แนวทางการพัฒนาการสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ (A Guideline of Tourism Interpretation Development in Phnom Rung Historical Park, Buriram Province.)
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง แนวทางการพัฒนาการสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยว และความต้องการด้านการสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง 2) ประเมินศักยภาพการจัดการการสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และ 3) ประเมินการรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพมีประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการการสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และนักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ชาวไทย จำนวน 18 คน ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณมีประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเที่ยวยังอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งในปี พ.ศ. 2561 จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลการศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวยังอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งในปี พ.ศ. 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อท่องเที่ยวหรือพักผ่อนหย่อนใจ เข้าชมความสวยงามของอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และเช็คอินในสื่อสังคมออนไลน์แล้วเดินทางกลับ ไม่เน้นการเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ขณะที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาท่องเที่ยวยังอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเป็นครั้งแรก โดยเดินทางมาในช่วงเวลาวันหยุด (เสาร์-อาทิตย์) และอาศัยคำชักชวนจากเพื่อน ญาติ หรือครอบครัวเป็นช่องทางการรับข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวก่อนเดินทางมาท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งผลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลระบุเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการมัคคุเทศก์มีแนวโน้มที่จะใช้เวลาอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวตั้งแต่ 1 ชั่วโมงขึ้นไป นอกจากนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คิดว่าจะกลับมาท่องเที่ยว และจะบอกต่อกับผู้อื่นให้มาเที่ยวอย่างแน่นอน สำหรับความต้องการด้านการสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ใช้มัคคุเทศก์ แต่นิยมศึกษาข้อมูลเรื่องราวทางประวัติศาสตร์จากแผ่นพับเป็นหลักเช่นเดียวกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์ โดยเจ้าหน้าที่ประจำอุทยานฯ ได้จัดลำดับให้แผ่นพับเป็นเครื่องมือสื่อความหมายที่มีคนใช้มากที่สุด ขณะที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยเดินเข้าศูนย์บริการข้อมูล หรือหากเดินเข้าไปจะเข้าไปแค่อาคารหลังแรกเท่านั้น เนื่องจากมีเวลาที่จำกัด หรือบางกลุ่มเข้าอุทยานฯ ทางประตูที่ 3 ซึ่งอยู่ไกลจากศูนย์บริการข้อมูล ส่วนสื่อที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบและต้องการให้มีในอุทยานฯ คือ สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นพับ โปสการ์ด คู่มือ และหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ขณะที่การสัมภาษณ์พบว่า ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่นชอบและต้องการระบบเสียง (Audio Guide) โดยบริการหูฟังให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาข้อมูลตามจุดต่างๆ มากที่สุด สำหรับรูปแบบของสื่อที่ต้องการให้มีในอุทยานฯ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการสื่อที่มีรูปแบบที่ใช้ภาษาเข้าใจง่ายพร้อมกับมีความทันสมัยและใช้นวัตกรรมทางการสื่อสารเช่นเดียวกับการสัมภาษณ์ สำหรับผลการศึกษาศักยภาพการจัดการการสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง พบว่า ศักยภาพด้านแหล่งสารหรือผู้ส่งสาร ด้านสาร ด้านช่องทางการสื่อความหมาย และด้านผู้รับสารอยู่ในระดับมาก ซึ่งแตกต่างจากการสัมภาษณ์ที่มีประเด็นที่แตกต่างไป ได้แก่ ด้านแหล่งสารหรือผู้ส่งสารระบุถึงปริมาณของเจ้าหน้าที่หรือมัคคุเทศก์ในอุทยานฯ ที่ไม่เพียงพอ การใช้ภาษาที่เป็นวิชาการมากไปซึ่งยากต่อการทำความเข้าใจ และการที่มัคคุเทศก์จากภายนอกบางท่านไม่ลุ่มลึกในเรื่องราวของอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งจึงใช้การพูดรวบรัดไม่น่าสนใจ ส่วนด้านสารมีประเด็นเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ศิลป์ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ สำหรับด้านช่องทางการสื่อความหมายมีความแตกต่างในประเด็นเครื่องมือสื่อความหมาย อาทิ ศูนย์บริการข้อมูล แผ่นพับ ป้ายสื่อความหมาย และสื่อ QR Code ที่ยังไม่พร้อมต่อการสื่อความหมายที่เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของนักท่องเที่ยวเท่าที่ควร และด้านผู้รับสาร ซึ่งผลจากการสัมภาษณ์ระบุถึงการขาดความรับผิดชอบต่อแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของนักท่องเที่ยวบางท่าน ขณะที่ผลการศึกษาการรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีการรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอยู่ในระดับการรับรู้น้อยที่สุด โดยเฉพาะหมวดความเชื่อ และหมวดศิลปะขอม
จากผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้น นำมาสู่การนำเสนอแนวทางการพัฒนาการสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ 4 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1 การจัดการเนื้อหาสำหรับการสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง แนวทางที่ 2 การพัฒนาสื่อบุคคลและเครื่องมือสื่อความหมายในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง แนวทางที่ 3 การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสื่อบุคคล และเครื่องมือสื่อความหมายที่มีในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และแนวทางที่ 4 การสร้างการรับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยว
Article Details
เอกสารอ้างอิง
2. ชลลดา สิทธิฑูรย์. (2543). แนวทางการพัฒนาการสื่อความหมายธรรมชาติในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน.
วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล.
3. ณรงค์ โพธิ์พฤกษานันท์. (2556). ระเบียบวิธีวิจัย. (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพฯ: เอ็กซเปอร์เน็ท.
4. ทัศไนยวรรณ ดวงมาลา และคณะ. (2550). กลยุทธ์ในการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอีสานใต้. รายงานวิจัยสนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
5. วิมลสิทธิ์ หรยางกูล. (2549). พฤติกรรมกับสภาพแวดล้อม: มูลฐานทางพฤติกรรมเพื่อการออกแบบและวางแผน. (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
6. ศิริชัย กาญจนวาสี และคณะ. (2543). การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS สำหรับงานวิจัย: การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมาย. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
7. สมภพ ชาตวนิช. (2552). การศึกษาเปรียบเทียบศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรมของปราสาทหิน พิมาย และปราสาทเขาพนมรุ้ง. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางแผนและการจัดการการท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
8. สายันต์ ไพรชาญจิตร์. (2548). การจัดการโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.
9. สุจิตรา ไชยจันทร์. (2553). พฤติกรรมการท่องเที่ยว การแสวงหาข่าวสารการท่องเที่ยว และทัศนคติที่มีต่อคุณลักษณะข่าวสารการท่องเที่ยวบนสื่อออนไลน์ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย. รายงานโครงการเฉพาะบุคคลวารสารศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
10. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, ม. ร. ว. (2549). ปราสาทเขาพนมรุ้ง: ศาสนบรรพตที่งดงามที่สุดในประเทศไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: เรือนบุญ.
11. สุวภัทร ศรีจองแสง. (2558). ศักยภาพการสื่อความหมายของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในเส้นทางท่องเที่ยวตามแนวคิดกลุ่มคลัสเตอร์ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้. รายงานวิจัยตามโครงการสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแหล่งชาติ (วช.).
12. De Rojas, C., & Camarero, C. (2008). Visitors’ experience, mood and satisfaction in a heritage context: Evidence from an interpretation center. Tourism Management, 29(3), 525-537.
13. Fallon, L. D., & Kriwoken, L. K. (2003). Community involvement in tourism infrastructure—the case of the Strahan Visitor Centre, Tasmania. Tourism Management, 24(3), 289-308.
14. Sarm, C. (2013). Managing Interpretation at a UNESCO World Heritage Site: A Supply-Side Perspective of Angkor Wat Temple, Cambodia. The Degree of Master of Tourism Management, Victoria University of Wellington.
15. Tilden, F. (2009). Interpreting our heritage. United States: University of North Carolina Press.