ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อในนักเรียนจ่าอากาศ

Main Article Content

Tanita Puengching, M.N.S., RN
Pornsiri Punthasri, MS., RN

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อ การรับรู้โอกาส เสี่ยง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค และการรับรู้ความสามารถในการป้องกันโรคติดต่อ


วิธีการดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มโดยวิธีการแบ่งกลุ่มนักเรียนจ่าอากาศที่ศึกษาในโรงเรียนจ่าอากาศ 164 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติการ วิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน


ผลการศึกษา : ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค การรับรู้ประโยชน์ ของการป้องกันโรคติดต่อและการรับรู้ความสามารถในการป้องกันโรคติดต่ออยู่ในระดับมาก ส่วนการรับรู้อุปสรรคของการป้องกัน โรคติดต่ออยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ประโยชน์และการรับรู้ความสามารถในการป้องกันโรคติดต่อ (r = .196, .314, .400 และ .349, p < .01) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การรับรู้ อุปสรรค และการรับรู้ความสามารถในการป้องกันโรคติดต่อ สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่ออย่างมีนัย สำคัญทางสถิติได้ร้อยละ 30.4 (R2 = 0.304, p < .001)

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
Puengching, T., & พันธสี พ. (2020). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อในนักเรียนจ่าอากาศ. แพทยสารทหารอากาศ, 65(3), 27–36. สืบค้น จาก https://he02.tci-thaijo.org/index.php/rtafmg/article/view/236342
ประเภทบทความ
นิพนธ์ต้นฉบับ

เอกสารอ้างอิง

1. The Coordination and Integration of Antimicrobial Resistance Committee, Strategic plan for management of
antimicrobial resistance in Thailand 2017-2021 (Online), 2017 August 14.
:http://www.fda.moph.go.th/sites/drug/shared%20Documents/AMR/02.pdf>.
2. พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข. เชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ วิกฤติและทางออกของสังคมไทย. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. 2555;1(1).
3. พรรณรวี โพธิ์เทียนทอง. Antimicrobial Resistance A Global Concern. วารสารเพื่อการวิจัยและพัฒนาองค์การเภสัชกรรม.
2559;23(3):9-12.
4. สำนักงานโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ (Online), 2018 May 26.
:http://ddc.moph.go.th/uploads/files/d7b9d11ee3a69cd9dc8397a906061da6.pdf>.
5. สำนักงานโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, แผนงานวิจัย ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ พ.ศ. 2562-2564 (Online),
2019 Jan 27. : http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER28/DRAWER068/GENERAL/
DATA0000/00000275.PDF>.
6. WHO, Global TB Report (Online), 2017 May 18. :http://reliefweb.int/sites/reliefwebint/ files/resources/9789241565059_eng.pdf.>.
7. Becker MH. The health belief model and sick role behavior. In MH Becker (Ed.), The health belief model and
personal health behavior. Thorofare, NJ: Charles B. Slack 1974:82-92.
8. อนญัญา คูอาริยะกุล, ฉลองรัตน์ มีศรี. ความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริม
สุขภาพตำบลป่าเช่า อำเภอเมือง จังหวัด อุตรดิตถ์. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์, 2560;9(2):28-40.
9. นันท์นภัส เพ็ชรสุวรรณ, สุเวช พิมน้าเย็น, ผลการใช้โปรแกรมการส่งเสริมการปฏิบัติสุขอนามัยส่วนบุคคลต่อความรู้ ทัศนคติ
พฤติกรรมการป้องกันโรคอุจจาระร่วงในชุมชนชาวไทย ภูเขาเผ่าม้ง อำเภองาว จังหวัดลำปาง. สมาคมสถาบันอุดม ศึกษาเอกชนแห่ง
ประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, 2560;6(1):15-26.
10. นงนุช เสือพูมี. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลความรู้กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคปอดของประชาชน ตำบลสวนกล้วย
อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี. วารสาร พยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 2556:79-93.
11. ศุภโชค ตรรกนันท์, วัลลภ แดงใหญ่, ภาวฤณ ลีฬหวนิช และศุภขจี แสงเรืองอ่อน. การศึกษาพฤติกรรมเสี่ยง ต่อการติดเชื้อเอชไอวี
ของพลทหารกองประจำการในเขตกรุงเทพมหานคร. เวชสารแพทย์ทหารบก. 2559;69(2):55-63.
12. Pender NJ. Health promotion in nursing practice. USA: Appleton and Lange. 2006.
13. สมใจ จางวาง, เทพกร พิทยภินัน, นิรชร ชูติพัฒนะ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน
และความดันโลหิตสูงของประชาชนกลุ่มเสี่ยง. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุข ภาคใต้. 2559;3(1):110-28.
14. Bandura A. Self-efficacy: The exercise of control. New York: W. H. Freeman. 1997.
15. อรวรรณ จุลวงษ์. แรงจูงใจในการป้องกันโรคกับพฤติกรรมสุขภาพของพลทหารกองประจำการ. วารสารพยาบาลทหารบก
2557;15(2):28-32.
16. Salazar MK. Comparison of four behavioral theories a literature review. Am Assoc Occup Health Nurs.
1991;39:128-35.
17. สุจิตรา เหมวิเชียร, ประณีต ส่งวัฒนา, วิภาวี คงอินทร์. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ของ
สตรีไทยมุสลิมวัยหมดประจำเดือน. สงขลานครินทร์เวชสาร. 2550;25(5):379-88.
18. อมรรัตน์ ภิรมย์ชม, อนงค์ หาญสกุล. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในอำเภอหนองบัว
ระเหว จ.ชัยภูมิ. วารสารสำนักงานควบคุมโรค ที่ 6 ขอนแก่น. 2555;19(1).