ลักษณะการสนับสนุนทางสังคมของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีต่อผู้ป่วยเด็กและผู้ดูแล
คำสำคัญ:
การสนับสนุนทางสังคม, บุคลากรทางการแพทย์, ผู้ป่วยเด็กและผู้ดูแลบทคัดย่อ
ความสำคัญของปัญหาการทำวิจัย: บุคลากรทางการแพทย์มีการให้บริการสนับสนุนทางสังคมแก่ผู้ป่วยเด็กและผู้ดูแลเป็นประจำ ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีลักษณะการสนับสนุนทางสังคมที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้การสนับสนุนทางสังคมของโรงพยาบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ซ้ำซ้อนกัน จึงเป็นที่มาของการวิจัยนี้
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับการสนับสนุนทางสังคมของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีต่อผู้ป่วยเด็กและผู้ดูแล
วิธีดำเนินการวิจัย: เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ประกอบด้วย 1) ข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามระดับการสนับสนุนทางสังคม การตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของ Cronbach ซึ่งวัดความเชื่อมั่นได้ 0.86 และ 3) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาในการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติในการทดสอบความแตกต่างระหว่างตัวแปร ด้วยการหาค่า t-test F-test และความแปรปรวนทางเดียว
ผลการศึกษา: 1) ระดับการสนับสนุนในด้านข้อมูลข่าวสารโดยรวมอยู่ในระดับมาก ในกลุ่มแพทย์พบค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =4.11) รองลงมาเป็นกลุ่มพยาบาล (
=4.05) ส่วนกลุ่มผู้ช่วยพยาบาลพบค่าเฉลี่ยต่ำสุด (
=3.64) 2) ระดับการสนับสนุนในด้านจิตใจและสังคมโดยรวมอยู่ในระดับมาก ในกลุ่มพยาบาลพบค่าเฉลี่ยสูงสุด (
=4.07) รองลงมาเป็นกลุ่มแพทย์ (
=3.98) ส่วนกลุ่มผู้ช่วยพยาบาลพบค่าเฉลี่ยต่ำสุด (
=3.95) 3) ระดับการสนับสนุนในด้านสิ่งของและบริการโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ในกลุ่มผู้ช่วยพยาบาลพบค่าเฉลี่ยสูงสุด(
=2.45) รองลงมาเป็นกลุ่มพยาบาล (
=2.41) ส่วนกลุ่มแพทย์พบค่าเฉลี่ยต่ำสุด (
=2.05)
สรุป: ระดับการสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสารและด้านจิตใจและสังคมของบุคลากรทางการแพทย์ทุกกลุ่มอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านสิ่งของและบริการของบุคลากรทางการแพทย์ทุกกลุ่มอยู่ในระดับน้อย ฉะนั้น ควรให้การสนับสนุนให้บุคลากรทางแพทย์ทุกกลุ่มให้ความสำคัญหรือพัฒนาสมรรถนะในการให้การสนับสนุนทางสังคมด้านสิ่งของและบริการเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ส่งผลดีต่อการดูแลผู้ป่วยเด็กและผู้ดูแล
เอกสารอ้างอิง
ธวัช บุญนวล. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากการสื่อสารสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของประชาชนในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารวิทยาการจัดการ 2560;4:257-248.
อภิญญา ศิริพิทยาคุณกิจ. แรงสนับสนุนทางสังคม: ปัจจัยสำคัญในการดูแลผู้ที่เป็นเบาหวาน. รามาธิบดีพยาบาลสาร 2553;16:309-322.
บัญชา อาจมิตร. การสนับสนุนทางสังคมแก่เด็กและเยาวชนศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนส่วนภูมิภาค [วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2554.
โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ. เอกสารใบแจ้งข้อมูลเบื้องต้นก่อนนอนโรงพยาบาล(แก้ไขครั้งที่ 28). โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2560.
ธานินทร์ ศิลป์จารุ. การวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น; 2551.
ชิดชนก กอวัฒนาวรานนท์. การศึกษาลักษณะการสนับสนุนทางสังคมที่มีต่อการเลี้ยงดูลูกในครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว [วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2556.
พัชราวดี สารวุฒิพันธ์. การสนับสนุนทางสังคมที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้น: กรณีศึกษาโรงพยาบาลศรีธัญญา[วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2555.
อรรถกาญจน์ ธนทวีสกุล. คุณภาพชีวิตและความต้องการการสนับสนุนทางสังคมของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย[วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต].กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2556.
ลิธัฎ ชูโต. การสนับสนุนทางสังคมของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชในครอบครัวสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา [วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัญฑิต]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2553.
ธนยศ เทียนศรี. ลักษณะการดูแล ปัญหาและความต้องการของญาติ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชในครอบครัว [วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตร มหาบัณฑิต]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2554.
บัญชา อาจมิตร. การสนับสนุนทางสังคมแก่เด็กและเยาวชนศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนส่วนภูมิภาค [วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต]. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2554.
ภรณี อนุสนธิ. การศึกษาพฤติกรรมแสวงหาการดูแลสุขภาพ แหล่งสนับสนุนและการสนับสนุนทางสังคมของผู้ดูแลที่มีเด็กเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจวัย 1-5 ปี. วารสารพยาบาลทหารบก 2559;17:132-140.
กัลยาณี ปรีชาพงศ์มิตร, สุธิศา ล่ามช้าง, และ อุษณีย์ จินตะเวช. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาระการดูแลของผู้ดูแลเด็กที่เป็นโรคหอบหืด. พยาบาลสาร 2555; 39:13-22.
Michael Frese. Social support as a mderator of the relationship between work stressors and psychological dysfunctioning: A longitudinal study with objective measures. J. Occup. Health Psychol. 1999; 4:179-192.
มัสลิน จันทร์ผา, วนิดา เสนะสุทธิพันธุ์, และ อรุณรัตน์ ศรีจันทรนิตย์. ความสัมพันธ์ระหว่างอายุผู้ป่วย การรับรู้ความรุนแรงของโรคของผู้ดูแล ความเครียด และการสนับสนุนทางสังคมกับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2561; 36:73-86.
บุษบา ทาธง, ศรีพรรณ กันธวัง, และ อัจฉราพร ศรีภูษณาพรรณ. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของเด็กป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด. พยาบาลสาร 2555; 39:77-90.
มณีรัตน์ หม้ายพิมาย, สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง, และ อาภาวรรณ หนูคง. อิทธิพลส่งผ่านของความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยระหว่างการรับรู้ความรุนแรงในความเจ็บป่วยของบุตร ระดับการศึกษาและการสนับสนุนทางสังคมกับความวิตกกังวลของบิดามารดาที่มีบุตรเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยเด็กวิกฤต. วารสารพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2559; 28:84-97.
Shumaker, A. and Brownell, A. Toward a theory of social support: Closing conceptual gaps. J. Soc. Issues 1984; 40:11-36.