พัฒนาแบบแผนการดำเนินชีวิตและความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดวัยทำงานที่มีภาวะอ้วน: กรณีศึกษาในครูอนามัยโรงเรียน
คำสำคัญ:
ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, แบบแผนการดำเนินชีวิต, โรคหัวใจและหลอดเลือด, วัยทำงานบทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบแผนการดำเนินชีวิตและความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดวัยทำงานที่มีภาวะอ้วนในครูอนามัยโรงเรียน คัดกรองภาวะอ้วนด้วยค่าดัชนีมวลกายเกินรวมถึงเส้นรอบวงเอวเกิน กลุ่มตัวอย่างจะได้รับโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจ ซึ่งพัฒนาภายใต้ทฤษฎีแรงจูงใจ การจัดแบบแผนการดำเนินชีวิต การส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคร่วมกับการใช้เทคโนโลยีเคลื่อนที่เพื่อสุขภาพ โปรแกรมนี้ใช้เวลา 12 สัปดาห์ มีกิจกรรมสำคัญ คือ การให้ความรู้รายกลุ่ม การฝึกทักษะรายบุคคล การเรียนรู้จากบุคคลต้นแบบร่วมกับการให้ข้อมูล Infographic และวิดีโอผ่านโปรแกรมไลน์ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองของผู้เข้าร่วมการวิจัยใน 3 ระยะ คือ ก่อน- หลังการทดลอง และระยะติดตามผลหลังการทดลอง 3 เดือน แล้วนํามาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ paired t-test
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพสูงขึ้น ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ค่าคะแนนความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ภายใน 10 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มลดลง ผลการวิจัยนี้จะเห็นได้ว่า การปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิตพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มวัยทำงานอ้วน ในเขตสุขภาพที่ 3 สามารถช่วยให้กลุ่มตัวอย่างบรรลุเป้าหมายในการลดน้ำหนักตัว และความดันโลหิตได้ ส่งผลให้ลดจำนวนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ลดปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ สร้างเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
อารยา เชียงของ. ผลการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วยการจัดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน [วิทยานิพนธ์]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ; 2561
กองสุขศึกษา. ความฉลาดทางสุขภาพ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์นิวธรรมดาการพิมพ์ จำกัด; 2554.
วิชัย เอกพลากร. รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย. ครั้งที่ 5. นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข; 2557.
ปิยะสกล สกลสัตยาทร.คนไทยตายด้วยโรค NCDs ชั่วโมงละ 37 คน เร่งป้องกัน-ควบคุมไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน [อินเทอร์เน็ต]. 2561. [เข้าถึงเมื่อ 19 มกราคม 2562]. เข้าถึงได้จาก: https://www.hfocus.org/content/2018/08/16157
เทิดศักดิ์ ไม้เท้าทอง. การสืบค้นและการประเมินแหล่งสารสนเทศทางสุขภาพบนเว็บ: ประเด็น และบทวิเคราะห์จากงานวิจัย. วารสารสารสนเทศศาสตร์ 2555; 29: 31-41.
วณิชา กิจวรพัฒน์. การพัฒนาโปรแกรมควบคุมน้ำหนักสำหรับผู้หญิงวัยทำงานที่มีภาวะโภชนาการเกิน.วารสารสุขศึกษา 2547; 26: 38-55.
Denuwara HMBH, Gunawardena NS. Level of health literacy and factors associated with it among school teachers in an education zone in Colombo, SriLanka. BMC public health 2017; 17: 1-631.
ขวัญเมือง แก้วดำเกิง. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ: กระบวนการ ปฏิบัติการ เครื่องมือประเมิน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง; 2564.
Manganello, J. Health literacy and adolescents: A framework and agenda for future research. Healthy Education Research. 2008; 23: 840-847.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. การสำรวจอนามัยและสวัสดิการ. ม.ป.พ.; 2558.
Nutbeam D. Health Literacy as a public health goal: a challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promotion International 2000;15: 259-67.
วชิระ เพ็งจันทร์. ความรอบรู้ด้านสุขภาพ. ใน: เอกสารการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรกรมอนามัย เรื่อง ความรอบรู้สุขภาพ มุ่งสู่ประเทศไทย; 2 สิงหาคม 2560; ณ โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข; 2560.
World Health Organization. Cardiovascular diseases [Internet]. 2017. [cited 19 Jan 2019]. Available from: https://www.who.int/en/news-room/faceheets/detail/cardiovascular-diseases-(cvds)
ศิราวัลย์ เหรา, นิทรา กิจธีระวุฒิวงษ์. การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ 2563; 12(1): 39-51.
ศรีสุดา บุญขยาย. การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป กรณีศึกษาเขตสุขภาพที่ 4. สระบุรี: กลุ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และพัฒนากำลังคน ศูนย์อนามัยที่ 4 สระบุรี; 2562
Boer HS. E.R. protective motivative theory. In: Conner PN, editor. Predicting Health Behaviour: Research and Practice with Social Cognition Models. Buckingham 1996. p. 95-122.
ณัฐชยาภรณ์ ตั้งดำรงศิลป์, อาภาพร เผ่าวัฒนา, นฤมล เอื้อมณีกูล. ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจร่วมกับเทคโนโลยีเคลื่อนที่เพื่อสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล 2563; 36(2): 122-139.
ศิริเนตร สุขดี. การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยการมีส่วนร่วมในการจัดการความรู้ของชุมชน ของตำบลบางเกลือ จังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารสุขศึกษา. 2560;40: 38-52.
พงศธร ศิลาเงิน. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเอง ของผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยา [วิทยานิพนธ์]. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2560.
ปวิตรา จริยสกุลวงศ์, วิชชุดา เจริญกิจการ, วันเพ็ญ ภิญโญภาสกุล, ศรินรัตน์ ศรีประสงค์, วีรนุช รอบสันติสุข. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 2558; 7(3): 26-36
ปรารถนา วัชรานุรักษ์, อัจฉรา กลับกลาย. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จังหวัดสงขลา. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้ 2560; 4(1): 217-233.
นฤมล เวชจักรเวร, ภารดี เต็มเจริญ, วงเดือน ปั้นดี, วราภรณ์ เสถียรนพเก้า. โปรแกรมส่งเสริมโภชนาการโดยประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางสรีรวิทยาต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในครูสตรี. วารสารสาธารณสุขศาสตร์ 2010; 40: 40-52.
สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย. แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ.2562. ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: ทริค ธิงค์; 2562.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2024 วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี, คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.