ผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี ในอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
คำสำคัญ:
การมีส่วนร่วมของชุมชน, การป้องกันโรค, มะเร็งท่อน้ำดีบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี ในอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อมะเร็งท่อน้ำดี จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นโปรแกรมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี และแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81-0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test
ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลองประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อมะเร็งท่อน้ำดีที่ได้รับโปรแกรมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี มีความรู้เกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี และพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับบริการปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันมะเร็งท่อน้ำดีมีประสิทธิผล ทำให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับโปรแกรมฯ มีความรู้ และการรับรู้เกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี และมีพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ที่ดีขึ้น จึงควรจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของประชาชน และติดตามการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อการคงไว้ซึ่งพฤติกรรมที่ยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข, กรมควบคุมโรค. (2555). คู่มือกำจัดโรคพยาธิใบไม้ตับสำหรับประชาชน. นนทบุรี: สำนักโรคติดต่อทั่วไป.
ณรงค์ ขันตีแก้ว. (2548). โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma). ศรีนครินทร์เวชสาร. 20(3), 143-149.
นพรัตน์ ส่งเสริม, อรอนงค์ บุรีเลิศ, กรวิกา หาระสาร, จุฑามาศ เบ้าคำกอง, ภัทรภร เจริญบุตร, คมสันต์ ธงชัย, เนตรทราย ทองคำ, วิลาศ คำแพงศรี. (2561). บทบาทของมหาวิทยาลัยกับพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคมในการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีภายใต้โครงการวิจัยเชิงพื้นที่ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. 7(1), 7-14.
บรรจบ ศรีภา, พวงรัตน์ ยงวณิชย์ และชวลิต ไพโรจน์กุล. (2548). สาเหตุและกลไกการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีปฐมบทความสัมพันธ์กับพยาธิใบไม้ตับ.
ศรีนครินทร์เวชสาร. 20(3), 123-131.
มูลนิธิมะเร็งท่อน้ำดี. (2560) สถิติและอุบัติการณ์การเกิดโรค. [ออนไลน์]. ได้จาก http://www.cca.in.th/th/index.php/about-cca/key-stiatistics-. [สืบค้นเมื่อ 13 มกราคม 2561]
รัชนีวรรณ แก้วโพนเพ็ก. (2552). ประสิทธิผลของโปรแกรมการให้สุขศึกษาโดยการประยุกต์ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับซึ่งนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีในเด็กนักเรียนประถมศึกษา ตำบลทรายทอง อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู. วิทยานิพนธ์สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
วรวุฒิ นามวงศ์, นพรัตน์ ส่งเสริม และอรอนงค์ บุรีเลิศ. (2562). ความชุกและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับซ้ำของประชาชนจังหวัด
ศรีสะเกษ. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. 8(2), 13-20.
สุปรียา ตันสกุล. (2548). ทฤษฎีและโมเดลการประยุกต์ใช้ในงานสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ยุทธรินทร์การพิมพ์.
สุวัฒน์ศิริ แก่นหวาย. (2558). การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคและพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับของประชาชนในตำบลหนองภัยศูนย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา. ใน การประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ประจำปี 2558 ครั้งที่ 2. นครราชสีมา: วิทยาลัยนครราชสีมา.
สำนักงานสาธารณสุขอำเภอราษีไศล. (2558). การประเมินความชุกโรคหนอนพยาธิของงานควบคุมโรคหนอนพยาธิ ปี พ.ศ. 2553-2557. [ออนไลน์]. ได้จาก http://rasisalaissko.com/index.php/2017-01-13-08-06-07. [สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2561]
สำนักงานสาธารณสุขอำเภอราษีไศล. (2561). ข้อมูลประชากรอำเภอราศีไศล. [ออนไลน์]. ได้จาก http://rasisalaissko.com/index.php/2017-01-13-08-06-07. [สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2561]
Khuhaprema, T., Srivatanakul, P., Attasara, P., Sriplung, H., Wiangnon, S., Sumitsawan, Y. (2010). Cancer in Thailand, Vol. V, 2001-2003. Bangkok: Bangkok Medical Publisher.
Pender, N.J. (1996). Health promotion in nursing practice. 3rd edition. Stamford: Appleton & Lange.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จากบรรณาธิการวารสารนี้ก่อนเท่านั้น