ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนในชุมชนหนาแน่นแออัด เขตเทศบาลเมือง จังหวัดสุรินทร์
คำสำคัญ:
ชุมชนหนาแน่นและแออัด, พฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง, ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์บทคัดย่อ
การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนในชุมชนหนาแน่นและแออัด เขตเทศบาลเมืองจังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่อาศัยในชุมชนหนาแน่นและแออัด เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จำนวน 216 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ multiple logistic regression ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.33 อายุเฉลี่ย 48 ปี (SD =15.53) ส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท/เดือน ร้อยละ 52.31 ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 79.81 และครอบครัวไม่มีประวัติป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 75.00 และในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาเคยได้รับการตรวจวัดระดับความดันโลหิต ร้อยละ 89.81 เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) ได้แก่ ผู้ที่มีรายได้ 5,000 บาทขึ้นไป มีพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตที่เหมาะสม เป็น 2.08 เท่า เมื่อเทียบกับผู้มีรายได้ต่ำกว่า (AOR = 2.08, 95%CI: 1.08–3.38) ผู้ที่วัดความดันโลหิตใน 1 ปีที่ผ่านมา มีพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตที่เหมาะสม เป็น 3.27 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยตรวจวัด (AOR =3.27, 95%CI: 1.26–8.49) และผู้ที่มีแรงจูงใจในระดับสูงมีพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตที่เหมาะสม เป็น 2.22 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มีแรงจูงใจในระดับต่ำกว่า (AOR = 2.22, 95%CI: 1.15–4.31) ดังนั้นหน่วยงานสาธารณสุข ควรจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกในชุมชนหนาแน่นและแออัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูล การบริการสุขภาพ เน้นการให้ความรู้ เสริมสร้างแรงจูงใจ และจัดหน่วยบริการคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น พัฒนาทักษะ อสม. และประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถตรวจวัดและประเมินผลด้วยตนเองได้
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. Hypertension [Internet]. 2023 [cited 2023 November 2]. Available from https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hypertension
กองโรคไม่ติดต่อ. จำนวนและอัตราตายด้วย 5 โรคไม่ติดต่อ (ปี 2561–2565) [อินเตอร์เน็ต].2566 [เข้าถึงเมื่อ 2568 มีนาคม 15]. เข้าถึงได้จาก https://www.ddc.moph.go.th/dncd/news.php?news=39911
วิชัย เอกพลากร,หทัยชนก พรรคเจริญ,วราภรณ์ เสถียรนพเก้า. รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่6 พ.ศ.2562-2563.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไชน์; 2564.
ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เขตสุขภาพที่ 9.อัตราป่วยรายใหม่ของโรคความดันโลหิตสูงต่อแสนประชากรในปีงบประมาณ [อินเตอร์เน็ต].2566 [เข้าถึงเมื่อ 2566 พฤศจิกายน 2].เข้าถึงได้จาก https://hdc.moph.go.th/nma/public/standard-report-detail/29eec762c9591d1f8092da14c7462361
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา. ผลสำรวจข้อมูลสถานะสุขภาพประชาชนหมู่บ้านจัดสรรชุมชนหนาแน่น แออัดพื้นที่เขตเมือง จังหวัดสุรินทร์ ปี 2565.ประชุมราชการเพื่อสรุปผลและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพในพื้นที่เขตเมือง จังหวัดสุรินทร์; 2566 สิงหาคม 11;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์.สุรินทร์:สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา; 2566.
อัญชลี สามงามมี, เกษร สำเภาทอง, นนท์ธิยา หอมขำ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง.วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง 2563;64(2): 97–108.
Green LW, Kreuter MW. Health program planning: An Educational and Ecological Approach. 4th Edition. New York: McGraw-Hill, 2005.
Hsieh FY, Bloch DA, Larsen MD. A simple method of sample size calculation for linear and logistic regression. Stat Med 1998;17(14):1623–34.
Bloom B. Taxonomy of Educational Objectives, Handbook 1: Cognitive Domain. New York: David Mckay; 1975.
Best JW. Research in education. 3rd ed. Englewood Cliffs (NJ): Prentice-Hall; 1977.
กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. เครื่องมือและโปรแกรมประเมิน HL และ HB [อินเทอร์เน็ต]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 2566 พฤศจิกายน 2]. เข้าถึงได้จาก https://hed.hss.moph.go.th/tool-hlhb/
รุจิรา ธรรมใจกูล, ณัฏฐ์ฐภรณ์ ปัญจขันธ์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความดันโลหิตที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงของประชาชน จังหวัดลำปาง.วารสารวิจัยและวิชาการสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร 2563;1(2):41–53
Fan Z, Yang C, Zhang J, Huang Y, Yang Y, Zeng P, et al. Trends and influence factors in the prevalence, awareness, treatment, and control of hypertension among US adults from 1999 to 2018. PLoS One 2023;18(9):e0292159.
Luo T, Lin S, Zhang W, Li X, Wang Y, Zhou J, et al. Relationship between socioeconomic status and hypertension incidence among adults in southwest China: a population-based cohort study. BMC Public Health 2024;24(1):1211
Mistry SK, Hossain MB, Parvez M, Gupta RD, Arora A. Prevalence and determinants of hypertension among urban slum dwellers in Bangladesh. BMC Public Health 2022;22(1):2063. doi: 10.1186/s12889-022-14456–3.
Rakesh PS, Renjini BA, Mohandas S, Menon J, Numpelil M, Sreedevi A, et al. Hypertension in urban slums of southern India: Burden, awareness, health seeking, control and risk factor profile. Indian Heart J 2023;75(4):258–62.
Wahyudi DT. Diet knowledge, Self-Efficacy and Motivation for Hypertension Prevention Behavior. IJNHS 2020;3(4):533–9.
เบญญลักษมิ์ หมุดดี, ญาณัชฌาน์ แก้วตา, สาวิตรี จีระยา. ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจภายในกับพฤติกรรมการควบคุมโรคของผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงในจังหวัดเชียงราย. วารสารพยาบาลตำรวจ 2566;15(2):279–288.
นรลักขณ์ เอื้อกิจ, ลัดดาวัลย์ เพ็ญศรี.การประยุกต์ใช้แนวคิด PRECEDE MODELในการสร้างเสริมสุขภาพ. วารสารพยาบาลสภากาชาดไทย 2562;12(1):38–48.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ลงพิมพ์ในวารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็น
ลิขสิทธิ์ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา
