ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวานในชุมชน

ผู้แต่ง

  • อุมากร ใจยั่งยืน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข
  • อาคม โพธิ์สุวรรณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข
  • สุภาภรณ์ วรอรุณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข

คำสำคัญ:

การดูแลตนเอง, ชะลอไตเสื่อม, โรคเบาหวาน

บทคัดย่อ

      การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และ วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 131 คน การศึกษาคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีค่าการกรองไต(eGFR) ระยะที่ 2-4 ใน เขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เครื่องมือประกอบด้วย แบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล, พฤติกรรมการ ดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองและการรับรู้ปัจจัยร่วมพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอ ไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเนื้อหาของแบบสอบ มีค่า CVI เท่ากับ 0.96, 0.93 และ 0.90 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.835, 0.762 และ 0.898 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ

      ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง(M=2.99, SD=0.19) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วย เบาหวาน ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน ความรู้การดูแลตนเอง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ความเสี่ยง และการ รับรู้ประโยชย์ การวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณพบว่าสมการสามารถทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ได้ 47.4% (Adjust R2 =.474, p<.001) โดย การรับรู้สมรรถนะแห่งตน (β=.508, p<.001) ความรู้การดูแลตนเอง (β=.352, p<.001) และการรับรู้ประโยชน์ (β =.160, p<.05) เป็นตัวแปรที่สามารถทำนาย พฤติกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

      จากผลการศึกษา ควรพัฒนาแนวทางเสริมสมรรถนะแห่งตน ควบคู่กับให้ความรู้ในการดูแลตนเองแก่กลุ่ม ผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งโดยรวมยังอยู่ในระดับปานกลางและเพื่อชะลอการเสื่อมของไตซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของ โรคเบาหวาน

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมโรค กองโรคไม่ติดต่อ. (2565). ระบาดวิทยาและการทบทวนมาตรการป้องกันไตเรื้อรัง. กองโรคไม่ติดต่อ, กรมควบคุมโรค.

จิราพร สุวมัตยา, จาเรีย ศรีเมฆชัย, นิภาภรณ์ อภิสิทธิวาสนา, & กุลธิดา พานิชกุล. (2568). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการชะลอการเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมในชุมชน. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล, 41(3), 161–171.

ปาริชาติ ขวัญบุญ, เบญญพร บรรณสาร, & เยาวรัตน์ มัชฌิม. (2566). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรัง ระยะที่ 3. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 7(8), 10–20.

วรารัตน์ จันทร์นุ่ม, สมสมัย รัตนกรีฑากุล, และ วรรณรัตน์ ลาวัง. (2564). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการชะลอการสูญเสียหน้าที่ของไตในผู้เป็นเบาหวานในจังหวัดชลบุรี. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 29(1),46-55

ศรสวรรค์ สุวรรณภักดี และอาทิตยา วังวนสินธุ์. (2564). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลปลักแรด อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก. วารสารควบคุมโรค, 47(ฉบับเพิ่มเติม 1), 117–129. https://doi.org/10.14456/dcj.2021.58

ศิริวรรณ พายพัตร, น้ำอ้อย ภักดีวงศ์ และ วารินทร์ บินโฮเซ็น. (2564). ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนกับพฤติกรรม การจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลและสุขภาพสสอท., 3(2), 22–36.

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย, สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย, กรมการแพทย์ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. (2566). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2566 (Clinical Practice Guideline for Diabetes 2023). บริษัทศรีเมืองการพิมพ์ จำกัด. กรุงเทพฯ

สุชาดา ภูวิลัย, จริยา ทรัพย์เรืองและทวีศักดิ์ กลิผล. (2568). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมชะลอความเสื่อมของไต ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสารสุขภาพกับการจัดการสุขภาพ, 11(1), 221–222.

แสงอรุณ สื่อยรรยงศิริ. (2565). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดไตวายในระยะที่สามในผู้ป่วยเบาหวานโรงพยาบาลสุรินทร์. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีษะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์, 38(1).

Bandura, A. (1997). Self‑efficacy: The exercise of control. New York, NY: W. H. Freeman and Company.

Darvishi, A., Hassani, L., Mohseni, S., & Shahabi, N. (2025). Predicting preventive self-care behaviors among type 2 diabetes based on the health belief model in Bandar Abbas city: A crosssectional study. BMJ Open, 15, e091420. https://doi.org/10.1136/bmjopen-2024-091420

Horiguchi, T., Inagaki, M., & Tasaki, K. (2021). The self-care behaviors of adults with type 2 diabetes within 10 years after diagnosis: Relationship between self-care behaviors, knowledge and education. Journal of Japan Society of Nursing Research, 44(4), 613–622. https://doi.org/10.15065/jjsnr.20200827126

Hu, Y., Liu, H., Wu, J., & Fang, G. (2022). Factors influencing self‑care behaviors of patients with type 2 diabetes in China based on the health belief model: A cross‑sectional study. BMJ Open, 12(8), e044369. https://doi.org/10.1136/bmjopen-2020-044369

Le Ho Thi, Q. A., Nguyen, V. Q. H., Nguyen, M. T., Wens, J., Derese, A., Peersman, W., Vo, N. H. M., Tran, B. T., Nguyen, T. P. A., Tran, T. T. L., & Pype, P. (2024). Exploring the relationships between self-efficacy, self-care, and glycemic control in primary care diabetes management. SAGE Open Medicine, 12, 1–13. https://doi.org/10.1177/20503121241310016

Rosenstock, I. M., Strecher, V. J., & Becker, M. H. (1988). Social learning theory and the health belief model. Health Education Quarterly, 15(2), 175–183. DOI: https://doi.org/10.1177/109019818801500203

Molalign Takele, G., Weharei, M. A., Kidanu, H. T., Gebrekidan, K. G., & Gebregiorgis, B. G. (2021). Diabetes self-care practice and associated factors among type 2 diabetic patients in public hospitals of Tigray regional state, Ethiopia: A multicenter study. PLOS ONE, 16(4), e0250462. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0250462

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-11

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย