ผลของการเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง ความวิตกกังวล และความพร้อมในการตรวจสวนหัวใจของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ผู้แต่ง

  • จันทร์แรม จิตตประมวลบุญ ศูนย์โรคหัวใจ กลุ่มงานการพยาบาลตรวจรักษาพิเศษ โรงพยาบาลแพร่
  • ทิพวรรณ เทียมแสน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

การเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผน, การดูแลตนเอง, ความวิตกกังวล, การตรวจสวนหัวใจ

บทคัดย่อ

การตรวจสวนหัวใจเป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีความแม่นยำสูง และปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักประสบกับความวิตกกังวลและขาดความพร้อมก่อนเข้ารับการตรวจ การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเอง ระดับความวิตกกังวล และความพร้อมในการตรวจสวนหัวใจก่อนและหลังได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่ศูนย์โรคหัวใจโรงพยาบาลแพร่ ที่ได้รับการวางแผนส่งตรวจสวนหัวใจที่โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง จำนวน 32 ราย ชุดกิจกรรมเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย การสร้างสัมพันธภาพ การให้ข้อมูลผ่านสื่อวิดีทัศน์ สมุดคู่มือ การเยี่ยมติดตามทางโทรศัพท์ และการจัดเตรียมผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบประเมินระดับความวิตกกังวล และแบบประเมินความพร้อมในการตรวจสวนหัวใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired t-test และ Wilcoxon signed-rank test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05

ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผน กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเอง และคะแนนเฉลี่ยความพร้อมในการตรวจสวนหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ขณะที่คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมอย่างมีแบบแผน มีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง ลดความวิตกกังวล และเพิ่มความพร้อมของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนรับการตรวจสวนหัวใจ โดยเฉพาะในบริบทของระบบส่งต่อที่ผู้ป่วยต้องเดินทางไปรับการตรวจ ณ โรงพยาบาลแม่ข่าย จึงควรนำมาใช้เป็นแนวปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยที่ได้รับการวางแผนส่งตรวจสวนหัวใจไปยังโรงพยาบาลอื่นทุกราย

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ ประจำปี 2565. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2565.

Saad S, Taha N, Mohammed E, El Sheshtawy M. Nurses' role regarding care of patients undergoing cardiac catheterization. Zagazig Nurs J. 2024;20(1):287–294. https://doi.org/10.21608/znj.2024.350857

Mendes FCO, Santos KVG, Dantas JKS, Araújo SCM, Teixeira FC, Leal KCS, et al. Non-pharmacological strategies to reduce stress and anxiety in endovascular procedures: a scoping review. Nurs Open. 2024;11(3):e2105. https://doi.org/10.1002/nop2.2105

Ahmad M, Ayasrah SM. Periprocedural anxiety associated with cardiac catheterization and the monitored physiological measures. J Perioper Pract. 2019;30(9):261–265. https://doi.org/10.1177/1750458919857658

Kalantarzadeh M, Yousefi H, Alavi M, Maghsoudi J. Adherence barriers to treatment of patients

with cardiovascular diseases: a qualitative study. Iran J Nurs Midwifery Res. 2022;27(4):317–324. https://doi.org/10.4103/ijnmr.ijnmr_93_21

คมคาย สุวรรณพงศ์, เฟื่องลดา ตัณฑุลกนกรัชต์, สุบงกต สุขจิตต์. ผลการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผนก่อนการสวนหัวใจต่อความวิตกกังวลของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา. วารสารพยาบาลสภากาชาดไทย. 2565;15(1):77–96.

อัณศยา โพธิพันธ์, ทิพา ต่อสกุลแก้ว, ศากุล ช่างไม้. ผลของโปรแกรมการดูแลแบบเอื้ออาทรต่อ

ความวิตกกังวลและความร่วมมือของผู้ป่วยในการตรวจสวนหัวใจ. วารสารโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์. 2564;17(2):89–102.

Leventhal H, Johnson JE. Laboratory and field experimentation: development of a theory of self-regulation. In: Wooldridge PJ, Schmitt MH, Skipper JK, Leonard RC, editors. Behavioral science and nursing theory. St. Louis (MO): Mosby; 1983. p. 189–262.

จามจุรี ภูดวงจิตร, มะลิวรรณ ศิลารัตน์, วาสนา รวยสูงเนิน. การพัฒนาแนวทางการให้ข้อมูลผ่านสื่อเสมือนจริง 360 องศาเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดก่อนการสวนหัวใจ: รายงานกรณีศึกษา. ศรีนครินทร์เวชสาร. 2568;40(6):757–763.

Delewi R, Vlastra W, Rohling WJ, Wagenaar TC, Zwemstra M, Meesterman MG, et al. Anxiety

levels of patients undergoing coronary procedures in the catheterization laboratory. Int J Cardiol. 2017;228:926–930. https://doi.org/10.1016/j.ijcard.2016.11.043

Faul F, Erdfelder E, Lang AG, Buchner A. G*Power 3: a flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behav Res Methods. 2007;39(2):175–191. https://doi.org/10.3758/BF03193146

จินตนา มีวรรณสุขกุล, คุณญา แก้วทันคำ. ผลของโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหลังทำบอลลูนหัวใจ คลินิกโรคหัวใจ โรงพยาบาลแพร่. วารสารโรงพยาบาลแพร่. 2565;30(1):52–68.

ศุภกิจ เครือกลัด. ผลของโปรแกรมการสนับสนุนทางสังคมก่อนการตรวจสวนหัวใจต่อความวิตกกังวลและความพร้อมของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ [วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต]. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร; 2564.

Best JW. Research in education. 3rd ed. Englewood Cliffs: Prentice Hall; 1977.

นัชชา นาไชย, ศิริพร ศิริพงศ์, คีรีบูน เสนหา, ทรงพล จันทร์ดำสุวรรณ. ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ. วารสารสภาการพยาบาล. 2565;37(3):93–108.

Sugiharto F, Nuraeni A, Trisyani Y, Armansyah NA, Aghnia N. Health educational methods for improving self-efficacy among patients with coronary heart disease: a scoping review. Patient Prefer Adherence. 2024;18:521–535. https://doi.org/10.2147/PPA.S447572

Sandberg A, Ravn-Fischer A, Johnsson A, Cider Å, Lundgren JG, Henriksson P, et al. Evaluation of

a digital patient education programme in patients with coronary artery disease, a survey-based study. BMC Health Serv Res. 2024;24:1012. https://doi.org/10.1186/s12913-024-11374-5

Deepa C. A study to assess the effectiveness of a planned teaching programme in reduction of anxiety among patients posted for cardiac catheterization. Int J Sci Res Arch. 2025;16(1):1268–1277. https://doi.org/10.30574/ijsra.2025.16.1.2140

Block A, Bonaventura K, Grahn P, Bestgen F, Wippert PM. Stress management in pre- and postoperative care amongst practitioners and patients in cardiac catheterization laboratory: a study protocol. Front Cardiovasc Med. 2022;9:830256. https://doi.org/10.3389/fcvm.2022.830256

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

24-06-2026

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย