การพัฒนารูปแบบการจัดบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE (BSE App) โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
คำสำคัญ:
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง, รูปแบบการจัดบริการ, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านบทคัดย่อ
บทนำ: การตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกได้มากที่สุดและเพิ่มโอกาสการรักษาส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยสูงขึ้น จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ศึกษายังขาดการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากขาดความรู้และทักษะในการตรวจ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนารูปแบบการจัดบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE (BSE App) โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมทั้งการศึกษาผลลัพธ์ของโปรแกรม
วิธีการดำเนินการวิจัย: การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) กลุ่มตัวอย่าง คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 140 คน และกลุ่มประชากรสตรีอายุตั้งแต่ 30-70 ปีทุกคน รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,303 คน ในพื้นที่ตำบลพระธาตุ บังพวน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 - เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 เครื่องมือในงานวิจัย คือ รูปแบบการจัดบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันการตรวจเต้านมด้วยตนเอง (BSE) เก็บข้อมูลโดยใช้ แบบบันทึกจำนวนครั้งของการตรวจเต้านมในโปรแกรม (BSE App) และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ Paired samples t-test
ผลการวิจัย: จำนวนครั้งการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE (BSE App) โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ของกลุ่มตัวอย่างในปี พ.ศ. 2567 (หลังการพัฒนา) มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าปี พ.ศ. 2566 (ก่อนการพัฒนา) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -5.45, p < .001) และผลความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดบริการ พบว่ามีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 4.91 อยู่ในระดับมากที่สุดในภาพรวมทุกด้าน
สรุปผลและข้อเสนอแนะ: การพัฒนารูปแบบการจัดบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE (BSE App) โดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ส่งเสริมให้สตรีอายุ 30-70 ปี มีการตรวจเต้านมด้วยตนเองเพิ่มขึ้น ข้อเสนอแนะควรมีการขยายผลรูปแบบการบริการตรวจเต้านมด้วยตนเองผ่านโปรแกรม BSE ให้แก่บุคคลอื่น
เอกสารอ้างอิง
ขวัญเรือน บุพศิริ. (2568). ผลของการใช้แรงสนับสนุนทางสังคมร่วมกับการใช้แอพพลิเคชั่น BSE ในการตรวจเต้านมด้วยตนเองของสตรี อำเพอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ, 6(1), 374-383.
ชลทิศ อุไรฤกษ์กุล. (2559). ประสิทธิผลของการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการใช้สมุดบันทึกการตรวจเต้านมด้วยตนเองในการคัดกรองมะเร็งเต้านมในประเทศไทย: การศึกษาไปข้างหน้า. ศูนย์อนามัยที่ 5 ราชบุรี กรมอนามัย.
พรรษกาล โลสันเทียะ. (2568). การพัฒนารูปแบบการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV Self Sampling โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุข โรงพยาบาลยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 10(3), 1011–1023.
ภัทรนัย ไชยพรม, ชิสาพัชร์ ชูทอง, ฉัตรสุดา มาทา, และ ศิริพันธ์ หอมแก่นจันทร์. (2567). ความชุกและปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ของหญิงไทยในเขตชุมชนกึ่งเมือง. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี, 18(2), 37–48.
ละออ เชื้อฉุน. (2567). ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างเสริมพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเอง ในประชากรเพศหญิง กลุ่มอายุ 30-70 ปี เขตรับผิดชอบโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารวิชาการสาธารณสุขชุมชน, 10(3), 139–152.
ศิริวรรณ ตุรงค์เรือง และ เพ็ญศิริ สันตโยภาส. (2567). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันมะเร็งเต้านมของนักศึกษาหญิงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม, 25(49), 44-56.
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. (2563). ทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล พ.ศ. 2563. http://www.nci.go.th/e-book/hosbase_2563_main.pdf
สุภาพร นนทพจน์, จรูญศรี มีหนองหว้า และนงนภัส นกงาม. (2564). การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม. วารสารพยาบาลโรงพยาบาลนครปฐม, 8(2), 84–97.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย. (2566). รายงานระบบคลังข้อมูลสุขภาพ (HDC): ผลการดำเนินงานคัดกรองมะเร็งเต้านมในสตรีอายุ 30–70 ปี อำเภอเมืองหนองคาย. กระทรวงสาธารณสุข. https://nko.hdc.moph.go.th
อรุณี ขุมทอง และกฤติยาณี ธรรมสาร. (2568). ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองของประชากรเพศหญิง อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์. ราชาวดีสาร วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์, 15(2), 18–36.
อมรา ดวงเตชะ. (2567). ประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลภูเวียง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 9(4), 99–107.
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
VOA Thai. (14 กันยายน 2561). องค์การอนามัยโลกชี้ยอดผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกทะลุ 18 ล้านรายในปีนี้. https://www.voathai.com/a/growing-global-cancer-crisis-2018/4571296.html
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
