การหาค่าปริมาณรังสีของผู้ป่วยที่มารับบริการตรวจวินิจฉัยด้วยการถ่ายภาพรังสีเต้านมแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี
คำสำคัญ:
การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม, ปริมาณรังสี, แมมโมกราฟฟี, เครื่องแมมโมกราฟฟี่ระบบดิจิทัลแบบโทโมซินทิซิสบทคัดย่อ
บทนำ: การถ่ายภาพรังสีเต้านมใช้สำหรับตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะเริ่มแรก ซึ่งส่งผลให้ผู้รับบริการได้รับรังสีดูดกลืนที่บริเวณเต้านม จึงต้องมีการเฝ้าระวังและควบคุมปริมาณรังสีที่ใช้ให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาค่าปริมาณรังสีของผู้ป่วยที่มารับบริการการตรวจวินิจฉัยด้วยการถ่ายภาพรังสีเต้านมแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี วิธีการศึกษา: ทำการเก็บข้อมูลย้อนหลังระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม ปี พ.ศ. 2562 จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี โดยการสุ่มเฉพาะเพศหญิงที่มารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม จำนวนทั้งสิ้น 280 ราย มีอายุ 40 ปี ขึ้นไป และมีน้ำหนักระหว่าง 40-70 กิโลกรัม ทำการวิเคราะห์ค่าปริมาณรังสีด้วยสถิติเชิงพรรณนา และหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าปริมาณรังสีกับค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์วิธีการของเพียร์สัน ผลการศึกษา: พบค่ามัธยฐานของปริมาณรังสีดูดกลืนเฉลี่ยที่ต่อมน้ำนมในการถ่ายภาพท่า Craniocaudal views (CC) มีค่า 1.74 มิลลิเกรย์ ท่า Mediolateral oblique view (MLO) มีค่า 2.01 มิลลิเกรย์ ในการถ่ายภาพรังสีเต้านมแบบ 2 มิติ และในการถ่ายภาพรังสีเต้านมแบบ 3 มิติ ในท่า Craniocaudal views (CC) มีค่ามัธยฐานของปริมาณรังสีดูดกลืนเฉลี่ยที่ต่อมน้ำนม 2.09 มิลลิเกรย์ ท่า Mediolateral oblique view (MLO) มีค่า 2.34 มิลลิเกรย์ สำหรับตัวแปรที่มีความสัมพันธ์สูงกับปริมาณรังสีสามอันดับแรกที่พบคือ ค่ากระแสหลอดคูณเวลา ความหนาของเต้านมที่ถูกกดทับ และค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ตามลำดับ โดยปริมาณรังสีดูดกลืนเฉลี่ยที่ต่อมน้ำนมแตกต่างกันเล็กน้อยในเต้านมด้านขวาและด้านซ้าย สรุปผลการศึกษา: ค่าปริมาณรังสีที่ใช้ถ่ายภาพรังสีเต้านมในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี มีค่าไม่เกินค่าปริมาณรังสีอ้างอิงในการถ่ายภาพรังสีวินิจฉัยทางการแพทย์ของประเทศไทย พ.ศ. 2564 ที่รายงานไว้ ซึ่งถือว่ามีการใช้ปริมาณรังสีอย่างเหมาะสมสำหรับการถ่ายภาพรังสีเต้านมของผู้มารับบริการ แต่อย่างไรก็ตามนักรังสีการแพทย์ยังคงวิเคราะห์ และติดตามการใช้ปริมาณรังสีอย่างสม่ำเสมอ
Downloads
เอกสารอ้างอิง
2. American college of radiology. Mammography quality control manual mammography phantom image quality evaluation, 1999.
3. Kanal KM, Krupinski E, Berns EA, Geiser WR, Karellas A, Mainiero MB, et al. ACR-AAPM-SIIM Practice Buideline for Determinants of Image Quality in Digital Mammography. J Digital Imaging 2013; 26: 10-25.
4. IAEA Safety Series No. 115. International Basic Safety Standards for Protection against Ionizing Radiation and for the Safety of Radiation Sources. Vienna: International Atomic Energy Agency, 1994.
5. Xiang Du, Ningle Yu, Yimei Zhang, Jin Wang. The relationship of the mean glandular dose with compressed breast thickness in mammography. J Public Health Emerg 2017; 1:32.
6. Prachumporn P, Eimorn M, Pattaraporn D. Mammographic Technique from Mammography. Srinagarind Med J 2008; 23(1).
7. Kanlayanee T, Anchali K. Radiation dose from digital breast tomosynthesis system. Chula Med J 2014 May-Jun; 58(3): 235-45.
8. Prissana T, Jiraporn S, Amornrat M. Radiation dose from digital mammography in Srinagarind Hospital. Srinagarind Med J 2015; 30(6):604-608.
9. Chatsuda S, Kamonchanok M, Khonpat P. Local diagnostic reference levels for breast screening using digital mammography at Tanyawaj Breast Center, Songklanagarind Hospital. Thai J Rad Tech 2019; 44(1): 1-7.
10. Hinkle, D.E, William, W. and Stephen G. J. Applied statistics for the behavior sciences. 4thed. New York: Houghton Mifflin,1998.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 สมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทย (The Thai Society of Radiological Technologists)
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมรังสีเทคนิคแห่งประเทศไทยและบุคคลากรท่านอื่น ๆในสมาคม ฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว

