รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนของสถาบันการพลศึกษา ตาม “แนวคิดยุทธศาสตร์ไตรพลังเขยื้อนภูเขา”
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนของสถาบันการพลศึกษาตามแนวคิดยุทธศาสตร์ไตรพลัง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) และวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาสภาพ ปัญหาหลักการที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน องค์การอนามัยโลก แนวคิดยุทธศาสตร์ไตรพลัง 2) ศึกษาสภาพดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนปัจจุบันและความคาดหวังของชุมชนตามการรับรู้บทบาทของสถาบันการพลศึกษา จากการสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง ผู้บริหารสถาบันการพลศึกษา 19 คน และจากแบบสอบถาม 3 กลุ่ม ทั่วประเทศ คือ (2.1) ผู้บริหารสถาบันการพลศึกษาและอาจารย์ 207 คน (2.2) หัวหน้าหน่วยงานท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน 119 คน และ (2.3) ผู้รับบริการ 680 คน รวมทั้งสิ้น 1,025 คน 3) การพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนตามแนวคิดยุทธศาสตร์ไตรพลัง โดยวิจัยเชิงปฏิบัติการเทคนิคการประเมินท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม พื้นที่ศึกษา 2 แห่ง และการประชุมกลุ่มย่อยผู้บริหาร 9 คน 4) การตรวจสอบร่างรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนของสถาบันการพลศึกษาตามแนวคิดยุทธศาสตร์ ไตรพลัง ส่วนประกอบหลัก ได้แก่ 1) สร้างพลังปัญญา คือ สถาบันการพลศึกษาเป็นผู้นำในการสร้างปัญญาให้สังคมโดยนำองค์ความรู้จากฐานทฤษฎีเชิงวิทยาศาสตร์ที่เป็นทฤษฎีฐานราก (Grounded Theory) ของการพลศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬา สาธารณสุข ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องการดูแลสุขภาพ (Tacit knowledge) หลอมรวมเป็นองค์ความรู้ใหม่ในลักษณะความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เผยแพร่ให้แก่ประชาชนในการดูแลสุขภาพ 2) ผสานพลังนโยบาย เป็นการรวมพลังนโยบายร่วมกัน ระหว่างสถาบันการพลศึกษา และนโยบายการศึกษาในพื้นที่ นโยบายท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกระทรวงสาธารณสุขที่มีการเน้นการป้องกัน และรักษาโรคเรื้อรัง (NCDs) คือ โรคความดันโลหิต และโรคเบาหวาน นำมากำหนดเป็นนโยบายชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมโดยสร้างจุดมุ่งหมายการทำงานให้ประชาชนมีสุขภาพดี สร้างเสริมภูมิความรู้ให้ประชาชนเป็นผู้มีปัญญาในการแก้ปัญหา และพัฒนาสังคมตนเองโดยมีส่วนร่วมในการสร้างนโยบายสาธารณะ 3) เสริมพลังสังคมสถาบันการพลศึกษาสร้างพลังอำนาจทางสังคมให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มวัยในพื้นที่ โดยสร้างพลังปัญญาและผสานพลังนโยบายนำมาจัดกระบวนการเรียนรู้ปัญหาด้านสุขภาพ (Critical Mass) และวิธีการจัดการปัญหาที่ประชาชนลงมือปฏิบัติได้ด้วยตัวเองภายใต้การสนับสนุนจากแหล่งกำหนดนโยบายทุกระดับ จนเกิดการรวมพลังที่มีอำนาจต่อรองเพื่อเรียกร้องให้เกิดพื้นที่ และกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ (Healthy Space & Activity)
Article Details
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
เอกสารอ้างอิง
Amphon Jindawatthana. (2007). Health reform: Reform of life and society. (2nd ed.). Nonthaburi: National Health Commission Office.
Chanita Rukspollmuang, (2014). Development of education paradigm. Bangkok: Winyuchon Printing.
Institute of Physical Education. (2013). Development Plan of Institute of Physical Education (2013-2017). Retrieved 30/12/2013 from http://www.ipe.ac.th/main/.
Institute of Physical Education. (2018). Strategy of Institute of Physical Education (Thailand National Sports University) 2018-2022 Retrieved 9/10/2018 from http://www.ipe.ac.th/main/.
Pragai Jirojanakul, Ngamnit Ratananukul, Salika Metanawin, Malinee Jumnian and Kittiphoom Phinyo. (2003). Health promotion evaluation. Nonthaburi: Yutharinth Printing.
Prawase Wasi. (2000). Health as human principal. (3rd ed.). Nonthaburi: Health Systems Research Institute (HSRI).
Soonthorn Sunanthachai. (1987). Non-formal education planning. Bangkok: Office of the National Education Commission, Policy and Planning Division.
Surichai Wun’Gaeo. (2000). Rural studies systems in Thai universities. Bangkok: Chulalongkorn University Printing House.