การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ในระยะเปลี่ยนผ่านแบบ SPIN TUH เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

ผู้แต่ง

  • ประภัทรสรณ์ สาวะพันธ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
  • พรชมพู พันธุมะโน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
  • วินิตย์ หลงละเลิง โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
  • ธิดา ศรีรัตนา ทาบูกานอน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • อดิศัย บัวคำศรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คำสำคัญ:

การดูแลระยะเปลี่ยนผ่าน, ภาวะหัวใจล้มเหลว, คุณภาพชีวิต

บทคัดย่อ

บทนำ: ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นโรคเรื้อรังที่มีอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำในโรงพยาบาลสูง โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการรักษาในโรงพยาบาลสู่การดูแลที่บ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและการใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์พบอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำภายใน 90 วันหลังจำหน่ายของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการดูแลที่มีความต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น

วัตถุประสงค์: 1) เพื่อลดอัตราการรับกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลซ้ำภายใน 90 วันให้น้อยกว่าร้อยละ 10 2) เพื่อเพิ่มอัตราการได้รับยาตามแนวทางการรักษามาตรฐาน (Guideline-Directed Medical Therapy: GDMT) มากกว่าร้อยละ 85 และ 3) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวให้มากกว่าร้อยละ 90

วิธีดำเนินการ: พัฒนาระบบ The SPIN TUH Transitional Care Model for Heart Failure Patients โดยใช้กระบวนการพัฒนาคุณภาพตามวงจร Plan–Do–Study–Act (PDSA) ร่วมกับการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยการวางแผนจำหน่ายอย่างเป็นระบบโดยใช้ Heart Failure Discharge Checklist การติดตามผู้ป่วยหลังจำหน่ายผ่านระบบ Telemedicine และ Telenursing ภายใน 72 ชั่วโมงและ 7 วัน การจัดช่องทางการสื่อสารและให้คำปรึกษาผู้ป่วยและครอบครัวผ่าน Line Official Account รวมถึงการมีส่วนร่วมของเภสัชกร นักโภชนาการ และนักกายภาพบำบัดในการติดตามต่อเนื่อง ประเมินผลลัพธ์โดยใช้ตัวชี้วัดตาม Objectives and Key Results (OKRs)

ผลการศึกษา: พบว่าอัตราการรับกลับเข้ารักษาซ้ำในโรงพยาบาลภายใน 90 วันลดลงเหลือร้อยละ 6.08 ผู้ป่วยได้รับยาตามแนวทาง GDMT ครบถ้วนร้อยละ 100 และมีร้อยละเฉลี่ยคุณภาพชีวิตเท่ากับ 94.77

สรุป: ระบบการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะเปลี่ยนผ่านแบบ SPIN TUH ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของการดูแล ลดการกลับเข้ารักษาซ้ำ และส่งเสริมความสามารถในการจัดการดูแลตนเองของผู้ป่วย ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังในระยะเปลี่ยนผ่านได้อย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

Savarese G, Lund LH. Global public health burden of heart failure. Card Fail Rev. 2017;3(1):7–11.

Jencks SF, Williams MV, Coleman EA. Rehospitalizations among patients in the Medicare fee-for-service program. N Engl J Med. 2009;360(14):1418–1428.

Branch LG, Coustasse A, Slater L, Miller E.Transitional care interventions for patients with heart failure: effects on hospital readmission and quality of life. J Cardiovasc Nurs.2024;39(2):145–153.

Heidenreich PA, Bozkurt B, Aguilar D, et al. 2022 AHA/ACC/HFSA guideline for the management of heart failure. Circulation. 2022;145 (18) :e895–e1032.

Writing Committee Members, Yancy CW, Jessup M, et al. 2017 ACC/AHA/ HFSA focused update of the 2013 ACCF/AHA guideline for the management of heart failure. J Am Coll Cardiol. 2017;70(6):776–803.

McDonagh TA, Metra M, Adamo M, et al. 2021 ESC guidelines for the diagnosis and treatment of acute and chronic heart failure. Eur Heart J. 2021;42(36):3599–3726.

Coleman EA, Boult C. Improving the quality of transitional care for persons with complex care needs. J Am Geriatr Soc. 2003;51(4):556–557

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-06-22

รูปแบบการอ้างอิง

1.
สาวะพันธ์ ป, พันธุมะโน พ, หลงละเลิง ว, ทาบูกานอน ธศ, บัวคำศรี อ. การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ในระยะเปลี่ยนผ่านแบบ SPIN TUH เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต. TUHJ [อินเทอร์เน็ต]. 22 มิถุนายน 2026 [อ้างถึง 27 กันยายน 2026];11(2):200-5. available at: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/TUHJ/article/view/283134

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความพิเศษ