 65.
3. กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานผลการสํารวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2537 ประเทศไทย. ISBN 974-7995-79-4 หน้า 16
4. World Health Organization, Oral Health Survey. Basic methods 2nd ed. Geneva, 1977.
5. Marlay, E. The relationship between dental caries and salivary properties at ad Austral Dent J 1970; 15 : 412-22.
6. Frostell, G.A colourimetric screening test for evaluation of the buffer capacity of saliva. Swed Dent J.1980;4:81 - 6.
7. ปิยะดา ประเสริฐสม การจําแนกกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฟันผุในเด็กอายุ 11-12 ปี เขตกรุงเทพมหานคร ว. ทันต.2537;1:17 25.
8. Dreizen S, Reed Al, Niederneier W, Spies TD : Sodium and potassium as constituents of human salivary buffers. J Dent Res 32 : 497-503, 1953.
9. Parvinen T, Larmus M : Age dependency of stimulated salivary flow rate pH and lactobacillus and yeast concentration J Dent Res. 1982;61:052-55.
10. Heintze U., Birkhed D., Njorn, H. : Secretion rate and buffer effect of resting and stimulated whole saliva as a function of age and sex. Swed Dent J. 1983;7:227-28.
11. Edgar, WM and O' Mullane, DM. Saliva and oral health 2nd ed. Thanet Press limited, 1996, London, p. 38.
12. Dewes,C. Factors influencing salivary flow rate and composition.In: Edgar, WM and O’ Mullane, DM. Saliva and oral health 2nd ed. Thanet Press limited, 1996, London, p.27-41
13. Thylstrup, A., Fejerskow, O. Textbook of Clinical Cariology 2nd ed 1994, Copenhagen, p 17 43.
14. ยุทธนา ปัญญางาม ดลฤดี แก้วสวาท อรพินธ์ อัจฉรานุกุล. การกําจัดน้ําตาลกลูโคสและคุณสมบัติความเป็นบัฟเฟอร์ของน้ําลายในกลุ่มที่มีฟันผุมากและกลุ่มที่มีฟันผุน้อย.ว.ทันต. จุฬา 2536;2:101 - 10.