ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสภาวะสุขภาพช่องปากของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดเทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง
คำสำคัญ:
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น , สภาวะปราศจากฟันถาวรผุ , สภาวะฟันถาวรดีไม่มีผุบทคัดย่อ
บทนำ : ปัญหาสุขภาพช่องปากในเด็กมัธยมศึกษาตอนต้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจได้รับการส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันโรคฟันผุได้อย่างไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเด็กมัธยมศึกษาตอนต้น
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาสภาวะสุขภาพช่องปาก ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปาก การรับรู้ และการรับบริการด้านสุขภาพช่องปาก และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสภาวะสุขภาพช่องปากของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสังกัดเทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง
วิธีดำเนินการวิจัย : เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสังกัดเทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง จำนวน 319 คน โดยใช้สูตรคำนวณขนาดตัวอย่าง เพื่อการประมาณค่าสัดส่วน กรณีทราบประชากรที่แน่นอน และสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่มสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินสภาวะสุขภาพช่องปาก และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติการถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี่ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05
ผลการศึกษา : นักเรียนร้อยละ 64.26 มีสภาวะปราศจากฟันถาวรผุ และร้อยละ 68.34 มีสภาวะฟันถาวรดีไม่มีผุอายุเฉลี่ย 13.50 ปี (SD = 0.93 ปี) ได้รับค่าใช้จ่ายมาโรงเรียนเฉลี่ยวันละ 65.09 บาท (SD = 29.07 บาท) มีค่าใช้จ่ายในการซื้อขนมและเครื่องดื่มเฉลี่ยวันละ 30.88 บาท (SD = 16.04 บาท) ร้อยละ 46.08 มีความรู้ อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 58.90 มีทัศนคติ อยู่ในระดับปานกลาง และร้อยละ 90.91 มีพฤติกรรม อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 59.25 มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก และร้อยละ 62.38 ต้องการรับบริการทันตกรรม ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสภาวะปราศจากฟันถาวรผุ (p-value < 0.05) คือ ระดับชั้นเรียน อาชีพของผู้ดูแลหลัก การมีปัญหาสุขภาพช่องปาก และการต้องการรับบริการทันตกรรม และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสภาวะฟันถาวรดีไม่มีผุ (p-value < 0.05) คือ ระดับชั้นเรียน ค่าใช้จ่ายมาโรงเรียน การมีปัญหาสุขภาพช่องปาก และการต้องการรับบริการทันตกรรม
สรุป: ควรส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่รับรู้ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากของตนเองไปเข้าไปรับบริการทันตกรรมอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน เพื่อลดการเกิดโรคในช่องปากในอนาคตต่อไป
เอกสารอ้างอิง
ศุภกร ศิริบุรี. ความสัมพันธ์ของปัจจัยกับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากด้วย PRECEDE Framework ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 2560;11(3):355–368.
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย. รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศ ครั้งที่ 9 ประเทศไทย พ.ศ. 2567. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2566.
กลุ่มงานทันตสาธารณสุข สำนักงานทันตสาธารณสุขจังหวัดตรัง. รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากในจังหวัดตรัง ปีงบประมาณ 2564–2566. ตรัง: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง; 2567.
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือสำรวจสุขภาพช่องปากและปัจจัยเสี่ยง (สำหรับการเฝ้าระวังสุขภาพช่องปาก). ปทุมธานี: ห้างหุ้นส่วนจำกัด โนโมพลัส; 2559.
ทัศนวัฒน์ ฉายชูวงษ์, นิมมานรดี ชูยัง. ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติกับสภาวะช่องปากและพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2563;3(1):52–67.
เกษรากร อัตเนย์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสภาวะช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 ในเขตตำบลดงมะไฟ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร. วารสารสาธารณสุขและสุขภาพศึกษา. 2565;2(3):17–30.
วินัย ทองฤทธิ์, กฤษณา วุฒิสินธ์. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4–6 โรงเรียนเขตตำบลโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา. 2563;5(1):36–48.
วัลลีรัตน์ พบคีรี. การพานักเรียนประถมศึกษาเข้ารับบริการทันตกรรมโดยผู้ปกครอง. วารสารทันตภิบาล. 2565;33(1):130–140.
สำนักการศึกษานครเมืองตรัง. รายงานผลการสำรวจจำนวนนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดเทศบาลนครเมืองตรัง ปีการศึกษา 2567. ตรัง: เทศบาลนครตรัง; 2567.
Daniel WW. Biostatistics: Basic concepts and methodology for the health sciences. New York: John Wiley & Sons; 2010.
Bloom BS. Taxonomy of education objective handbook. New York: David McKay Company Inc; 1975.
Best JW. Research in education. New Jersey: Prentice-Hall Inc; 1977.
Likert R. The method of constructing an attitude scale. In: Fishbein M, editor. Attitude theory and measurement. New York: Wiley & Sons; 1967. p. 90–95.
สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ประเทศไทย พ.ศ. 2560. กรุงเทพมหานคร: สามเจริญพาณิชย์; 2561.
บรรพต โหมงโก้ว. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนท่ามะขามวิทยา ตำบลดอนทราย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี. วารสารหัวหินสุขใจไกลกังวล. 2560;2(2):131–142.
Petersen PE, Bourgeois D, Ogawa H, Estupinan-Day S, Ndiaye C. The global burden of oral diseases and risks to oral health. Bull World Health Organ. 2005;83(9):661-669.
Watt RG. Strategies and approaches in oral disease prevention and health promotion. Bull World Health Organ. 2005;83(9):711-718.
ทวีศักดิ์ เทพพิทักษ์. การใช้แบบจำลอง KAP กับการศึกษาพฤติกรรมและทัศนคติการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ของคนประจำเรือไทย. วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. 2556;8(2):84–102.
ศิริวรรณ เทพชุม. ภาวะโภชนาการและปัจจัยที่มีผลต่อสภาวะสุขภาพช่องปากของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี. วารสารแพทย์เขต 4–5. 2567;43(1):119–131.
นิตยา พวงราช, จิราพร เขียวอยู่, วิลาวัลย์ วีระอาชากุล. ความสัมพันธ์ระหว่างเงินค่าขนมกับปริมาณฟันผุ ถอน อุด (DMFT) ในเด็กอายุ 12 ปี ในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารทันตภิบาล. 2557;25(1):1–13.
ณัฐวัฒน์ สุวคนธ์, ปราโมทย์ วงศ์สวัสดิ์. ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย. 2561;12(2):273–286.
ทศพล ยุทธโยธี. การเลี้ยงดูนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น ใครทำให้เสี่ยงต่อฟันผุมากกว่ากัน: พ่อแม่หรือญาติ?. วารสารลำปางเวชสาร. 2552;30(2):58–66.
วัชรพล วิวรรศน์เถาว์พันธ์, จุฬนาริน วิทยวรรณกุล, อานงนารถ คำเชียง, พลอยนิล อันทะศรี, ยุวธิดา พลหมอ, รัตนกร จำปากุล. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคฟันผุในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม. วารสารทันตภิบาล. 2567;35(1):13–24.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.