ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้รับบริการ ที่เสี่ยงเกิดภาวะกระดูกพรุนในโรงพยาบาลตรัง

ผู้แต่ง

  • วรรัตน์ สุขคุ้ม อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • นิตยา ชีพประสพ อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
  • นันทยา เสนีย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

โรคกระดูกพรุน, การรับรู้, พฤติกรรมการดูแลตนเอง, ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเอง และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและการรับรู้ตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้รับบริการที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนในโรงพยาบาลตรัง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 142 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้รับบริการในคลินิกกระดูกและข้อ โรงพยาบาลตรัง ระหว่างเดือนกรกฎาคม–ตุลาคม พ.ศ. 2568 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการรับรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน (OHBS ฉบับภาษาไทย) และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Chi-square, Spearman’s rank correlation และ Pearson’s correlation coefficient กำหนดระดับนัยสำคัญ 0.05

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุนโดยรวมอยู่ในระดับสูง (M = 4.12, SD = 0.62) โดยการรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกายมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.35, SD = 0.79) ส่วนพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.04, SD = 0.71) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า การรับรู้ความรุนแรงของโรคกระดูกพรุน  (r = 0.21, p < 0.05)  การรับรู้ประโยชน์ของการออกกำลังกาย (r = 0.23, p < 0.05) และการรับรู้ประโยชน์ของการได้รับแคลเซียม (r = 0.41, p < 0.001) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุมีความสัมพันธ์เชิงลบ  (r = -0.48 ถึง -0.38, p < 0.01) ส่วนระดับการศึกษา (rₛ = 0.68) และรายได้ (r = 0.43) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง (p < 0.01) การส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองในกลุ่มเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน ควรมุ่งเน้นการเพิ่มการรับรู้ประโยชน์และลดอุปสรรคในการปฏิบัติ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้มีระดับการศึกษาต่ำ ควรพัฒนาโปรแกรมที่เหมาะสมกับบริบทชุมชน

เอกสารอ้างอิง

International Osteoporosis Foundation. Osteoporosis facts and statistics [Internet]. Nyon: IOF; 2021 [cited 2026 Mar 30]. Available from: https://www.osteoporosis.foundation

Kanis JA, Cooper C, Rizzoli R, Reginster JY. European guidance for the diagnosis and management of osteoporosis in postmenopausal women. Osteoporos Int. 2021;32(1):1–21.

Compston J, McClung MR, Leslie WD. Osteoporosis. Lancet. 2019;393(10169):364–76.

Lorentzon M, Cummings SR. Osteoporosis: the evolution of a diagnosis. J Intern Med. 2022;292(1):11–24.

กรมการแพทย์. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคกระดูกพรุน. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข; 2565.

วัชรินทร์ วงษาหล้า, มโนไท วงษาหล้า. ความชุกของโรคกระดูกพรุนในสตรีไทย. วารสารวิจัยสุขภาพ. 2563;34(2):145–56.

Clynes MA, Harvey NC, Curtis EM, Fuggle NR, Dennison EM, Cooper C. The epidemiology of osteoporosis. Br Med Bull. 2020;133(1):105–17.

Jones CJ, Jensen JD, Scherr CL, Brown NR, Christy K, Weaver J. The Health Belief Model as an explanatory framework in communication research. Health Commun. 2021;36(1):1–12.

Alqahtani BA, Alenazi AM, Alhowimel AS, Elnaggar RK. Osteoporosis knowledge and health beliefs among women: a cross-sectional study. Int J Environ Res Public Health. 2021;18(10):5283.

Phu S, Bani Hassan E, Vogrin S, Duque G. Osteoporosis knowledge and health beliefs among postmenopausal women: a systematic review. Maturitas. 2022;153:1–8.

Rosenstock IM. Historical origins of the health belief model. Health Educ Monogr. 1974;2(4):328–35.

Cohen J. A power primer. Psychol Bull. 1992;112(1):155–9.

Kim KK, Horan ML, Gendler P, Patel MK. Development and evaluation of the Osteoporosis Health Belief Scale. Res Nurs Health. 1991;14(2):155–63.

Piaseu N, Belza B, Mitchell P. Testing the reliability and validity of the Thai Osteoporosis Health Belief Scale (OHBS). Thai J Nurs Res. 2001;5(3):183–95.

มัณฑินา จ่าภา. พฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือน [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2553.

รัตนาภรณ์ เทิ่งขุนทด. ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยหมดประจำเดือน [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต]. นครราชสีมา: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา; 2560.

Kelly MP, Barker M. Why is changing health-related behaviour so difficult? Public Health. 2016;136:109–16.

รฐา ไชยสิงห์, วงศา เล้าหศิริวงศ์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคกระดูกพรุนในสตรีวัยกลางคน. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2565;15(3):45–56.

FarshbafKhalili A, Malekmirzaei E, Babaie S, Pakpour V. The determinants of self-care behaviors and calcium-vitamin D intake in elderly women: a comparative study of osteoporosis and healthy counterparts. Sci Rep. 2025;15:27290.

วรรณี ช่วยเกิด. ผลของโปรแกรมส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2567;33(1):112–24.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

23-06-2026

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย