ประสิทธิผลโปรแกรมการจัดการความเครียดร่วมกับแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด ของผู้ดูแล จังหวัดขอนแก่น

ผู้แต่ง

  • ธารทิพย์ ทรัพย์ศิลาทอง โรงพยาบาลเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น
  • พัสวีกานต์ ประดิษฐ์ธรรม โรงพยาบาลเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น
  • วิลาวัณย์ ชมนิรัตน์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย จังหวัดขอนแก่น

คำสำคัญ:

โรคหอบหืด , ความเครียด, การสนับสนุนทางสังคม

บทคัดย่อ

การวิจัยแบบกึ่งทดลองวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมการจัดการความเครียดร่วมกับแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืดของผู้ดูแล จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืดในโรงพยาบาลเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ในปี 2568 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*power ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 44 คน กลุ่มทดลอง 22 คน กลุ่มควบคุมกลุ่ม 22 คน เลือกโดยการสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามความเครียดของผู้ดูแล และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืดที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ Cronbach เท่ากับ 0.86 และ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired T – Test และสถิติ Mann–Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า ความเครียดของกลุ่มทดลองหลังทดลอง ต่ำกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p < 0.001 กลุ่มควบคุมหลังทดลอง และก่อนการทดลอง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.142) พฤติกรรมการดูแลของกลุ่มทดลองหลังทดลอง สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < 0.001) กลุ่มควบคุมหลังทดลอง และก่อนการทดลอง ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.067) ความเครียดของผู้ดูแล พบว่า ก่อนทดลองกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.832) หลังทดลองกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < 0.001) พฤติกรรมการดูแลของกลุ่มทดลอง พบว่า ก่อนทดลอง และกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.226) หลังทดลองพบว่า กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < 0.008) สรุปได้ว่า โปรแกรมการจัดการความเครียดร่วมกับแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมทำให้ระดับความเครียดลดลง และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืดของผู้ดูแลสูงขึ้น

เอกสารอ้างอิง

ละออง นิชรานนท์. ผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกในการป้องกันอาการหอบหืดกำเริบซ้ำในผู้ป่วยที่มีภาวะการหายใจล้มเหลวจากโรคหอบหืดในหอผู้ป่วยเด็กวิกฤต โรงพยาบาลสงขลา. วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี. 2562;2(2):1-15.

กานต์รวี โบราณมูล, ศิราณี อิ่มน้ำขาว. ประสบการณ์การดูแลเด็กก่อนวัยเรียนโรคหืดที่ควบคุมโรคไม่ได้ของผู้ดูแล. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ. 2566;16(3):88-101.

พรทิพย ศิริบูรณพิพัฒนา. การพยาบาลกุมารเวชศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระบรมราชชนก; 2552.

National Center for Health Statistics. National Health Interview Survey [Internet]. Hyattsville (MD): U.S. Department of Health and Human Services; 2009 [cited 2025 Mar 21]. Available from: https://www.cdc.gov/nchs/nhis

ชลัญธร โยธาสมุทร, อภิญญา มัตเดช, วรุฒ เลิศศราวุธ, นรินทร์ธร จันทร์ไพจิตร์, อนงค์วดี ด่านปาน, เบญจรินทร์ สันตติวงศ์ไชย. โรคหืดในเด็ก. จุลสารโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ. 2559;9(27):1-24.

กระทรวงสาธารณสุข. Health Data Center (HDC) [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ10 ธ.ค. 2567 ]. เข้าถึงได้จาก: https://hdcservice.moph.go.th/hdc/main/index.php

รัตนาภรณ์ ชำนิศาสตร์. แนวโน้มของภาวะเครียดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยด้วยการเจ็บป่วยเฉียบพลัน [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2562.

จันทรรัตน์ จาริกสกุลชัย, รัฐพล ศิลปะรัศมี. ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการปัญหาเพื่อลดความเครียดของผู้ดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงช่วงสถานการณ์ COVID–19. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2565;16(3):137-48.

วริศา จันทรังสีวรกุล, จิราจันทร์ คณฑา. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ภาระในการดูแล การสนับสนุนทางสังคมและความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในชุมชน. วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม. 2564;44(1):88-101.

สรรสนีย์ จันทร์มา. ผลของโปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมต่อความเครียดและความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร; 2564.

พารุณี วงษ์ศรี, ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล. การประยุกต์ใช้ทฤษฎีของโอเร็มกับการดูแลและการให้คำแนะนำผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว. วารสารพยาบาลตำรวจ. 2561;10(1):209-19.

Lwanga SK, Lemeshow S. Sample size determination in health studies: A practical manual. Geneva: World Health Organization; 1991.

กชกร เพียซ้าย. รายงานการวิจัยเรื่องความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กป่วยโรคหอบหืดและผู้ดูแล. นครราชสีมา: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี; 2561.

พัชรี พรหมสุวงศ์. ผลของโปรแกรมการพัฒนาความสามารถของผู้ดูแลเด็กโรคหืด โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช; 2564.

Lazarus RS, Folkman S. Stress, appraisal, and coping. New York: Springer; 1984.

ทวีทรัพย์ จูมศิลป์, ธนพล บรรดาศักดิ์, นฤมล จันทรเกษม, อาจารีย์ พรหมรัตน์, อุษณีย์ ศรีสกุล,ประสิทธิ์ อ่อนจันทร์. ผลของโปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมต่อความผาสุกทางใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท. วารสารวิชาการด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2566; 31(3): 39-53.

Orem DE, Taylor SG, Renpenning KM. Nursing: concepts of practice. 6th ed. St. Louis: Mosby; 2001.

อรอนงค์ ชาวส้าน, อุษณีย์ จินตะเวช, สุธิศา ล่ามช้าง. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการจัดการของผู้ดูแลเด็กโรคหืด. พยาบาลสาร. 2563;47(3):27-39.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-26

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ทรัพย์ศิลาทอง ธ, ประดิษฐ์ธรรม พ, ชมนิรัตน์ ว. ประสิทธิผลโปรแกรมการจัดการความเครียดร่วมกับแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหอบหืด ของผู้ดูแล จังหวัดขอนแก่น. JKKPHO [อินเทอร์เน็ต]. 26 มีนาคม 2026 [อ้างถึง 2 เมษายน 2026];8(1):e279355. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/279355

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ