แนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่กระดูกสะโพกหักในโรงพยาบาลเอกชน: รายงานผลเบื้องต้น

Main Article Content

Sombat Rojviroj
Boonyarak Visutipol
Sucheela Jisarojito
Thawee Songpatanasilp
Pannida Wattanapanom
Wallob Samranvedhya
Suthorn Bavonratanavech
Anchalee Komkrit
Kanokwan Nuntachaiyod
Kanitta Siriwan

บทคัดย่อ

โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้นำแนวทางการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลมาใช้และมีการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินผล ประกอบด้วยวิธีการปฎิบัติที่เป็นระเบียบแบบแผน การประสานงานร่วมกันของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ และมีแผนการติดตามการรักษาต่อเนื่อง ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 มีผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ากระดูกสะโพกหักและรับรักษาตัวไว้ในโรงพยาบาลจำนวน 57 ราย มีอายุเฉลี่ย 77 ปี  เพศชาย 13 คน (ร้อยละ 23) และเพศหญิง 44 คน (ร้อยละ 77) เป็นกระดูกหักบริเวณส่วนคอ 27 ราย (ร้อยละ 47.5) กระดูกหักบริเวณฐานระหว่างโหนกกระดูก 27 ราย (ร้อยละ 47.5) และกระดูกหักบริเวณใต้ฐานระหว่างโหนกกระดูก 3 ราย (ร้อยละ 5) ได้รับการผ่าตัดด้วยการเปลี่ยนข้อสะโพกทั้งข้อ 2 ราย ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกบางส่วน 23 ราย และการผ่าตัดใส่โลหะยึดตรึงไว้ภายใน 32 ราย


ตัวชี้วัดด้านคุณภาพ ได้ใช้รายงานประจำปีเกี่ยวกับข้อมูลของกระดูกสะโพกหักของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นรายงานสถิติแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2556 เป็นตัวเปรียบเทียบ ได้แก่ การที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดในวันที่รับเข้าไว้เป็นผู้ป่วยในหรือไม่เกินวันถัดไป (ภายใน 36 ชั่วโมง) ได้ร้อยละ 82 การป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอุดตัน ได้ร้อยละ 100  การได้รับการตรวจร่างกายก่อนการผ่าตัด จากแพทย์อายุรกรรม หรือ แพทย์เฉพาะทางผู้สูงวัย ได้ร้อยละ 100  การไม่เกิดแผลกดทับได้ร้อยละ 100 การได้รับการประเมินความเสี่ยงต่อการลื่นตกหกล้ม ได้ร้อยละ 85 การได้รับแคลเซียมและวิตามินดี เป็นยากลับบ้านได้ร้อยละ 100 ตลอดจนกระทั่งการได้รับการรักษาโรคกระดูกพรุนและ/หรือการประเมินภาวะกระดูกพรุน จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกพรุนภายใน 30 วัน ได้ร้อยละ 74  อัตราการติดเชื้อร้อยละ 0 อัตราตายและอัตราการกลับมาเข้าโรงพยาบาลใหม่ภายใน 28 วันร้อยละ 0  และจำนวนวันที่อยู่โรงพยาบาลค่ามัธยฐาน 10.5 วัน ซึ่งผู้ป่วยได้รับการดูแลตามมาตรการต่างๆครบร้อยละ 100 และจากผลการดำเนินงานมา 1 ปี มีผลเปรียบเทียบเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าจะได้เริ่มใช้แนวทางนี้มาระยะสั้น แต่ก็สามารถสรุปได้ว่า มีแนวโน้มในทางที่ดีที่จะเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยและจะต้องปรับปรุงให้ได้ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

Article Details

ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

1. Thai Osteoporosis Foundation (TOPF). Guideline in management of osteoporosis 2010: 2-5.
2. The care of patients with fragility fracture. London: British Orthopaedic Association 2007: 4-7.
3. Friedman SM, Mendelson DA, Kates SL, McCann RM. Geriatric co-management of proximal femur fractures: total quality management and protocol-driven care result in better outcomes for a frail patient population. J Am Geriatr Soc 2008; 56: 1349-56.
4. Barrett L, Jaglal S. Inpatient rehabilitation to help manage osteoporosis and reduce further risk: an Ontario best practice model. Osteoporosis update 2007: 4-5.
5. Management of hip fracture in older people. Edinburgh, Scotland: Scottish Intercollegiate Guidelines Network (SIGN) 2009: 4.
6. Wongtriratanachai P, Luevitoonvechkij S, Songpatanasilp T, Sribunditkul S, Leerapun T, Phadungkiat S, et al. Increasing incidence of hip fracture in Chiang Mai, Thailand. J Clin Densitom 2013; 16: 347-52.
7. Roche JJ, Wenn RT, Sahota O, Moran CG. Effect of comorbidities and postoperative complications on mortality after hip fracture in elderly people: prospective observational cohort study. BMJ 2005; 331: 1374.
8. Bottle A, Aylin P. Mortality associated with delay in operation after hip fracture: observational study. BMJ 2006; 332: 947-51.
9. Mitani S, Shimizu M, Abo M, Hagino H, Kurozawa Y. Risk factors for second hip fractures among elderly patients. J Orthop Sci 2010; 15: 192-7.
10. Angthong C, Suntharapa T, Harnroongroj T. Major risk factors for the second controlateral hip fracture in the elderly. Acta Orthop Traumatol Turc 2009; 43: 193-8.
11. National hip fracture database. British Orthopaedic Association: National report 2013: 5-16.