การพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคทางจิตเวช 4 โรคหลัก เพื่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา
คำสำคัญ:
เด็กที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคทางจิตเวช 4 โรคหลัก, การเข้าถึงบริการทางการแพทย์, โรงเรียนประถมศึกษาบทคัดย่อ
บทนำ : เนื่องจากการเข้าถึงโรคทางจิตเวชเด็กยังน้อย จึงพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคทางจิตเวช 4 โรคหลักขึ้น เพื่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ในโรงเรียนประถมศึกษา
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหาการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ พัฒนารูปแบบและศึกษาผลของการใช้รูปแบบ เพื่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ในโรงเรียนประถมศึกษา
วิธีดำเนินการวิจัย : วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ 1.ศึกษาสถานการณ์การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ 2. พัฒนารูปแบบ 3. ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลอง 1 กลุ่ม วัดก่อน-หลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม 108 คนและ ครูประถมศึกษา เขตอำเภอรามัน 55 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Wilcoxon signed-rank test
ผลการวิจัย : 1. สถานการณ์โรคทางจิตเวชเด็ก 4 โรคหลัก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจัยที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ ได้แก่ ไม่มีความรู้ ผู้ปกครองไม่ยอมรับ ครูระดับชั้นต้นๆไม่ได้ประเมินและส่งต่อเด็ก 2. รูปแบบการดูแลเด็กที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคทางจิตเวช 4 โรคหลัก ตามรูปแบบ KABU Model ประกอบด้วย K: Knowledge : ความรู้เกี่ยวกับโรคและการคัดกรองโรคทางจิตเวชเด็ก 4 โรคหลัก A : Ability : ความสามารถในการประเมินและวินิจฉัย B : Best treatment : การดูแลรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย และ U : Unending attentiveness : การช่วยเหลือดูแลต่อเนื่อง 3. หลังการใช้รูปแบบ ความพึงพอใจต่อบริการทางการแพทย์ของผู้ปกครอง และความรู้ความเข้าใจของคุณครูเพิ่มขึ้น ในขณะที่ภาระการดูแลของผู้ปกครองลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และร้อยละการเข้าถึงของโรคทางจิตเวชเด็กเพิ่มขึ้น
สรุปผล : รูปแบบที่พัฒนาขึ้นควรนำไปใช้เพิ่มอัตราการคัดกรอง โดยขยายผลลงสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และบริบทไทยมุสลิม
เอกสารอ้างอิง
วรวรรณ จุฑา, เรวดี จายานะ, ดวงดาว ศรีเรืองรัตน์ และกมลลักษณ์ มากคล้าย. สถานการณ์โรคจิตเวชเด็กไทย ปี พ.ศ. 2565-พฤษภาคม พ.ศ. 2566 : การเฝ้าระวังโรคจิตเวชและปัญหาสุขภาพจิตจากคลังข้อมูลสุขภาพ (Health data center: HDC) 30 มิถุนายน 2023 [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 16 เมษายน 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://dmh-elibrary.org/items/show/1480.
ฤทัยรัตย์ ก่อแก้ว. รายงานผลการดำเนินงาน โครงการจัดบริการคัดกรองและช่วยเหลือสุขภาพจิตเด็ก 6-15 ปี [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 16 เมษายน 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://benchalakhospital.com/bch2 /images/รายงานผลโครงการ.pdf.
บุรฉัตร ศักดิ์ศรีทวี, เอกรัฐ จันทร์วันเพ็ญ และธารินทร์ เพ็ญวรรณ. การศึกษาเชิงวิเคราะห์ตามขวางของปัจจัยที่ส่งผลต่อโรคสมาธิสั้นในเด็กวัยเรียน ผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกจิตเวชเด็ก โรงพยาบาลสิชล. วารสารวิชาการแพทย์ เขต 11. 2562; 33(2):327-338.
นวพรรษ บุญชาญ. 4 โรค กระทบการเรียนเด็กไทย[อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 16 เมษายน 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://th.rajanukul.go.th/_admin/file-download/groupreview0000365.pdf.
ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา. คู่มือการดูแลสุขภาพจิตเด็ก กลุ่มปัญหาการเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พรอสเพอรัสพลัส; 2561.
นันทพร กองเงิน. การพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กที่มารับบริการในคลินิกสุขภาพจิตเด็กโรงพยาบาลหล่มสัก แบบมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์[อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 9 มกราคม 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://hpc2appcenter.anamai. moph.go.th › files.
บุญเลี้ยง ทุมทอง, ธิตวันต์ หงษ์กิตติยานนท์. โรคสมาธิสั้น: แนวทางการช่วยเหลือในโรงเรียน. วารสารครุพิบูล. 2565; 9(1):12-24.
สุนทรี ศรีโกไสย, อุไรวรรณ วงศ์โปธิ, ณัฏฐ์พิมล วงศ์เมือง และอนงค์พร ต๊ะคำ. การพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตผู้ปกครองของเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพจิตและพัฒนาการ. วารสารสภาการพยาบาล. 2566; 38(2):88-104.
ชัยวัฒน์ ดาราสิชฌน์. การพัฒนาระบบการดูแลเด็กโรคสมาธิสั้นแบบบูรณาการ โดยผู้ปกครอง บุคลากรทางการแพทย์และครู อําเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ. 2562; 12(1):78-83.
โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ, ลือชัย ศรีเงินยวง, ณรงค์ฤทธิ์ อัศวรงค์พิภพ, ธันวรุจน์ บูรณสุขสกุล, วนิดา ชนินทยุทธวงศ์, วิมลวรรณ ปัญญาว่อง, และธวัลรัตน์ ศรีวิลาส. สถานการณ์ความพิการและการเข้าถึงบริการสุข ภาพและบริการที่จำเป็นของรัฐสำหรับเด็กพิการในชุมชน. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข. 2561; 12(3):469-479.
สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน). มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่5. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน).; 2565.
Faul F, Erdfelder E, Lang AG, Buchner A. G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Res Methods. 2007;39(2):175-191.
Cohen J. Statistical power analysis for the behavioral sciences. 2nd ed. Hillsdale, NJ: Lawrence Erlbaum Associates; 1988.
จิณัฐตา ศุภศรี, อรวรรณ หนูแก้ว และ วันดี สุทธรังสี. ผลของโปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาครอบครัวต่อภาระของผู้ดูแลเด็กออทิสติก: การศึกษาเบื้องต้น. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 2560; 4(ฉบับพิเศษ):196-213.
Oberst MT. Appraisal of Caregiving Scale: AGS Revised. Madison: University of Wisconsin; 1991.
รัชฎาพร สีลา. การประเมินความครอบคลุมอย่างมีประสิทธิผลของรูปแบบการจัดบริการโรคสมาธิสั้นในเด็กและวัยรุ่นในพื้นที่อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิชาการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. 2566; 19(2):35-48.
นริศรา อารีรักษ์. การพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กสมาธิสั้น จังหวัดยโสธร. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม; 2566.
นงคราญ สมยืน. การพัฒนาระบบบริการทางไกลในการคัดกรองโรคสมาธิสั้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019. วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีษะเกษ. 2566; 2(1):23-38.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.