การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชนและครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี

ผู้แต่ง

  • ธนวัฒน์ รุ่งศิริวัฒนกิจ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี
  • จินตนา ทองเพชร วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี
  • นิภาวรรณ ธาตุทอง โรงพยาบาลเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี

คำสำคัญ:

การพัฒนารูปแบบการดูแล , การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน , การมีส่วนร่วม

บทคัดย่อ

การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ชุมชน และครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ชุมชนและครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี และ 3) ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ชุมชนและครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี ผู้มีส่วนในการศึกษา ได้แก่ ทีมพี่เลี้ยงเครือข่าย กลุ่มบุคลากรเครือข่าย จำนวน 370 คน และกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน 180 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 - ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1)โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคุมโรคเบาหวาน 2)แบบทดสอบความรู้เกี่ยวโรคเบาหวาน 3)การมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการดูแลฯ 4)แบบสอบถามผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ด้วย Wilcoxon Signed-Rank Test และ Mann–Whitney U Test เนื่องจากข้อมูลแจกแจงไม่ปกติ ผลการวิจัย รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 7 มาตรการตามบทบาทเครือข่ายและโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 5 กิจกรรม ในกลุ่มบุคลากรเครือข่าย (n = 330) ความรู้ในการควบคุมโรคเบาหวานหลังพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ (Mdn 16-17, Z = −15.205, p < .001, r = 0.837 ขนาดอิทธิพลระดับมาก) ผู้มีความรู้ระดับดีเพิ่มจากร้อยละ 86.1 เป็น 93.3 การมีส่วนร่วมของเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Z = −4.107, p < .001, r = 0.226) สัดส่วนระดับสูงเพิ่มจากร้อยละ 32.7 เป็น 93.0 ในกลุ่มผู้ป่วย (n = 180) ความดันโลหิตช่วงล่าง (Diastolic BP) เป็นตัวแปรเดียวที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มศึกษาลด 7 mmHg เทียบกับกลุ่มควบคุมลด 0.5 mmHg (Z = −5.38, p < .001, r = 0.401 ขนาดอิทธิพลระดับปานกลาง) ส่วน HbA1c, FBS, Systolic BP, BMI, การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (p = .088 ใกล้นัยสำคัญ) แรงสนับสนุนจากครอบครัว/ชุมชน และคุณภาพชีวิต ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุป รูปแบบการดูแลที่บูรณาการ HBM และ CCM สามารถเพิ่มความรู้และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดความดันโลหิตช่วงล่างของผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน ผลลัพธ์ทางคลินิกอื่นและพฤติกรรมต้องการระยะติดตามยาวนานกว่า 12 สัปดาห์ จึงเสนอให้ขยายระยะติดตามเป็น 6–12 เดือน จัดกิจกรรมเสริมพลังต่อเนื่องทุก 1–3 เดือน และเชื่อมโยงระบบสารสนเทศทางคลินิกกับเครือข่ายชุมชนผ่านระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Diabetes [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2025 [cited 2025 Nov 11]. Available from: https://www.who.int/health-topics/diabetes

กรมควบคุมโรค. สถานการณ์โรคเบาหวาน [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค; 2568 [เข้าถึงเมื่อ 30 เมษายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1767820260108063556.pdf

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ (SMS) ระดับกระทรวง [อินเทอร์เน็ต]. เพชรบุรี: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี; 2568 [เข้าถึงเมื่อ 30 เมษายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://pbio.moph.go.th

Wagner EH. Chronic disease management: what will it take to improve care for chronic illness? Eff Clin Pract. 1998;1(1):2-4.

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2566. กรุงเทพฯ: ศรีเมืองการพิมพ์; 2566.

Diabetes Prevention Program Research Group. Reduction in the incidence of type 2 diabetes with lifestyle intervention or metformin. N Engl J Med. 2002;346(6):393-403.

วิชัย เทียนถาวร, บรรณาธิการ. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน: แนวทางการพัฒนาและการมีส่วนร่วมของชุมชน. กรุงเทพฯ: กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข; 2562.

Pal K, Eastwood SV, Michie S, Farmer A, Barnard ML, Peacock R, et al. Computer-based interventions to improve self-management in adults with type 2 diabetes: a systematic review and meta-analysis. Diabetes Care. 2014;37(6):1759-66.

Rosenstock IM. Why people use health services. Milbank Mem Fund Q. 1966;44(3):94-127.

อติญาณ์ ศรเกษตริน, สุนทรี โพธิ์ศรี, วรรณวิมล เมฆวิมล. ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ. 2566;46(1):12-23.

ลลิตา ธีระสิริ, ศิริพร ขัมภลิขิต, อรุณรัตน์ ชินวรณ์. ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในชุมชน. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ. 2564;15(2):45-57.

นิตยา บุตรอำคา และคณะ. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการมีส่วนร่วมในชุมชนด้วยกลไก 3 หมอ. วารสารสาธารณสุขมูลฐานไทย. 2567;38(1):88-103.

วิเลียม บุญจอม. ผลของโปรแกรมการปรับอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์. 2567;39(1):113-26.

Krejcie RV, Morgan DW. Determining sample size for research activities. Educ Psychol Meas. 1970;30(3):607-10.

สุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล, วิระวรรณ ตันติพิวัฒนสกุล, วนิดา พุ่มไพศาลชัย, กรองจิตต์ วงศ์สุวรรณ, รจนา พรหมนะ. แบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI). เชียงใหม่: โรงพยาบาลสวนปรุง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข; 2540.

Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2nd ed. Hillsdale (NJ): Lawrence Erlbaum Associates; 1988.

Champion VL, Skinner CS. The health belief model. In: Glanz K, Rimer BK, Viswanath K, editors. Health behavior and health education: theory, research, and practice. 4th ed. San Francisco: Jossey-Bass; 2008. p. 45-65.

Janz NK, Becker MH. The health belief model: a decade later. Health Educ Q. 1984;11(1):1-47. doi: 10.1177/109019818401100101

Wagner EH, Austin BT, Von Korff M. Organizing care for patients with chronic illness. Milbank Q. 1996;74(4):511-44.

Coleman K, Austin BT, Brach C, Wagner EH. Evidence on the chronic care model in the new millennium. Health Aff. 2009;28(1):75-85. doi: 10.1377/hlthaff.28.1.75

Chrvala CA, Sherr D, Lipman RD. Diabetes self-management education for adults with type 2 diabetes mellitus: a systematic review of the effect on glycemic control. Patient Educ Couns. 2016;99(6):926-43. doi: 10.1016/j.pec.2015.11.003

Powers MA, Bardsley JK, Cypress M, Funnell MM, Harms D, Hess-Fischl A, et al. Diabetes self-management education and support in adults with type 2 diabetes: a consensus report. Diabetes Care. 2020;43(7):1636-49. doi: 10.2337/dci20-0023

Stellefson M, Dipnarine K, Stopka C. The chronic care model and diabetes management in US primary care settings: a systematic review. Prev Chronic Dis. 2013;10:E26. doi: 10.5888/pcd10.120180

Emdin CA, Rahimi K, Neal B, Callender T, Perkovic V, Patel A. Blood pressure lowering in type 2 diabetes: a systematic review and meta-analysis. JAMA. 2015;313(6):603-15. doi: 10.1001/jama.2014.18574

Jones CJ, Smith H, Llewellyn C. Evaluating the effectiveness of health belief model interventions in improving adherence: a systematic review. Health Psychol Rev. 2014;8(3):253-69. doi: 10.1080/17437199.2013.802623

กนกวรรณ ด้วงกลัด, ปัญญรัตน์ ลาภวงศ์วัฒนา, ณัฐกมล ชาญสาธิตพร. โปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล. 2563;36(1):66-83.

Furnham A. Response bias, social desirability and dissimulation. Pers Individ Dif. 1986;7(3):385-400. doi: 10.1016/0191-8869(86)90014-0

Bodenheimer T, Wagner EH, Grumbach K. Improving primary care for patients with chronic illness: the chronic care model, part 2. JAMA. 2002;288(15):1909-14. doi: 10.1001/jama.288.15.1909

Norris SL, Lau J, Smith SJ, Schmid CH, Engelgau MM. Self-management education for adults with type 2 diabetes: a meta-analysis of the effect on glycemic control. Diabetes Care. 2002;25(7):1159-71. doi: 10.2337/diacare.25.7.1159

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-24

รูปแบบการอ้างอิง

1.
รุ่งศิริวัฒนกิจ ธ, ทองเพชร จ, ธาตุทอง น. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชนและครอบครัว จังหวัดเพชรบุรี. JKKPHO [อินเทอร์เน็ต]. 24 มิถุนายน 2026 [อ้างถึง 23 กรกฎาคม 2026];8(2):e280848. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/jkkpho/article/view/280848

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ