การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยทารกแรกเกิดเพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางยา

ผู้แต่ง

  • สุนทรีย์ ศรีนวล โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

คำสำคัญ:

ทารกแรกเกิด, ความคลาดเคลื่อนทางยา, การพัฒนาคุณภาพ, วิศวกรรมปัจจัยมนุษย์

บทคัดย่อ

บทนำ : ความปลอดภัยด้านยาเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยทารกแรกเกิด ทารกกลุ่มนี้มีสรีรวิทยาที่แตกต่างจากผู้ใหญ่และเด็กโตอย่างชัดเจน การใช้ยาแบบขนาดน้อย (small dose) ต้องอาศัยความแม่นยำสูงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสั่งใช้ยา การคำนวณ การเตรียมยา ไปจนถึงการบริหารยา จากข้อมูลอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยาในหน่วยทารกแรกเกิดพบว่ายังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะความคลาดเคลื่อนด้านขนาดยา ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือการเสียชีวิตได้

วัตถุประสงค์ : เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาในทารกแรกเกิด ระดับ C-I น้อยกว่า 0.3/1000 วันนอน ระดับ E = 0/ 1000 วันนอน

วิธีดำเนินการ : การพัฒนาคุณภาพงาน (Quality Improvement) โดยใช้แนวคิด CQI ผ่านกระบวนการ PDSA improvement cycles ทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุของความคลาดเคลื่อนทางยา และออกแบบระบบการทำงานโดยประยุกต์หลัก Human Factors Engineering กิจกรรมสำคัญประกอบด้วย 1) การพัฒนานวัตกรรม web application neonatal drug เพื่อช่วยในการสั่งใช้ยาและการบริหารยา 2) การปรับปรุงแนวปฏิบัติจากเอกสารขนาดยาวให้เหลือรูปแบบ one page guideline 3) การใช้ visual control เช่น การแยกสี slip ยาและ label ที่ชัดเจน และ 4) การจัดอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

ผลการศึกษา : พบว่า อัตราการรายงานความคลาดเคลื่อนระดับ A–B เพิ่มขึ้น อัตราความคลาดเคลื่อนระดับC–I ลดลง และไม่พบความคลาดเคลื่อนระดับ E ขึ้นไป เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูล benchmark จากต่างประเทศ พบว่า ผลลัพธ์ของหน่วยงานมีอัตราความคลาดเคลื่อนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

สรุปผล : การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยทารกแรกเกิดเพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางยา โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการออกแบบระบบ ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยด้านยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จของโครงการเกิดจากความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพ การสื่อสารที่รวดเร็ว และการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสามารถขยายผลไปสู่ระดับองค์กรเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Patient safety: Medication without harm. Geneva: WHO; 2017.

Institute of Medicine. Preventing medication errors. Washington, DC: National Academies Press; 2007.

Kaushal R, Bates DW, Landrigan C, et al. Medication errors and adverse drug events in pediatric inpatients. JAMA. 2001;285(16):2114–2120.

Fortescue EB, et al. Prioritizing strategies for preventing medication errors in neonates. Pediatrics. 2003; 111:722–729.

Stavroudis TA, et al. NICU medication errors. J Perinatol. 2010; 30:459–468.

Raju TNK, et al. Medication errors in neonatal care. Clin Perinatol. 2010;37: 203–214.

Esqué Ruiz M, et al. Medication errors in a neonatal unit. Anales de Pediatría. 2016;84(4):211–217.

Cimino MA, et al. Reducing medication errors in NICU. J Nurs Care Qual. 2004; 19:116–124.

Reason J. Human error: models and management. BMJ. 2000; 320:768–770.

สุรัตน์ ไชยชมภู. ความคลาดเคลื่อนทางยาและการจัดการความเสี่ยง. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2556.

Carayon P, Wetterneck TB, Rivera-Rodriguez AJ, et al. Human factors systems approach to healthcare quality and patient safety. Appl Ergon. 2014;45(1):14–25.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-03-30

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ศรีนวล ส. การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยทารกแรกเกิดเพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางยา. TUHJ [อินเทอร์เน็ต]. 30 มีนาคม 2026 [อ้างถึง 23 กันยายน 2026];11(1):209-1. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TUHJ/article/view/281272

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความพิเศษ