การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของโมบายแอปพลิเคชันสำหรับเด็กแพ้อาหาร กับการรับรู้ประโยชน์และความต้องการใช้แอปพลิเคชันของผู้ดูแลเด็กแพ้อาหาร
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของโมบายแอปพลิเคชันสำหรับเด็กแพ้อาหาร กับการรับรู้ประโยชน์และความต้องการใช้แอปพลิเคชันของผู้ดูแลเด็กแพ้อาหาร โดยใช้กรอบแนวคิดการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ของแบนดูรา (Bandura) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลเด็กแพ้อาหาร จำนวน 100 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าผู้ดูแลที่มีระดับ การศึกษาสูงกว่ามีแนวโน้มให้ความสำคัญกับแอปพลิเคชันน้อยลง (r = -0.240, p = 0.016) และอายุของเด็กแพ้อาหาร (r = -0.259,
p = 0.009) รวมถึงชนิดของอาหารที่แพ้ (r = -0.266, p = 0.007) มีความสัมพันธ์ทางลบกับความต้องการใช้แอปพลิเคชัน นอกจากนี้องค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความต้องการใช้แอปพลิเคชัน ได้แก่ การสแกนบาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบ สารก่อภูมิแพ้ (r = 0.280, p = 0.005) การสร้างเครือข่ายทางสังคมสำหรับผู้ใช้แอปพลิเคชัน (r = 0.307, p = 0.002) และ การช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการแพ้อาหาร (r = 0.304, p = 0.002) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่าการสร้างเครือข่าย ทางสังคมสามารถทำนายความต้องการการใช้แอปพลิเคชันได้อย่างมีนัยสำคัญ (b = .162, p < 0.001) ผลการวิจัยนี้สามารถ เป็นแนวทางในการพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันสำหรับเด็กแพ้อาหาร ให้สนองความต้องการของผู้ดูแลเด็กแพ้อาหาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพฺเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร
เอกสารอ้างอิง
Loh W, Tang MLK. The epidemiology of food allergy in the global context. Int J Environ Res Public Health. 2018 Sep 18;15(9):2043.
สุรวัฒน์ หอมวิเศษ. ภูมิแพ้อาหารในเด็ก: ภัยร้ายที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย. โรงพยาบาลเวชธานี; 2024.
ฮิลล์ ดีเจ. สถานการณ์โรคแพ้อาหารในประเทศไทย. MedPark Hospital. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/understanding-food-allergy.
Mookachonpan D. Regulations of food allergies. For quality Journal. 2009;114:69-71.
Bandura A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. New York: W. H. Freeman.
นฤมล จอมมาก และ ปทมา ระตะนะอาพร. การเกาะติดของสารก่อภูมิแพ้จากกุ้งบนพื้นผิวสัมผัส. โครงการ วิจัยทุนสนับสนุนงานวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ; งบประมาณเงินรายได้ ปี พ.ศ. 2564. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ.
แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ในครอบครัวไทย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2565). THAI JOURNAL OF OTOLARYNGOLOGY HEAD AND NECK SURGERY. 2022;23(1).
Best JW, Kahn JV. Research in education. 10th ed. New York: Pearson Education; 2006
Matricardi P, Dramburg S, Alvarez-Perea A, et al. The role of mobile health technologies in allergy care: An EAACI position paper. Allergy. 2019;75:259-72.
Nowak-Wegrzyn A. Food allergy 2020: learning from the past, looking to the future. Ann Allergy Asthma Immunol. 2020 May;124(5):409-10.
Chooniedass R, Soller L, Hsu E, To S, Cameron SB, Chan ES. Parents of children with food
allergy: A qualitative study describing needs and identifying solutions. Ann Allergy Asthma Immunol. 2020 Dec; 125(6): 674-9.
Bousquet J, et al. Mobile technology in allergic rhinitis: Evolution in management or revolution in health and care? J Allergy Clin Immunol Pract. 2019;7(8):2511-23.
Gupta RS, Epstein E, Wood RA. The role of pediatricians in the diagnosis and management of IgE-mediated foodallergy: a review. Front Pediatr. 2024 May 30; 12: 1373373.
Chayutimaphan K, Arnin J, Sawatchai A, Kanchongkittiphon W, Manuyakorn W. Benefits of mobile messenger application in caregivers of food allergy children. Asian Pac J Allergy Immunol. 2023 Oct 23.